ศิริราชเปิดตัวโปรแกรม Skan&GO ทางเลือกสำหรับบันทึกการเดินทาง ใช้งานง่าย ป้องกันโควิดรอบ 2

  • 425
  •  
  •  
  •  
  •  

เรียกว่าเป็นช่วงที่ประเทศไทยเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ใกล้เคียง 100% หลังศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์การติดเชื้อภายในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่ง แม้จะยังพบผู้ติดเชื้อชาวไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ

จนภาครัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เกือบกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ แต่ถึงกระนั้นโอกาสที่จะมีการแพร่ระบาดระลอกใหม่ยังคงมีอยู่ตราบเท่าที่ยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน เนื่องจาก COVID-19 ถือเป็นโรคอุบัติใหม่ และในหลายประเทศทั่วโลกยังคงพบการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่ประเทศไทยจะกลับเข้าสู่การแพร่ระบาดจึงยังคงมีอยู่

ทางเดียวที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ได้ คือความร่วมมือร่วมใจในการป้องกันทั้งการใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง ล้างมือบ่อยๆ และยังคงเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) นอกจากนี้ควรมีมาตรการบันทึกการเดินทาง เพื่อที่หากพบการติดเชื้อในพื้นที่ใดจะได้ตรวจสอบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีการเดินทางไปที่นั่นหรือไม่

Skan&Go คือหนึ่งทางเลือกที่ช่วยบันทึกการเดินทางที่เรียกว่าใช้งานง่ายๆ ตามชื่อ แค่สแกนแล้วไปต่อได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาตอบแบบสอบถามหรือเสียเวลากดอะไรอย่างอื่นเพิ่มเติม โดย Skan&Go เป็นผลงานของศิริราชพยาบาลที่คิดขึ้นมาเพื่อช่วยทุกๆ ฝ่ายในการป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของ COVID-19

โดยครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มาเล่าและอธิบายถึง Skan&Go ว่าคืออะไร ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ใช้งานอย่างไรและมีประโยชน์อย่างไร

“จุดเริ่มต้นของ Skan&Go คือแนวความคิดทางการแพทย์ เนื่องจากหากมีการรับคนไข้ที่ต้องสงสัยว่าจะมีการติดเชื้อ COVID-19 สิ่งที่แพทย์ต้องทำคือการซักประวัติย้อนกลับไปว่าเป็นสถานที่ใดมาบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่หลักๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะ ซึ่งต้องซักประวัติย้อนหลังไป 14 วัน และอาจจะมีบางสถานที่ที่จำไม่ได้”

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดการสร้าง Skan&Go เพราะทางการแพทย์ต้องการประวัติในการเดินทางช่วง 14 วันที่ผ่านมา หากผู้ป่วยที่ต้องการตรวจ COVID-19 มีประวัติการเดินทางเก็บไว้ในมือถือก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งจากการคุยกับฝ่ายไอทีในการทำบางโปรแกรมเพื่อตอบโจทย์ให้ครบในการควบคุมโรคน่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประเทศไทย

“นั่นจึงทำให้ต้องไปศึกษาประเทศที่มีการควบคุมโรคได้ดีอย่างจีนและเกาหลีใต้พบว่า ประชาชนของประเทศเหล่านี้มีการเก็บประวัติการเดินทางไว้ในโทรศัพท์มือถือ แต่เพราะเราเป็นบุคลากรทางการแพทย์จึงมีการพัฒนาต่อให้ครบวงจร ซึ่งโปรแกรมที่จะนำมาใช้ต้องได้ประโยชน์ครบทุกภาคส่วน”

คำว่าทุกภาคส่วนแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ในกลุ่มแรกคือ ผู้ใช้ โดยสิ่งที่ผู้ใช้จะได้คือการเก็บประวัติไว้ในโทรศัพท์มือถือหากมีความจำเป็นต้องการใช้ก็สามารถนำไปให้แพทย์ใช้ได้ทันที ผู้ใช้โปรแกรมมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่า พื้นที่ที่จะไปนั้นมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ผู้ใช้โปรแกรมสามารถเลี่ยงพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปในพื้นที่นั้น

