รู้จัก Lopia Japan ซูเปอร์มาร์เก็ตสายเนื้อจากญี่ปุ่น ปักหมุดในไทย สาขาแรกที่เซ็นทรัล แจ้งฯ แห่งแรกในอาเซียน 

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

“ผมอยากให้เด็กทุกคนได้กินเนื้อดีๆ ในราคาที่พ่อแม่ของเขาจ่ายไหว” นี่คือคำพูดของ ฮิเดโอะ ทาคากิ (Hideo Takagi) ชายที่มีความทรงจำกับความหิวโหยในวัยเด็ก ผู้สร้างอาณาจักรซูเปอร์มาร์เก็ตที่ “แรง” ที่ที่สุดในญี่ปุ่นยุคนี้อย่าง Lopia (โลเปีย) ซึ่งกำลังจะมาเปิดสาขาแรกในอาเซียน ที่เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ในเดือนกุมภาพันธ์นี้

จาก “ไส้กรอก 1 แท่ง” สู่ซูเปอร์มาร์เก็ตระดับท็อป

ในญี่ปุ่นยุคหลังสงครามที่อาหารยังเป็นของฟุ่มเฟือย คุณทาคากิในวัยเด็กได้รับ “ไส้กรอก” จากทหารอเมริกันเพียงวันละ 1 แท่ง เขาเล่าว่าเขารักมันมากจนไม่กล้าเคี้ยวทันที แต่จะใช้วิธีค่อยๆ “เลีย” เพื่อให้รสชาติเค็มๆ หอมๆ นั้นอยู่ในปากให้นานที่สุดจนมันจืดสนิท แล้วค่อยตัดกลืนลงคอ

นี่คือเรื่องเล่าที่คุณทาคากิชอบเล่าบ่อยๆ ในการประชุมบริษัทหลายๆ ครั้ง และความทรงจำที่ว่านี้ก็เป็นแรงผลักดันให้ได้เริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองด้วยการเปิดร้านขายเนื้อเล็กๆ ชื่อ “Niku no Takarabako” ที่แปลว่าหีบสมบัติแห่งเนื้อ ในปี 1971 โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นครอบครัวที่อยากให้ลูกๆได้รับโปรตีนจากเนื้อดีๆในราคาที่เข้าถึงได้

ทายาทรุ่นที่ 2 รีแบรนด์สู่ LOPIA

เครดิตภาพ genbridgecapital.com

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2011 เมื่อธุรกิจก้าวเข้าสู่ยุคของทายาทรุ่นที่สองอย่าง โยสุเกะ ทาคากิ (Yosuke Takagi) ที่ตัดสินใจทำการรีแบรนด์ครั้งใหญ่สู่ชื่อ LOPIA ซึ่งย่อมาจาก LO (Low Price) และ PIA (Utopia) หรือ “ดินแดนแห่งสินค้าราคาถูกในอุดมคติ”

ทาคากิ รุ่นลูก ปรับโมเดลธุรกิจจาก “แผงขายเนื้อในห้าง” สู่การเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตเต็มรูปแบบที่เน้นประสบการณ์ความสนุกสนานแบบ “สวนสนุกแห่งอาหาร” (Food Amusement Park) โดย Lopia มีกลยุทธ์สร้างประสบการณ์ดีๆในการซื้อของ เช่น การติดตั้ง รถไฟของเล่น บนเพดานเพื่อดึงดูดความสนใจเด็กๆ ช่วยให้คุณแม่มีเวลาช้อปปิ้งได้นานขึ้น หรือการวางสินค้าโปรดของเด็กไว้ในระดับสายตาของหนูน้อยเพื่อเพิ่มโอกาสการขาย

