
ตลอดระยะเวลา 41 ปีที่ KFC ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย แบรนด์ได้ค่อยๆ สั่งสมความแข็งแกร่งและขยายเครือข่ายสาขามาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุด ปีนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ KFC สามารถเปิดสาขาในจังหวัดสุดท้ายของประเทศไทยอย่างแม่ฮ่องสอนได้สำเร็จ ทำให้แบรนด์กลายเป็น QSR รายแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถขยายสาขาครอบคลุมได้ครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ
Marketing Oops! ได้รับโอกาสคุยถึงเบื้องลึกเบื้องหลังความสำเร็จที่น่าจดจำในครั้งนี้ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคจาก คุณเศกไชย ชูหมื่นไวย General Manager KFC South Asia และ คุณศศิพินทุ์ จันทรศักดิ์ General Manager KFC ประเทศไทย ซึ่งสะท้อนสิ่งที่เรียกว่า Hyper-Localization สู่การสร้างความสำเร็จของแบรนด์ระดับโลกอย่าง KFC ได้
แนวคิดและกลยุทธ์เบื้องหลังการพิชิต 77 จังหวัด

คุณศศิพินทุ์ จันทรศักดิ์ General Manager KFC ประเทศไทย เปิดเผยว่า ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นจาก
การที่แบรนด์ของเราให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจตลาดและผู้บริโภคอย่างแท้จริงมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเมนูที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละยุคสมัย การออกแคมเปญการตลาดที่สร้างความผูกพันกับแบรนด์ รวมถึงการขยายสาขาเชิงรุกที่ทำให้ผู้บริโภคทุกคนสามารถเข้าถึง KFC ได้ในพื้นที่ที่ตนเองอยู่อาศัย
ปัจจุบัน KFC มีจำนวนสาขารวมทั้งสิ้น 1,226 สาขาทั่ว 77 จังหวัด นับเป็นเครือข่าย QSR ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่แบรนด์มีต่อผู้บริโภคไทยในทุกพื้นที่

“อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ KFC ประเทศไทย เติบโตอย่างแข็งแกร่ง คือพลังของความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่าง KFC และแฟรนไชส์ซีของเรา ที่พร้อมเดินหน้าพัฒนาธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน การที่ KFC ประเทศไทย สามารถขยายสาขาได้ครบทั้ง 77 จังหวัด สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของพันธมิตรแฟรนไชส์ซีที่ร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์อย่างต่อเนื่องและสร้างการเข้าถึงประสบการณ์ของ KFC ให้กับผู้บริโภคไทยในทุกพื้นที่ของประเทศ” คุณเศกไชย ชูหมื่นไวย General Manager KFC South Asia กล่าวเสริม

อรณัฐร์ ผกาภรณ์รัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด แฟรนไชส์ซีผู้บริหารร้าน KFCในจังหวัดแม่ฮ่องสอนทั้ง 3 สาขา กล่าวว่า “ในฐานะหนึ่งในแฟรนไชส์ซีหลักของแบรนด์ KFC ในประเทศไทย เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย (QSA) มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ของประเทศ ด้วยศักยภาพด้านการบริหารธุรกิจเครือข่ายสาขาขนาดใหญ่กว่า 550 สาขา ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเชิงกลยุทธ์ และความมุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า การเปิดสาขาล่าสุดในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่าง QSA และ KFC ประเทศไทย ในการผลักดันการเติบโตของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน QSA มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นกำลังสำคัญในการร่วมสร้างประวัติศาสตร์ให้กับ KFC ประเทศไทย สู่การก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จ ของการมีจำนวนสาขา 1,226 สาขาทั่วประเทศ ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ผู้นำอันดับหนึ่งในตลาด QSR ของประเทศไทยอย่างแท้จริง”
โมเดลสาขาที่หลากหลาย กุญแจสู่การเข้าถึงผู้บริโภคในทุกทำเล
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ KFC สามารถขยายสาขาได้อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่ที่หลากหลาย คุณศศิพินทุ์ ระบุว่า การพัฒนาโมเดลร้านให้มีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์บริบทของแต่ละทำเล จากเดิมที่เน้นการเปิดในห้างสรรพสินค้า และร้านแบบ Freestanding Drive-Thru เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม KFC ยังได้ขยายขอบเขตไปสู่รูปแบบใหม่ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น สาขาในปั๊มน้ำมัน และสาขาแบบ Stand-alone ที่สามารถตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ได้
“โมเดลที่หลากหลายเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้ KFC เข้าถึงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ได้กว้างขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้แบรนด์สามารถตอบสนองพฤติกรรมการบริโภคที่แตกต่างกันได้ด้วย ตัวอย่างเช่น ในกรุงเทพฯ มีการเปิดสาขาที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการสั่งซื้อผ่านบริการ Delivery โดยเฉพาะ ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงหลังยุค COVID-19” คุณศศิพินทุ์ กล่าว
นอกจากนี้ KFC ยังให้บริการลูกค้าครบทุกช่องทางทั้ง Dine-in, Take Away และ Delivery เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกรูปแบบการเข้าถึงแบรนด์ได้ตามความสะดวก โดยแต่ละโมเดลสาขาก็จะมีการออกแบบและจัดการที่เหมาะสมกับช่องทางหลักที่สาขานั้นให้บริการ
Local Insight เบื้องหลังการเลือกทำเลและออกแบบสาขา

