โดย: เอกรัตน์ สาธุธรรม, กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ผมอยากเปิดตาคนพัฒนาเว็บไทยว่าออกไปสู่ตลาดโลกเถอะประเทศไทยเล็กเกินไป ต้องมองมุมกว้างขึ้น เว็บไทยอ่อนแอลงเพราะเราเน้นเป็นผู้เสพมากกว่าผู้สร้าง
1-2 ปีมานี้ จะเห็นบรรดาเว็บไซต์ดังระดับโลกเข้ามาสร้างฐานตลาดในไทยแบบ “จริงจัง” มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเว็บอีคอมเมิร์ซระดับโลกอย่าง อีเบย์ อะเมซอน เว็บเสิร์ช เอ็นจิ้นอย่างกูเกิล เว็บโซเชียล เน็ตเวิร์คกิ้ง มากมายหลายประเภททั้ง ไฮไฟว์ เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ยูทูบ และเว็บดังระดับโลกอีกหลายเว็บที่ “จ่อคิว” จะเข้ามาแย่งชิงพื้นที่อินเทอร์เน็ตของไทย
ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่า “จับตา” โดยเฉพาะการปรับตัวของเว็บไซต์ไทยๆ ท่ามกลางยอดสมาชิกในเว็บระดับโลกเหล่านี้ ที่นับวันจะเป็นจำนวนคนไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม ในฐานะผู้คลุกคลีกับแวดวงเว็บไซต์ไทยมานานนับ 10 ปี วิเคราะห์ว่า สถานการณ์เว็บไซต์ในประเทศปัจจุบัน กำลังถึงจุด “อ่อนแอ” เพราะผู้พัฒนาเน้นทำเว็บ เพื่อ “ตอบสนองคนไทยอย่างเดียว” ทั้งๆ ที่ตลาดในประเทศมีขนาดเล็กเกินไป
ก่อนหน้านี้ คนทำเว็บหลายคนมักห่วงเรื่อง “ภาษา” เพราะคิดว่าเป็นอุปสรรค แต่วันนี้ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ยกตัวอย่าง “เฟซบุ๊ค” ที่เข้ามาทำตลาดไทย และได้สมาชิกคนไทยไปเป็นหลักล้านคน เข้ามาโดยอาศัยแนวคิด Social Contribution หรือให้คนท้องถิ่นช่วยกันแปลเฟซบุ๊คเป็นเวอร์ชั่นภาษาท้องถิ่น เฟซบุ๊คจึงสามารถพัฒนาเวอร์ชั่นไทยออกมาได้ มุมกลับกันคนไทยมัวแต่พัฒนาเว็บไซต์ เพื่อตอบสนองคนไทยอย่างเดียว ตลาดเลยเล็ก
“ผมอยากเปิดตาคนพัฒนาเว็บไทย ว่า ออกไปสู่ตลาดโลกเถอะ ประเทศไทยเล็กเกินไป คนทำเว็บต้องมองในมุมกว้างขึ้น เว็บไซต์ไทยอ่อนแอลง เพราะเราเน้นเป็นผู้เสพ มากกว่าผู้สร้าง วันนี้เราต้องการคนสร้างเว็บใหม่ๆ ใครมีแนวคิดดีๆ ควรรีบทำ หากคิดว่าไม่ไหว ให้ใช้วิธีสร้างทีม และปรึกษาคนเก่งทำให้ได้จริง ผมเชื่อว่าคนไทยเก่งๆ มีเยอะ แต่ไม่กล้าลุกขึ้นมาทำอย่างจริงจัง”
กระตุ้นเว็บไทยเร่งปรับตัว
เขาระบุว่า เว็บไซต์ในประเทศควรเร่งปรับตัวตั้งแต่วันนี้ เพราะการเข้ามาของเว็บไซต์ระดับโลก นอกจากมาชิงพื้นที่อินเทอร์เน็ตในไทยแล้ว ยังเข้ามากอบโกยรายได้ที่ควรจะเป็นรายได้ในประเทศ ไหลออกสู่ต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล
เขายกตัวอย่าง กรณีศึกษาในประเทศฝรั่งเศส ที่ขณะนี้ เตรียมเก็บภาษีกับเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิล ยาฮู เฟซบุ๊ค เพราะเห็นว่าเว็บเหล่านี้ กำลังสร้างรายได้อย่างมหาศาลในประเทศต่างๆ โดยให้ผู้ซื้อทั่วโลกสามารถชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ ผ่านบัตรเครดิตชำระตรงไปที่บริษัทแต่ละแห่งในประเทศนั้นๆ ได้เลย นั่นทำให้เว็บเหล่านี้ไม่ต้อง “เสียภาษี” ให้กับรัฐบาลของหลายๆ ประเทศทั่วโลก