กลุ่มต่อมาคือ กลุ่มเจ้าของสถานที่ ที่ช่วยให้สามารถตัดสินใจปิดสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูง และตัดสินใจเปิดในสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ เราตั้งเป้าในกลุ่มสถานพยาบาล ยกตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลศิริราช ที่มีผู้มาใช้บริการจำนวนกว่า 8,000 คนต่อวัน และมีการเดินทางไปหลายจุดของโรงพยาบาล หากตึกไหนที่มีความเสี่ยงก็สามารถสั่งปิดพื้นที่ได้

นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่นอกโรงพยาบาลได้ เช่น โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าต่างๆ ซึ่งการใช้ Skan&Go จะช่วยให้ผู้ประกอบการทราบว่า พื้นที่ของตัวเองมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใดและจะต้องดูแลอย่างไร เพื่อช่วยให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ รวมไปถึงสามารถใช้ในบ้านได้ กรณีที่มีผู้มาเยี่ยมเยียนเป็นประจำ เช่น มีการรับส่ง Delivery เป็นประจำ

กลุ่มต่อมาที่ได้ประโยชน์จากการใช้โปรแกรม Skan&Go คือ กลุ่มแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เคยเป็นแล้วรักษาหาย เมื่อแพทย์ทำการตรวจสอบจนพบผู้ป่วย COVID-19 แพทย์สามารถทำการตรวจสอบได้ว่า ผู้ที่เข้ามาใช้บริการต่อจากผู้ป่วยในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นใครบ้าง โดยแพทย์จะทำการแจ้งเตือนไปยังโทรศัพท์มือถือเพื่อให้เข้ามารับการตรวจสอบ

นอกจากนี้แพทย์ยังสามารถดาวน์โหลดประวัติของผู้ป่วยเข้าสู่ข้อมูลกลาง เพื่อแจ้งเตือนไปยังผู้ที่มีความเสี่ยง รวมไปถึงแจ้งเตือนไปยังเจ้าของสถานที่และผู้ประกอบการร้านค้าที่ผู้ป่วยเคยเข้าไปใช้บริการ ที่สำคัญแพทย์ยังสามารถส่ง SMS เพื่อแนะนำวิธีการปฏิบัติตัว หรือสามารถโทรศัพท์ติดต่อไปยังเบอร์ที่มีการลงทะเบียนไว้

และกลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มที่มีหน้าที่ในการควบคุมโรค ยกตัวอย่างเช่น ที่โรงพยาบาลศิริราชเมื่อพบความเสี่ยงและมีการสั่งปิดพื้นที่ เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ในการควบคุมโรคจะเข้าไปตรวจสอบ ระหว่างมาตรการในการทำความสะอาดพื้นที่รวมไปถึงการนำเจ้าหน้าที่ต่างๆ เข้าสู่กระบวนการตรวจวินิจฉัยโรค ด้วยกลุ่มนี้จะเห็นภาพรวมทั้งหมดเพื่อใช้ในการพิจารณามาตรการต่างๆ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

“เราออกแบบมาให้ Skan&Go สามารถใช้งานครอบคลุมแบบจำกัดพื้นที่ (Area Base) เช่น ในพื้นที่โรงพยาบาลศิริราช ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ในพื้นที่บางจังหวัดที่มีอัตราการติดเชื้อ COVID-19 สูง สามารถนำโปรแกรม Skan&Go ไปใช้ได้ทันที เช่น โรงพยาบาลประจำจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขประจำจังหวัด”

เมื่อเทียบกับบางโปรแกรมที่ผู้ใช้งานไม่สามารถเก็บประวัติของตัวเองได้ เมื่อสแกนเสร็จก็เท่ากับไม่มีอะไรเกิดขึ้นและเป็นการใช้งานในพื้นที่ขนาดใหญ่ ทำให้ไม่สามารถตอบโจทย์ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดในรูปแบบการจำกัดพื้นที่ (Area Base)