โมเดลธุรกิจ Lopia จากรากฐานในญี่ปุ่น สู่การรุกตลาดไทย

ความสำเร็จที่ทำให้ Lopia โดดเด่นสุดๆโดยเฉพาะความโดดเด่นในสินค้าเฉพาะทางอย่าง “เนื้อสัตว์” มีตัวเลือกมากกว่าคู่แข่งแบบสุดๆ มีพื้นที่โชว์สินค้าและจำนวน SKU เนื้อสัตว์มากกว่าห้างอื่นถึง 3 เท่า รวมไปถึงการทำราคาที่ต่ำกว่าได้ มาจากสูตรลับที่ผสานระหว่างการบริหารต้นทุนที่ดุดันและการกระจายอำนาจในการจัดการ

ภายใต้เครือ OIC Group แบรนด์ใช้กลยุทธ์ Vertical Integration หรือการบริหารจัดการแนวดิ่ง “จากฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร” คล้ายโมเดลของเครือ CP ในไทย โดย Lopia เป็นเจ้าของตั้งแต่ฟาร์ม โรงงานแปรรูป ไปจนถึงหน้าร้าน ทำให้ลดบทบาทพ่อค้าคนกลางและควบคุมต้นทุนได้เบ็ดเสร็จ

เครดิตภาพ www.genbridgecapital.com

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญก็คือการซื้อวัวมา “ทั้งตัว” เพื่อลดต้นทุนนำทุกชิ้นส่วนมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เนื้อส่วนพรีเมียมถูกวางขายเป็นสเต็ก ส่วนที่เหลือถูกนำไปทำสินค้า Private Brand (PB) เช่น ไส้กรอกหรือแฮมที่มีอัตรากำไรสูงถึง 50-80%

นอกจากนี้ยังมีการบริหารแบบ Tencho ที่ให้อำนาจหัวหน้าแผนกแต่ละสาขาตัดสินใจได้เองเหมือนเป็นเจ้าของร้าน ตั้งแต่การประมูลสินค้าที่ตลาดเช้าไปจนถึงการตั้งราคาเฉพาะพื้นที่ ทำให้สินค้ามีความสดใหม่และตรงใจลูกค้าท้องถิ่นได้มากๆ

สำหรับการรุกตลาดไทย โมเดลของ Lopia คาดว่าจะถูกปรับเปลี่ยนให้เป็น Food Retail ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตที่ชูอาหารเป็นหัวใจหลัก โดยมีจุดเด่นสำคัญ 3 ด้านที่นำมาดึงดูดใจคนไทยคือ ความเป็นญี่ปุ่น อาหารสดคุณภาพสูง และราคาที่คุ้มค่า

โดย Lopia จะวาง Positon ตัวเองเป็น “Lifestyle Supermarket” สำหรับครอบครัวที่ต้องการวัตถุดิบพรีเมียมส่งตรงจากญี่ปุ่นในราคาที่ซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปให้ไม่ได้ เพื่อสร้างความแตกต่างในสมรภูมิค้าปลีกของไทยที่มีการแข่งขันสูง

ปรากฏการณ์ “Lopia Fever” ในไต้หวัน

เครดิตภาพ https://taiwannews.com.tw/

ความสำเร็จของ Lopia ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในญี่ปุ่น แต่เริ่มสั่นสะเทือนระดับนานาชาติเมื่อพวกเขาตัดสินใจบุกตลาด ไต้หวัน เป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม 2023 โดยเปิดสาขาแรกที่ Mitsui Shopping Park LaLaport Taichung

เพียงแค่เปิดตัววันแรก Lopia ก็สร้างปรากฏการณ์คนต่อคิวยาวเหยียดชนิดที่ว่าต้องรอคิวเข้าแถวนานหลายชั่วโมง ชาวไต้หวันต่างแห่กันมาซื้อเนื้อวากิวและซูชิเกรดพรีเมียมที่ราคาถูกกว่าห้างอื่นแบบสุดๆ

ความสำเร็จในไต้หวันถือเป็นกรณีศึกษาของแบรนด์ญี่ปุ่นที่ขยายตัวไปต่างประเทศ เพราะ Lopia สามารถยกเอา “Vibe” ความสนุกแบบญี่ปุ่นและการขายแบบ Big Pack ไปปรับใช้กับคนท้องถิ่นในประเทศอื่นๆได้