“มูลค่าของเงินที่จ่ายตรงไปยังเว็บเหล่านั้น อาจมีหลายร้อยล้านบาท หรือพันล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว นี่คือ ความเสียเปรียบของประเทศ ที่เว็บเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาตั้งบริษัทอย่างเป็นทางการ เพราะการจ่ายเงินตรงออกไปยังต้นทางของเว็บใหญ่ ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือประโยชน์อะไรกับภาครัฐ หรือประเทศที่เว็บไซต์นั้นไม่ได้ตั้งสำนักงานอยู่เลย”
ขณะที่ประเทศที่เว็บเหล่านี้เข้าไปทำธุรกิจ ก็ไม่ได้แม้แต่เงินค่าภาษีการจ้างคน ภาษีธุรกิจ เพราะเว็บเหล่านี้ จะจ้างคนประเทศนั้นๆ ไปรวมอยู่ประเทศอื่น หรือใกล้เคียง เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ และประหยัดค่าใช้จ่าย
ผลักดันให้เว็บใหญ่ตั้งสำนักงาน
ภาวุธ วิเคราะห์ต่อว่า เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ธุรกิจต่างๆ ของไทย ยังใช้ความได้เปรียบด้านนี้น้อยมาก มีเพียงน้อยนิดของธุรกิจออนไลน์ที่ใช้ความได้เปรียบนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เราจะเป็นผู้ “ซื้อ” มากกว่า
“ทางออกของวิธีการเก็บภาษีนี้ คือ การผลักดันให้เว็บใหญ่ เปิดสาขาในประเทศที่ไปเปิดให้บริการ กำหนดให้มีการรับรายได้ ผ่านสาขาในประเทศ เมื่อกำหนดให้มีรายได้ผ่านสาขา ข้อดี คือ ประเทศนั้นๆ สามารถเก็บภาษี และสามารถช่วยเหลือสนับสนุนท้องถิ่นนั้นได้ คำถาม คือ เว็บใหญ่จะยอมหรือไม่ คำตอบคือ ยอม หากภาครัฐ ออกกฎและเข้ามาดูตรงนี้อย่างชัดเจน อย่างที่รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังจะทำ”
เขาบอกว่า หากภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่เร่งหาแนวทางกำกับดูแล จะทำให้ประเทศเสียเปรียบ และสูญเสียรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่าหลายพันล้านบาท จากการซื้อสินค้า หรือบริการผ่านทางออนไลน์ออกไปตรงๆ
“การผลักดันให้บริษัทต่างๆ เหล่านี้ เข้ามาตั้งออฟฟิศในไทยช่วยอะไรได้หลายอย่าง อาทิเช่น การพัฒนาด้านคน เทคโนโลยี การได้ภาษีมาพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนี้ และอีกมาก”
อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ดี การจ่ายเงินออกไปเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ของต่างประเทศโดยตรง อาจนำมาซึ่งรายได้ให้กับผู้ประกอบการในประเทศด้วยเหมือนกัน อาทิเช่น คนไทยที่ค้าขายในอีเบย์ ก็จะมีรายเพิ่มมากขึ้น หรือคนที่ไปลงโฆษณาออนไลน์ในเว็บไซต์ต่างๆ ก็ได้คนเข้ามามากขึ้นเช่นกัน