แนวทางที่ KFC ใช้ในการขยายสาขาให้ประสบความสำเร็จในทุกจังหวัดคือการลงทุนในการทำความเข้าใจ Local Insight อย่างจริงจัง ก่อนการตัดสินใจเปิดสาขาในพื้นที่ใดๆ ทีมงานจะทำการวิจัยเพื่อศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่นั้นอย่างละเอียด
ที่สำคัญ KFC ยังมีการใช้ข้อมูลเชิงลึกและจากการวิจัยร่วมด้วย โดยสิ่งเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งการกำหนดขนาดและประเภทของสาขาให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น บางจังหวัดอาจเหมาะกับสาขาขนาดใหญ่ ขณะที่บางพื้นที่เหมาะกับสาขาในปั๊มน้ำมันมากกว่า รวมถึงการออกแบบตกแต่งร้านที่สะท้อนเอกลักษณ์ท้องถิ่นของจังหวัดนั้น ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคในพื้นที่รู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ส่วนเรื่องเมนูนั้น แม้ว่า KFC จะรักษามาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศเป็นหลัก แต่แบรนด์ก็มีแนวโน้มที่เปิดกว้างต่อแนวคิดในการพัฒนาเมนูที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นหรือปรับแต่งตามรสนิยมของแต่ละพื้นที่ในอนาคต สะท้อนให้เห็นว่า KFC กำลังมองหาจุดสมดุลที่ลงตัวระหว่างความเป็นเอกภาพของแบรนด์ระดับชาติกับความยืดหยุ่นที่ตอบสนองต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมในระดับท้องถิ่น
แคมเปญ “ฝ่าโค้งมาฟินไก่” ต้นแบบของ Hyper-Localization

แคมเปญฉลองความสำเร็จการเปิดสาขาครบ 77 จังหวัดที่แม่ฮ่องสอน “ฝ่าโค้งมาฟินไก่ ฉลองเคเอฟซีครบ 77 จังหวัด ที่แม่ฮ่องสอน” ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่งของการนำ Local Insight มาใช้สร้างสรรค์แคมเปญการตลาดที่ผสมผสาน DNA ของแบรนด์เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างลงตัว
คุณศศิพินทุ์ เล่าว่า ทีมการตลาดได้ทำการศึกษาข้อมูลเชิงลึกของแม่ฮ่องสอนอย่างละเอียด และค้นพบว่าเส้นทางสายหลักที่นำเข้าสู่จังหวัดนั้นมีโค้งถึง 1,864 โค้ง ซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวในฐานะประสบการณ์การขับรถที่ท้าทาย และเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร แกนหลักของแคมเปญจึงถูกสร้างคิดขึ้นจากอินไซต์นี้ โดยสื่อสารว่าแม้การเดินทางจะยากเพียงใด แต่ปลายทางอย่าง KFC สาขาแม่ฮ่องสอน คือรางวัลที่คุ้มค่าสำหรับทุกความพยายาม

