รู้จัก AI Passport สิทธิให้คนไทยใช้ AI ฟรีๆ เปิดลงทะเบียน มิ.ย.นี้

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

หลายคนอยากใช้ AI ช่วยทำงาน แต่ยังไม่รู้จะเริ่มจากตัวไหน ? ChatGPT ก็อยากลอง Gemini ก็น่าสนใจ Claude ก็เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าต้องสมัครหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน ค่าใช้จ่ายรายเดือนก็อาจกลายเป็นภาระได้

นี่คือเหตุผลที่โครงการ AI Passport กำลังเป็นประเด็นที่คนไทยควรรู้จัก เพราะแนวคิดหลักคือการทำให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ Generative AI ได้ง่ายขึ้น ผ่านแพลตฟอร์มกลางของภาครัฐ

AI Passport คืออะไร?

AI Passport คือโครงการจากภาครัฐที่ออกแบบมาให้คนไทยสามารถเข้าใช้งานเครื่องมือ Generative AI หลายรายผ่านระบบเดียว โดยข้อมูลที่มีรายงานออกมาระบุว่า จะเปิดสิทธิให้คนไทย 5 ล้านราย และเตรียมเปิดลงทะเบียนในเดือนมิถุนายนนี้

หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบโครงการนี้คือ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช. ซึ่งอยู่ภายใต้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กระทรวงดีอี

AI Passport จะทำหน้าที่เหมือนเป็น “ประตู” ให้เราเข้าไปเลือกใช้ AI หลายตัว โดยผู้ใช้สามารถเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับงานที่ต้องการได้

จากเดิมที่เราต้องเข้าไปสมัครแต่ละแพลตฟอร์มเอง AI Passport จะพยายามรวบรวมการเข้าถึงไว้ในที่เดียว เพื่อให้คนไทยเริ่มใช้ AI ได้ง่ายขึ้น และลดต้นทุนในการทดลองใช้งานช่วงแรก

ข้อมูลจากรายงานข่าวระบุว่า ระบบจะรวมเครื่องมือ Generative AI ชั้นนำไว้ในแดชบอร์ดกลาง เช่น ChatGPT, Gemini และ Claude ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ AI ตามลักษณะงานได้สะดวกขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าอาจมีเครื่องมือ AI อื่นๆ ถูกพูดถึงในโครงการด้วย เช่น Microsoft Copilot, Perplexity AI, Midjourney และ ThaiLLM ฃฃ

อย่างไรก็ตาม รายชื่อเครื่องมือ AI ที่เปิดให้ใช้งานจริงทั้งหมด รวมถึงเงื่อนไขการใช้แต่ละบริการ ยังต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงเปิดตัว

ประโยชน์ของ AI Passport

สำหรับประโยชน์ของแพลทฟอร์มนี้นอกจากสามารถลดค่าใช้จ่ายขากการใช้ AI ลงได้แล้วเหตุผลที่มีการสร้างระบบนี้ขึ้นมาอีกอย่างก็คือ คนไทยจะได้ ไม่ต้องเริ่มจากการจ่ายเองหลายแพลตฟอร์ม

ปัจจุบันหลายบริการ AI มีทั้งเวอร์ชันฟรีและเวอร์ชันเสียเงิน แต่ฟีเจอร์ดีๆ มักมาพร้อมค่าใช้จ่ายรายเดือน การมีสิทธิใช้งานผ่านโครงการกลางอาจช่วยให้คนจำนวนมากได้ลองใช้ AI จริงก่อนตัดสินใจเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับตัวเองในอนาคตได้

อีกแนวคิดที่น่าสนใจคือ AI Passport อาจไม่ได้ให้แค่สิทธิเข้าใช้งาน แต่ยังมีระบบเรียนออนไลน์ควบคู่กัน ผู้ใช้บางกรณีอาจต้อง “เรียนคอร์ส” Upskill ก่อน เพื่อรับโทเคนสำหรับปลดล็อกการใช้งานบางฟีเจอร์เพิ่มเติม

นี่ทำให้โครงการนี้มีภาพของการ “ใช้ไป เรียนไป อัปสกิลไป” ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการมีเครื่องมือ AI อย่างเดียวอาจยังไม่พอ สิ่งที่คนทำงานต้องมีเพิ่มคือทักษะการตั้งคำถาม การออกคำสั่ง และการตรวจสอบคำตอบจาก AI

 AI Passport เข้าใช้งานอย่างไร?

จากข้อมูลที่เปิดเผยตอนนี้ รูปแบบการใช้งานคาดว่าจะเป็นประมาณนี้

  1. รอประกาศเปิดลงทะเบียนอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2569
  2. ลงทะเบียนรับสิทธิผ่านเว็บไซต์หรือแอปของโครงการ
  3. เข้าสู่ระบบ AI Passport
  4. เลือกเครื่องมือ AI ที่ต้องการใช้จากแดชบอร์ดกลาง
  5. ใช้งานตามสิทธิหรือโควตาที่ได้รับ
  6. หากต้องการปลดล็อกฟีเจอร์บางส่วน อาจต้องเรียนคอร์สออนไลน์เพื่อรับโทเคนในระบบ
  7. รายละเอียดสำคัญอย่างเว็บไซต์ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ รายชื่อ AI ทั้งหมด โควตาการใช้งานต่อคน เงื่อนไขโทเคน และฟีเจอร์ที่ใช้ได้ ต้องรอประกาศชัดเจนอีกครั้งในช่วงเปิดตัว

โครงการนี้เหมาะกับใคร?

โครงการนี้เหมาะกับหลายๆคนไม่ว่าจะเป็น คนทำงาน ที่อยากใช้ AI ช่วยสรุปเอกสาร วางแผนงาน เขียนอีเมล หรือคิดไอเดียใหม่ๆนักการตลาดและครีเอเตอร์ ที่อยากทดลองใช้ AI ช่วยคิดแคมเปญ เขียนโพสต์ ทำคอนเทนต์ หรือรีเสิร์ชข้อมูลเบื้องต้น

นักเรียนและนักศึกษา ที่อยากใช้ AI เป็นผู้ช่วยเรียน ช่วยอธิบายบทเรียน หรือฝึกภาษา รวมถึงฟรีแลนซ์และเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก ที่อยากใช้ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังไม่พร้อมจ่ายหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน

โดยสรุปสิ่งที่ต้องรอต่อจากนี้คือ ประกาศทางการเรื่องช่องทางลงทะเบียน รายละเอียดสิทธิการใช้งาน และรายชื่อเครื่องมือ AI ที่จะเปิดให้ใช้งานจริง สำหรับใครที่ยังไม่เคยเริ่มใช้ AI นี่อาจเป็นโอกาสดีในการลองก้าวแรก ส่วนคนที่ใช้อยู่แล้ว โครงการนี้อาจเป็นอีกช่องทางในการทดลองเปรียบเทียบเครื่องมือหลายตัวในที่เดียว


  •  
  •  
  •  
  •  
  •