“แต่สิ่งที่น่าสนใจ ผู้ประกอบการเหล่านี้ มักจะไม่มีการเสียภาษีให้กับภาครัฐ ซึ่งหากมองมุมมองภาครัฐเราก็คงสูญเสียรายได้ไปบางส่วน ดังนั้น เราคงต้องมาเปรียบเทียบ และวิเคราะห์ดูว่า สิ่งเราได้มากับสิ่งที่เราเสียไป มันคุ้มกันหรือไม่”
พันทิป “รับ” คนเข้าเว็บไทยลดลง
ขณะที่ นายวันฉัตร ผดุงรัตน์ ผู้ก่อตั้ง และผู้บริหารเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ยอมรับว่า ประเด็นเรื่องการเสียภาษีของเว็บไซต์ดัง ถือเป็นเรื่องน่าคิด และมีความเป็นไปได้ แต่ส่วนที่ยาก คือ จะเก็บอย่างไร ซึ่งเป็นหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจนำเรื่องนี้ไปศึกษา หรือหาแนวทางออกที่เหมาะสม
“แต่โดยส่วนตัว ผมมองว่า การที่เว็บไซต์ระดับโลกเข้ามาสร้างฐานธุรกิจในไทย แม้ว่าจะไม่ได้มาตั้งสำนักงาน หรือออฟฟิศอย่างเป็นทางการ ก็ไม่ควรไปกำหนดกรอบ หรือตีกรอบการทำธุรกิจเขามากจนเกินไป เพราะเราอยู่ในโลกของการแข่งขันที่เป็นเสรี สิ่งที่เราทำได้ และควรทำมากที่สุด คือ การพัฒนาเว็บไซต์ของเราให้สามารถแข่งขันกับเขาได้มากกว่า”
ทั้งนี้ เขายอมรับว่าปัจจุบันอัตราการเข้าเว็บไทยมีการเติบโตที่ลดน้อยลง ขณะที่จำนวนเว็บไทยเกิดใหม่ก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า เว็บไทยควรต้องปรับตัว
“แต่ก่อนนี้ เรามองว่าเว็บต่างประเทศ คอนเทนท์ต่างประเทศ อาจเป็นข้อจำกัด แต่วันนี้ เว็บเหล่านี้กลายเป็นเว็บ 2.0 หมดแล้ว เป็นการสร้างคอนเทนท์โดยผู้ใช้ เพราะฉะนั้น มันไม่มีความแตกต่าง เว็บต่างประเทศ เว็บไหนคนไทยก็ใช้ได้ทั้งหมด จึงน่าเป็นห่วงเว็บไทย ที่ควรจะหันมาสร้างบริการของเราเอง แต่อย่ามองว่า จะรองรับแค่คนในประเทศ ควรเป็นการคิดเพื่อรองรับสำหรับคนทั่วโลกได้ด้วย และหากทำได้สำเร็จ เว็บเองก็ควรมองหาวิธีการระดมทุนให้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้โครงสร้างพื้นฐานสามารถรองรับได้อย่างเต็มที่”
เขาเสนอแนะว่าเว็บไทยควรจะผสมผสานจุดเด่นเรื่อง “โลคอล คอนเทนท์” กับรูปแบบของเว็บ 2.0 เข้าด้วยกัน ดีกว่าจะทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพียวๆ ซึ่งจะเป็นทางออกหนึ่ง ที่ทำให้เว็บไซต์ไทยอยู่รอด และแข่งขันกับเว็บต่างประเทศได้
“จริงๆ คนเข้าเว็บไทยเพิ่มขึ้น แต่ไม่สูงนัก เพราะถูกแบ่งไปยังเว็บโกลบอลมากขึ้น แต่เว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ต ก็มีจุดที่ดี คือ มันไม่ใช่บริการที่ต้องเสียเงินซื้อ เขาอาจจะเล่นเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ จนวันหนึ่งเกิดเบื่อก็เข้ามาเปิดเว็บไทยบ้าง ดูกระทู้ในพันทิปบ้าง ถ้าเป็นบริการที่ต้องควักเงินซื้อ คนใช้เว็บก็อาจต้องคิดหนักหนักกว่านี้” วันฉัตรทิ้งท้าย
Source: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
![]()