กิมมิคพิเศษที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับแคมเปญนี้คือการแจก “ถุงฮาก” ให้กับผู้ที่เดินทางมาถึง KFC สาขา ปตท. โออาร์ แม่ฮ่องสอน นอกจากนี้ยังมีการสอดแทรกมุกอารมณ์ขันกับหมู่นักท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอนสำหรับคนที่ฝ่าโค้งมาเหนื่อยๆ เข้าไปด้วย ทำให้แคมเปญนี้สามารถสร้างความ Relatable และความผูกพันทางอารมณ์กับทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวได้อย่างเป็นธรรมชาติ และเป็นตัวอย่างที่ดีของการหยิบ Hyper-Localization มาใช้ได้อย่างสร้างสรรค์
“ดังนั้น อาจจะพูดได้ว่า แคมเปญนี้แสดงให้เห็นว่า KFC ไม่ได้มองแม่ฮ่องสอนเป็นเพียงจังหวัดที่ 77 ในเชิงตัวเลข แต่เข้าใจคุณค่าและเสน่ห์เฉพาะตัวของจังหวัดนี้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นแนวทางที่แบรนด์ยึดถือในการเข้าหาผู้บริโภคทุกพื้นที่”
การแข่งขันในตลาด QSR และจุดยืนของแบรนด์
ตลาด QSR ในประเทศไทยมีการแข่งขันที่ดุเดือดและเข้มข้น ผู้บริโภคมีตัวเลือกหลากหลายมากขึ้นทั้งในแง่ของแบรนด์ เมนู และรูปแบบการบริการ KFC มองสถานการณ์นี้ด้วยการตระหนักว่าจุดแข็งที่แท้จริงของแบรนด์ต้องมาจากความสามารถในการเข้าใจอินไซต์ผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้งกว่าคู่แข่ง
โดยคุณศศิพินทุ์ย้ำว่า การรักษาคุณภาพของอาหารและมาตรฐานการบริการในทุกสาขาอย่างสม่ำเสมอถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ KFC ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ประสบการณ์ที่ดีที่ลูกค้าได้รับในทุกครั้งที่เข้ามาใช้บริการคือสิ่งที่สร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้ในระยะยาว ควบคู่ไปกับการรักษาระดับราคาที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่ม
สำหรับทิศทางในอนาคต KFC ยังคงมีแผนขยายสาขาต่อเนื่องในระดับเมืองรองและพื้นที่ระดับอำเภอ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงสาขาที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยและตอบโจทย์ยิ่งขึ้น โดยเป้าหมายระยะยาวคือการรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกปีและการเป็นแบรนด์ QSR ที่เข้าถึงได้มากที่สุดในประเทศไทย
เปิด มุมมองระดับภูมิภาค KFC ไทยในเวทีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และกลยุทธ์ Partnership

ในขณะที่ทีมงานในประเทศขับเคลื่อนการเติบโตในระดับสาขาและแคมเปญ คุณเศกไชยได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสำคัญของประเทศไทยในแผนยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค
KFC ประเทศไทยด้วยจำนวน 1,226 สาขาใน 77 จังหวัด ไม่เพียงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่ยังติดอันดับ 1 ใน 10 ของ KFC ทั่วโลก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาดไทย รวมถึงความไว้วางใจที่ผู้บริโภคไทยมีต่อ KFC มาอย่างต่อเนื่องกว่า 4 ทศวรรษ นอกจากนี้ KFC ประเทศไทยยังคงมีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่ม QSR อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับตลาดที่มีการแข่งขันระดับนี้
รากฐานความสำเร็จ คือการวาง “ลูกค้าและผู้คน” เป็นหัวใจสำคัญ
คุณเศกไชยสรุปปัจจัยความสำเร็จหลักของ KFC ไทยไว้อย่างชัดเจนใน 2 เสาหลักที่เสริมซึ่งกันและกัน เสาแรกคือ การยึด “ลูกค้า” เป็นศูนย์กลางของทุกการตัดสินใจ (Customer centric) โดย KFC มุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์ไก่ทอดที่สด กรอบ และอร่อยในทุกครั้งที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นสาขาในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดห่างไกลก็ตาม
เสาที่สองคือ “ผู้คน” ซึ่งในที่นี้หมายถึงทุกคนในระบบนิเวศของ KFC ไม่ว่าจะเป็นพนักงานในสาขา พนักงานในสำนักงานใหญ่ แฟรนไชส์ซี ทั้ง 3 ราย ตลอดจน ซัพพลายเออร์, แลนด์ลอร์ด และพาร์ทเนอร์ทุกฝ่าย ทุกคนเหล่านี้มีส่วนร่วมในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และทุกคนเดินหน้าไปด้วยกันภายใต้วัฒนธรรมองค์กรที่เชื่อว่า “ความสำเร็จของทุกคนคือความสำเร็จร่วมกัน”
วัฒนธรรมองค์กรนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างและบ่มเพาะมาตลอด 41 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย คุณเศกไชยมองว่านี่คือ ‘Secret Recipe’ ที่แท้จริงของ KFC ที่ทำให้แบรนด์สามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาดและผู้บริโภคในทุกยุคสมัย
โมเดล Franchise Partnership บนความโปร่งใสและการเดินหน้าไปด้วยกัน

