
วาเลนไทน์ไม่ใช่เรื่องของคู่รักอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น เทศกาลการตลาดที่เปิดพื้นที่ให้กับคนโสด คนไม่อินเลิฟ และคนที่พร้อม “ทิ้งคนเก่า” Potato Corner Thailand กับแคมเปญ “เฟรนช์ฟรายส์ฟรี ยังดีกว่าคนเก่า”
Potato Corner Thailand เปิดตัวแคมเปญสุดสร้างสรรค์ในวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยการแจก เฟรนช์ฟรายส์ฟรีไซซ์ Large ให้ลูกค้าที่ซื้อเมนูไซซ์ Jumbo ขึ้นไป และร่วมกิจกรรม “ทิ้งคนเก่า” โดยเขียนชื่อแฟนเก่าลงถัง หรือโชว์หลักฐานการลบแชท/รูปแฟนเก่าให้พนักงานดู
แคมเปญนี้สะท้อน Insight ของ Gen Z และ Gen Y ที่นิยมแชร์เรื่องราว “แฟนเก่า” ใน TikTok และ Social Media จนกลายเป็น Meme และคอนเทนต์ไวรัล แบรนด์จึงหยิบพฤติกรรมนี้มาต่อยอดเป็นกิจกรรมที่ทั้งสนุกและมีส่วนร่วม

ชวนวิเคราะห์ความน่าสนใจขอแคมเปญ
เป็นกรสวนกระแสเทศกาลคู่รัก เพราะในขณะที่แบรนด์ส่วนใหญ่เน้นขายของให้คู่รัก Potato Corner เลือกจับกลุ่มคนโสดและคนไม่อินเลิฟ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่และมีกำลังซื้อไม่แพ้กัน พร้อมกับการเน้นสร้าง Brand Love ผ่านอารมณ์ขัน ด้วยการเล่นกับคอนเซปต์ “คนเก่า” ซึ่งทำให้แบรนด์ถูกพูดถึงในเชิงบวกและใกล้ชิดกับลูกค้า
มีการเชื่อม Online + Offline จากการแชร์คอนเทนต์ใน TikTok สู่กิจกรรมหน้าร้าน ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมทั้งโลกดิจิทัลและประสบการณ์จริง รวมไปถึงเป็นเทรนด์ที่ตรงกับเทรนด์โลกปี 2026 ที่งานวิจัยการตลาดล่าสุดชี้ว่า เทรนด์วาเลนไทน์ปีนี้เน้น ความเป็นตัวเอง (authenticity) และ การฉลองแบบไม่จำกัดเฉพาะคู่รัก เป็นเรื่องที่มาแรง

บทเรียนสำหรับนักการตลาด
- ใช้ Insight จาก Social Media ด้วยการการหยิบ Meme หรือพฤติกรรมไวรัลมาเป็นแกนกลางแคมเปญช่วยให้แบรนด์ดูทันสมัยและ relatable
- สร้างกิจกรรมที่มีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่โปรโมชั่น แต่ให้ลูกค้า “ทำบางอย่าง” เช่น เขียนชื่อคนเก่า หรือโชว์แชท เพื่อแลกสิทธิ์
- เล่าเรื่องด้วยอารมณ์ขัน การตลาดที่เล่นกับอารมณ์และความรู้สึก (ทั้งบวกและลบ) มักสร้างการจดจำได้ดีกว่าการขายตรง ๆ
- ขยายตลาดคนโสด เทรนด์การตลาดวาเลนไทน์กำลัง shift จาก “คู่รัก” ไปสู่ “ทุกคน” โดยเฉพาะกลุ่มโสดที่อยากฉลองในแบบของตัวเอง

สรุป
แคมเปญนี้สะท้อนการใช้ Consumer Insight อย่างชาญฉลาด โดยหยิบพฤติกรรมการพูดถึง “แฟนเก่า” ใน Social Media ของกลุ่ม Gen Z และ Gen Y มาต่อยอดเป็นกิจกรรมที่ทั้งสนุกและมีส่วนร่วม การตลาดเชิงอารมณ์ (Emotional Marketing) ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้า พร้อมกับการสร้าง Brand Love ผ่านการเล่นกับอารมณ์ขันและการให้คุณค่าใหม่กับวันวาเลนไทน์ที่ไม่จำกัดเฉพาะคู่รัก แต่เปิดพื้นที่ให้คนโสดและคนไม่อินเลิฟได้ฉลองในแบบของตัวเอง ซึ่งช่วยให้แบรนด์โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งที่มักเน้นการตลาดสำหรับคู่รักในช่วงเทศกาลนี้
ในเชิงกลยุทธ์ แคมเปญนี้เป็นตัวอย่างของการผสมผสาน Online Engagement และ Offline Experience ได้อย่างลงตัว ลูกค้าไม่เพียงแต่แชร์คอนเทนต์ไวรัลออนไลน์ แต่ยังถูกกระตุ้นให้เข้าร่วมกิจกรรมหน้าร้านเพื่อรับสิทธิ์จริง ทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างโลกดิจิทัลและการขายหน้าร้านโดยตรง อีกทั้งยังสร้างกระแสพูดถึงในวงกว้าง ซึ่งเป็นการเพิ่ม Earned Media Value โดยไม่ต้องลงทุนโฆษณามากนัก ถือเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์การตลาดยุคใหม่ที่เน้นการสร้างประสบการณ์ร่วมและการมีส่วนร่วมของลูกค้าเป็นหัวใจหลัก



