
หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโลกขณะนี้ของหนีไม่พ้นกรีนแลนด์ (Greenland) ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก จากการตกเป็นข้อพิพาททางการเมืองระหว่างประเทศ นำโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ยืดเยื้อ
อย่างไรก็ตาม บทความนี้อยากจะชวนทุกคนมาทำความรู้จักเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างกรีนแลนด์ให้มากขึ้น ในมุมของการดำเนินธุรกิจ ผ่าน 5 บริษัทใหญ่ ได้แก่ Air Greenland กับการรับผิดชอบน่านฟ้า, Royal Arctic Line ควบคุมเส้นทางเดินเรือ, Royal Greenland ดูแลความมั่นคงทางอาหาร, Tusass เชื่อมต่อระบบสื่อสาร และ Lumina ความหวังใหม่ของทรัพยากรโลก จะเรียกว่าเป็น 5 เสาหลักที่ค้ำยันทั้งเกาะเอาไว้ก็คงไม่เกินเลย
ความน่าสนใจคือ ด้วยสภาพทางธรรมชาติและความเป็นอยู่ที่ ‘ไม่ธรรดา’ ในแถบอาร์กติกของกรีนแลนด์ กล่าวคือ พื้นที่ประมาณ 80% ปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็ง และมีประชากรน้อยมาก คือประมาณ 57,000 คน อาศัยอยู่ตามชายฝั่ง ทำให้แต่ละธุรกิจนั้น ต่างต้องใช้ความทรหดขั้นสุดในการดำเนินกิจการ

1. Air Greenland: สายการบินเดียวของชาติ ที่ต้องบินแม้ขาดทุน
กรีนแลนด์มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลแต่ไม่มีถนนหรือทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างเมือง ถนนมีอยู่เพียงภายในตัวเมืองและสิ้นสุดลงที่ชานเมืองเท่านั้น ภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยฟยอร์ดและธารน้ำแข็งทำให้การสร้างทางบกเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ การเดินทางข้ามเมืองจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องบิน เรือ หรือสุนัขลากเลื่อน Air Greenland จึงเปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานหลัก เป็นทั้งรถเมล์ รถพยาบาล และไปรษณีย์ในคราวเดียว
โมเดลธุรกิจของที่นี่มีความท้าทายมาก เพราะต้องบินในเส้นทางที่ขาดทุนเพื่อบริการชุมชนเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงหลักร้อยคน รัฐบาลจึงใช้ระบบสัญญาจ้างบริการสาธารณะ (Service Contracts) เข้ามาช่วยอุดหนุนส่วนต่าง เพื่อให้ราคาตั๋วอยู่ในระดับที่ชาวบ้านจ่ายไหว ซึ่งต่างจากสายการบินทั่วไปที่จะตัดเส้นทางไร้กำไรทิ้งทันที
การบริหารฝูงบินมีความซับซ้อนเพราะต้องใช้เครื่องบินหลายประเภทผสมกัน เครื่องบินเจ็ตยักษ์ Airbus A330-800neo ชื่อ Tuukkaq รับหน้าที่บินข้ามทวีปขนส่งสินค้าและผู้ป่วยหนัก เครื่องบินใบพัด Dash-8 เป็นม้างานหลักสำหรับรันเวย์สั้นกุดตามเมืองต่างๆ ส่วนพื้นที่ทุรกันดารต้องใช้เฮลิคอปเตอร์จำนวนมาก ซึ่งมีค่าตัวและค่าซ่อมบำรุงสูงลิ่วแต่ขาดไม่ได้
งานซ่อมบำรุงในอุณหภูมิติดลบ 30 องศาเซลเซียสคือโจทย์ยากสำหรับทีมช่าง หากเครื่องบินเสียในเมืองห่างไกล การรออะไหล่อาจกินเวลานานนับสัปดาห์ อีกทั้งค่าน้ำมันยังมีราคาสูงเพราะต้องขนส่งทางเรือข้ามทวีปมาสำรองไว้ล่วงหน้า
อุปสรรคสำคัญที่ควบคุมไม่ได้คือสภาพอากาศ ตารางบินเป็นเพียงแผนการคร่าวๆ เพราะพายุหิมะอาจสั่งปิดน่านฟ้าได้นานหลายวัน ความแปรปรวนนี้เคยทำให้เกิดเหตุการณ์ The Flight to Nowhere เมื่อเครื่องบินเดินทางข้ามทวีปมาถึงแล้วแต่ลงจอดไม่ได้จนต้องบินวนกลับเดนมาร์ก เสียเวลาเปล่าถึง 10 ชั่วโมง เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้รายได้หยุดชะงักสวนทางกับรายจ่ายประจำอย่างเงินเดือนพนักงาน ซ้ำร้ายบริษัทยังต้องแบกรับค่าที่พักและอาหารให้ผู้โดยสารตกค้างนับพันคน ซึ่งเป็นต้นทุนมหาศาลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