จนปัจจุบันเพียงระยะเวลาไม่ถึง 3 ปี Lopia ขยายสาขาในไต้หวันไปแล้วถึง 9 สาขา และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้แบรนด์มั่นใจในการเลือก “ประเทศไทย” เป็นสาขาแรกในอาเซียน

ด้วยโมเดลธุรกิจที่สามารถ Scale ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ Lopia กลายเป็นหนึ่งในเชนซูเปอร์มาร์เก็ตที่เติบโตเร็วที่สุดในญี่ปุ่น โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 21% ต่อปี ข้อมูลล่าสุดระบุว่า Lopia มีสาขารวมกว่า 128 สาขาในญี่ปุ่น และยอดขายรวมพุ่งทะยานไปแตะระดับ 3.2 แสนล้านเยน หรือประมาณ 73,000 ล้านบาทเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา

Lopia เปิดสาขาแรกในไทยเดือนกุมภาพันธ์นี้

เครดิตภาพ Lopia Thailand

ล่าสุด Lopia เลือกเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ เป็นโลเคชั่นที่จะเข้ามาเปิดสาขาแรกในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นสาขาแรกในอาเซียนด้วย ซึ่งก็ต้องดูต่อไปว่าโมเดลธุรกิจแบบ “เน้นของสด” และ “Value for Money” ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายในไต้หวัน จะสามารถมัดใจผู้บริโภคในประเทศไทยได้เหมือนกันหรือไม่

เครดิตภาพ Lopia Thailand

ข้อมูลจากเว็บไซต์ lopia.co.th บอกเอาไว้ว่า Lopia สาขาแรกในไทยจะมีสินค้าเด่นๆที่ต้องซื้อก็คือ เนื้อวัวพรีเมียม (Gen Beef) โดยเฉพาะเนื้อวัวดำ (Black-haired Wagyu) ที่คัดเกรดมาอย่างดี โดยเฉพาะส่วน “Chateaubriand” ที่หาทานได้ยากแต่ที่นี่ขายในราคาที่เข้าถึงได้ รวมถึงเนื้อวัวหั่นหนาสำหรับสเต็กที่เป็นจุดขายหลัก

นอกจากนี้ยังมี “ซูชิและซาชิมิไซส์ยักษ์” ที่ส่งตรงจากแหล่งผลิตในราคาเข้าถึงได้ ยังมี “พิซซ่าเตาถ่านแฮนด์เมด” หนึ่งในสินค้าสัญลักษณ์ของ Lopia รวมไปถึง “ไส้กรอกและแฮมรมควัน” (Lopia Original), “ผลไม้เกรดพรีเมียม” จากญี่ปุ่น รวมไปถึงเบนโตะ” ข้าวกล่องสไตล์ญี่ปุ่นที่ให้ปริมาณเนื้อสัตว์แบบเน้นๆ

จากนี้คงต้องจับตาดูว่า Lopia จะเข้ามาสร้างโปรโมชั่นที่ดึงดูดกลุ่มคนรักอาหารญี่ปุ่นในไทยได้มากแค่ไหน ที่สำคัญการทำตลาดในประเทศไทยก็มีความท้าทายจาก “วัฒนธรรมอาหารนอกบ้าน” ของคนไทยที่เป็นโจทย์ที่ต่างจากญี่ปุ่นและไต้หวัน เพราะคนไทยมีพฤติกรรมเน้นการทานอาหารนอกบ้านหรือซื้ออาหารปรุงสำเร็จสูงกว่ามาก เพราะ “ราคาอาหารนอกบ้านถูกกว่าการซื้อของสดมาทำกินเอง”

ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไปว่ากลยุทธ์ของ Lopia สาขาแรกที่เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ จะดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา:GenBridge Capital, The Japan Times, Lopia Thailand


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
CLOSE
CLOSE