สำหรับจุดเด่นของโปรแกรม Skan&Go ช่วยเก็บประวัติของผู้ใช้ในโทรศัพท์มือถือ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยประวัติให้ผู้อื่นทราบ เนื่องจากโปรแกรม Skan&Go อยู่ในรูปแบบ Web Base ไม่ใช่รูปแบบแอปพลิเคชันทำให้ไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดให้เปลืองพื้นที่โทรศัพท์มือถือ นอกจากนี้ยังใช้งานง่ายเพียงแค่สแกนเพื่อเก็บประวัติแล้วไปต่อได้เลย และสามารถใช้งานแบบจำกัดพื้นที่ (Area Base)

“เนื่องจากเราไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้นับจำนวนคนที่เข้ามาในสถานที่นั้นๆ ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องทำการเช็คเอาท์ เพียงแค่เช็คอินใหม่อีกที่หนึ่ง ระบบจะทำการเช็คเอาท์ที่เก่าให้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้เรายังออกแบบมาให้มีการตรวจสอบการลงทะเบียนด้วยโทรศัพท์มือถืออย่างแท้จริง ด้วยการส่งรหัส OTP เข้าไปในเบอร์มือถือที่ทำการลงทะเบียนไว้ เพื่อทำการยืนยันและระบุตัวตน”

ไม่เพียงเท่านี้เจ้าของสถานที่ยังสามารถสร้าง QR Code ของตัวเองได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปลงทะเบียนเพื่อขอรับ QR Code ที่สำคัญระบบการจัดเก็บประวัติจะถูกเก็บเอาไว้ในช่วงระยะเวลา 14 วัน ประวัติที่ถูกเก็บ เกินกว่าระยะเวลา 14 วันจะถูกลบโดยอัตโนมัติทันที และโปรแกรม Skan&Go ไม่มีการติดตามผู้ใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง โดยประวัติจะถูกเก็บต่อเมื่อมีการสแกน

จะเห็นได้ว่ามีการออกแบบมาเพื่อใช้ในการควบคุมโรคระบาดได้อย่างครบวงจร โดยโปรแกรม Skan&Go ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ป้องกันและควบคุมโรคระบาดอื่นๆ ได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาโปรแกรมให้มีระบบการติดตามผู้ที่ตรวจพบเชื้อเพื่อตรวจสอบสุขภาพ ซึ่งประวัติและข้อมูลต่างๆ จะถูกเก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้โดยไม่มีการเปิดเผยสู่สาธารณะ เว้นแต่ผู้ใช้จะเป็นผู้เผยแพร่เอง

“สำหรับโปรแกรม Skan&Go จะเน้นไปที่เรื่องของการแพทย์เป็นหลัก ดังนั้นจึงมีแผนในการนำโปรแกรมดังกล่าวไปใช้ในสถาบันทางการแพทย์ทั่วประเทศเพื่อให้เกิดข้อมูลจำนวนมาก (Big Data) ทั้งของภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังเตรียมนำโปรแกรม Skan&Go ไปประกวดในระดับนานาชาติ”

เนื่องจากศิริราชเป็นสถาบันที่ไม่แสวงหาผลกำไร และโปรแกรม Skan&Go ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก กสทช. โดยเปิดให้ผู้ใช้ในประเทศสามารถใช้งานได้ฟรี และในอนาคตหากมีประเทศอื่นที่ต้องการใช้ในการควบคุมโรคระบาดก็สามารถนำไปใช้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นศิริราชพยาบาลอยากให้ทุกภาคส่วนร่วมกันบูรณาการด้วยการนำข้อดีของแต่ละโปรแกรมเข้ามาประสานร่วมกัน เพื่อสร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศ


  • 425
  •  
  •  
  •  
  •