2. Royal Greenland: บริษัทอันดับ 1 ของประเทศ กับภารกิจอุ้มชูชุมชน
Royal Greenland คือบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในกรีนแลนด์เมื่อวัดตามรายได้ (875 ล้านดอลลาร์ ณ เดือนมกราคม 2026) และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ สินค้าขึ้นชื่ออย่างกุ้งน้ำเย็นและปลาฮาลิบัตถูกส่งออกไปขายในตลาดใหญ่ทั่วโลก เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือการบริหารจัดการโรงงานแปรรูปขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ตามหมู่บ้านห่างไกลท่ามกลางภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรคในการดำเนินงาน
การทำธุรกิจในพื้นที่ขอบโลกต้องเผชิญปัญหาโลจิสติกส์อย่างหนัก น้ำทะเลที่จับตัวเป็นน้ำแข็งนานครึ่งปีทำให้การขนส่งทำได้ยากลำบาก บางครั้งต้องรอเรือสินค้าฝ่าธารน้ำแข็งเข้ามาเพียงลำเดียว หากเรือเข้ามาไม่ได้ สินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วจะตกค้างและสร้างภาระค่าไฟมหาศาล นอกจากนี้ โรงงานยังต้องรักษามาตรฐานความสะอาดระดับสากลเพื่อการส่งออก ทั้งที่สาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างน้ำและไฟมีจำกัด การผลิตสินค้าคุณภาพสูงในสภาพแวดล้อมเช่นนี้จึงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก
ความไม่แน่นอนของธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งโจทย์หิน วัตถุดิบทั้งหมดมาจากการจับตามธรรมชาติไม่ใช่ฟาร์มเลี้ยง ช่วงไหนพายุเข้าหรือปลาหายจนชาวประมงออกเรือไม่ได้ เครื่องจักรในโรงงานจำต้องหยุดทำงาน แต่บริษัทก็ยังรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างพนักงานตามปกติเพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เลี้ยงชีพ
หากประเมินด้วยหลักทุนนิยม โรงงานเหล่านี้ถือเป็นจุดอ่อนที่ควรปิดตัวลงเพื่อลดต้นทุน แต่รัฐบาลกรีนแลนด์ในฐานะเจ้าของกิจการเลือกที่จะเปิดดำเนินการต่อ โดยนำกำไรจากการขายสินค้าในตลาดโลกมาหมุนเวียนจ้างงานคนในพื้นที่ วิธีการนี้ช่วยพยุงให้วิถีชีวิตดั้งเดิมดำเนินต่อไปได้ การคงอยู่ของ Royal Greenland จึงเปรียบเสมือนหลักประกันความอยู่รอดของชุมชนให้ดำรงอยู่ได้

3. Royal Arctic Line: เรือผูกขาดเจ้าเดียว ที่ต้องไปส่งให้ถึงทุกบ้าน
สิ่งของรอบตัวที่กรีนแลนด์ ไม่ว่าจะเป็นกล้วยหอมจากเขตร้อน รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ หรืออิฐแดงสำหรับก่อสร้าง ทุกชิ้นล้วนเดินทางข้ามมหาสมุทรมาในตู้คอนเทนเนอร์ของ Royal Arctic Line บริษัทแห่งนี้คือผู้ถือครองสัมปทานผูกขาดการขนส่งสินค้าทางทะเลเพียงรายเดียว ซึ่งเปรียบเสมือนท่อลำเลียงปัจจัยสี่เข้าสู่ประเทศที่ผลิตสินค้าเองแทบไม่ได้
สิทธิพิเศษในการผูกขาดแลกมาด้วยพันธะสัญญาที่เรียกว่า “ภาระหน้าที่ในการให้บริการทั่วถึง” (Universal Service Obligation) บริษัทต้องนำเรือเข้าเทียบท่าทุกแห่งตามแผนที่กำหนดโดยไม่มีข้อแม้ แม้ว่าท่าเรือนั้นจะเล็กแคบและห่างไกล หรือต้องฝ่าภูเขาน้ำแข็งหนาทึบเข้าไปเพื่อส่งของเพียงไม่กี่ตู้ การเดินเรือในน่านน้ำที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทำให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงลิ่วและมีความเสี่ยงตลอดเวลา
หลักการบริหารราคาใช้ระบบความเท่าเทียม ค่าระวางสินค้าที่ส่งไปยังเมืองหลวงหรือหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลต้องใช้อัตราเดียวกัน รายได้จากเส้นทางหลักจึงถูกนำมาเฉลี่ยเพื่อแบกรับต้นทุนส่วนเกินของเส้นทางที่เข้าถึงยาก กลไกนี้ช่วยตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในพื้นที่ห่างไกลไม่ให้พุ่งสูงจนชาวบ้านอยู่ไม่ได้
รากฐานของบริษัทหยั่งลึกไปถึงปี 1774 ในนามกรมการค้ารอยัลกรีนแลนด์ (KGH) เรือสินค้าในยุคนั้นชักธงที่มีสัญลักษณ์ “ฉมวกไขว้” ขึ้นสู่ยอดเสาเพื่อประกาศว่าเป็นสมบัติของกษัตริย์และได้รับความคุ้มครองจากโจรสลัด ปัจจุบันภารกิจหลักยังคงเดิมในฐานะผู้สืบทอดสายส่งกำลังบำรุง หากเรือของ Royal Arctic Line หยุดเดินเครื่อง กรีนแลนด์จะเข้าสู่ภาวะขาดแคลนอาหารและยาภายในไม่กี่สัปดาห์

4. Lumina Sustainable Materials: ขุด ‘หินดวงจันทร์’ ในแดนน้ำแข็ง ส่งขาย NASA
สภาพภูมิประเทศของกรีนแลนด์เต็มไปด้วยภูเขาหินและธารน้ำแข็งที่ดูเวิ้งว้างเหมือนดาวเคราะห์ดวงอื่น บริษัท Lumina Sustainable Materials ใช้ฉากหลังนี้ทำธุรกิจขุดเจาะทรัพยากรที่เชื่อมโยงกับอวกาศ พื้นที่ปฏิบัติการตั้งอยู่ที่ “ภูเขาสีขาว” หรือ Qaqortorsuaq ซึ่งเป็นแหล่งของหินอะนอร์โทไซต์ (Anorthosite) นักธรณีวิทยายืนยันว่าแร่ชนิดนี้เป็นองค์ประกอบเดียวกับพื้นที่ราบสูงบนดวงจันทร์ แสงสีขาวสว่างที่เราเห็นบนดวงจันทร์ในยามค่ำคืนเกิดจากการสะท้อนแสงของแร่ชนิดนี้นั่นเอง
การดำเนินธุรกิจเหมืองในพิกัดนี้มีความท้าทายระดับสูง พื้นที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากความเจริญและไม่มีสาธารณูปโภครองรับ บริษัทจำเป็นต้องลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเองทั้งหมด ทั้งถนนหนทาง ท่าเรือน้ำลึก และที่พักอาศัยสำหรับพนักงาน การบริหารจัดการโลจิสติกส์ต้องทำงานแข่งกับเวลา ฤดูหนาวที่ยาวนานจะทำให้น้ำทะเลจับตัวเป็นน้ำแข็งจนเรือสินค้าเข้าออกไม่ได้ หากพลาดรอบการขนส่งในช่วงฤดูร้อน สินค้าทั้งหมดจะต้องรอรอบส่งใหม่ในปีถัดไป
ลูกค้ากลุ่มสำคัญของบริษัทคือหน่วยงานอวกาศระดับโลกอย่าง NASA และ ESA วิศวกรจำเป็นต้องใช้ “ดินจำลอง” (Lunar Simulant) ที่มีคุณสมบัติเหมือนจริงที่สุดเพื่อทดสอบล้อของรถโรเวอร์ หินจากเหมืองในกรีนแลนด์จึงถูกนำไปแปรรูปเพื่อจำลองสภาพพื้นผิวดวงจันทร์ นอกจากนี้ แร่อะนอร์โทไซต์ยังมีคุณสมบัติพิเศษในการหลอมละลายได้ง่ายและทนทานต่อสารเคมี จึงเป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมการผลิตไฟเบอร์กลาสและสีรักษ์โลกที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

5. Tusass: ภารกิจเดินสายอินเทอร์เน็ต ลอดใต้ภูเขาน้ำแข็ง
ชื่อบริษัท “Tusass” เป็นคำสแลงภาษากรีนแลนด์ที่มีความหมายเป็นกันเองว่า “แล้วคุยกันนะ” แต่เบื้องหลังชื่อที่ฟังดูเรียบง่ายคือภารกิจทางวิศวกรรมที่มีความซับซ้อนระดับโลก การสร้างและดูแลระบบสื่อสารให้ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่และสภาพอากาศรุนแรงถือเป็นงานหินที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล
ศัตรูตัวฉกาจของการวางโครงข่ายที่นี่คือภูเขาน้ำแข็ง ก้อนน้ำแข็งมหึมาเหล่านี้มีฐานลึกที่มักครูดไปกับพื้นทะเลด้วยพลังทำลายล้างสูง สายเคเบิลอินเทอร์เน็ตใต้น้ำจึงเสี่ยงต่อการถูกทำลายได้ตลอดเวลา การซ่อมแซมแต่ละครั้งเป็นฝันร้ายทางโลจิสติกส์ เพราะต้องรอเรือวางสายเคเบิลเฉพาะทางเดินทางมาจากต่างประเทศ ซึ่งกินเวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูงลิ่ว วิศวกรจึงต้องวางแผนฝังสายให้ลึกเป็นพิเศษหรือออกแบบเส้นทางหลบหลีกก้อนน้ำแข็งเหล่านี้อย่างรัดกุม
พื้นที่ห่างไกลทางตอนเหนือสุดอย่างเขตทูเล (Thule) เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่สายเคเบิลเข้าไม่ถึง บริษัทจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีดาวเทียมและระบบไมโครเวฟเพื่อส่งสัญญาณข้ามภูเขา การติดตั้งและบำรุงรักษาเสาสัญญาณในจุดที่ไม่มีถนนตัดผ่านต้องอาศัยเฮลิคอปเตอร์ขนส่งอุปกรณ์ทุกชิ้น ซึ่งเป็นต้นทุนดำเนินงานที่สูงกว่าปกติหลายเท่าตัว