หนึ่งในจุดแข็งเชิงโครงสร้างที่ KFC ภาคภูมิใจมากที่สุดคือรูปแบบการบริหารแฟรนไชส์ที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐาน
ของความเป็นพันธมิตรที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ความสัมพันธ์เชิงสัญญาเท่านั้น โดย KFC และเฟรนไชส์ซีทั้ง 3 รายในประเทศไทยดำเนินงานร่วมกันในทุกมิติ ตั้งแต่การร่วมวาง Strategy ตั้งแต่ต้นน้ำ การบริหารจัดการ
และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปจนถึงการร่วมรับ Customer Feedback เพื่อนำมาพัฒนาต่อประสบการณ์และยกระดับแบรนด์อย่างต่อเนื่อง
รากฐานของความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งนี้มาจากวัฒนธรรมการทำงานที่โปร่งใส จริงใจ และเปิดกว้างในการแบ่งปันข้อมูลทั้งในยามที่ประสบความสำเร็จและในยามที่ต้องเผชิญกับความท้าทาย เมื่อทั้งสองฝ่ายสามารถพูดคุยและแชร์ทุกอย่างได้อย่างเปิดเผย ความสามารถในการตัดสินใจและแก้ปัญหาก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีความคล่องตัวและสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดได้อย่างรวดเร็ว
คุณเศกไชยยืนยันว่าหลักการ “จับมือเดินไปด้วยกัน มีความสุขด้วยกัน” นี้ถือเป็นแกนหลักของปรัชญาการบริหารแฟรนไชส์ ของ KFC ซึ่งไม่เพียงใช้กับตลาดไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักการที่ KFC ยึดถือในการทำงานกับแฟรนไชส์ซีทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
การบริหารความหลากหลายในภูมิภาค DNA เดียวกัน บริบทที่แตกต่าง

ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประการหนึ่งในการบริหาร KFC ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือการรักษาความเป็นหนึ่งเดียวของแบรนด์ในขณะที่ต้องเคารพและตอบสนองต่อความหลากหลายทางภาษา วัฒนธรรม และรสนิยมของผู้บริโภคใน 9 ประเทศที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก
“วิธีที่ KFC ใช้รับมือกับความท้าทายนี้คือการกำหนด DNA ของแบรนด์ไว้ที่ระดับพื้นฐานที่สุดซึ่งเป็นสิ่งที่ข้ามพ้นความแตกต่างทางวัฒนธรรมได้ นั่นคือการยึดมั่นว่า ‘ลูกค้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด’ และ ‘พนักงานคือผู้ที่สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า’ หลักการ 2 ข้อนี้ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย ทุกคนในองค์กรมีความเข้าใจและยึดถือร่วมกัน”
ในขณะเดียวกัน KFC ก็ให้อิสระแก่แต่ละตลาดในการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง และมีการจัดตั้งเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยน Learning และ Best Practice ระหว่างตลาดในภูมิภาคอย่างสม่ำเสมอ ประเทศไทยซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารแบรนด์อยู่ในระดับชั้นนำ ได้แชร์กรณีศึกษาเหล่านี้ให้กับตลาดอื่นๆ ขณะเดียวกันก็ได้รับ Learning ที่มีคุณค่าจากทั้ง อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย กลับมาพัฒนาตัวเองด้วยเช่นกัน กระบวนการ Sharing แบบสองทิศทางนี้คือกลไกที่ทำให้ KFC ทั้งภูมิภาคแข็งแกร่งขึ้น
เทคโนโลยีดิจิทัล AI และความรับผิดชอบต่อสังคม
ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในธุรกิจ QSR สำหรับ KFC เราได้ลงทุนในการพัฒนา Digital Experience มาอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยได้ริเริ่มการพัฒนา Digital Restaurant มาแล้วกว่า 3 – 4 ปี ครอบคลุมทั้งระบบคิวอัจฉริยะแอปพลิเคชัน KFC App และการเชื่อมต่อผ่าน API Gateway เพื่อให้การสั่งซื้อและการรับบริการของลูกค้าเป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกที่สุด
แม้ว่าแต่ละประเทศในภูมิภาคจะมีระดับความพร้อมและกลยุทธ์ด้านดิจิทัลที่แตกต่างกันบ้าง แต่เป้าหมายร่วมกัน
ยังคงเหมือนกันทุกประการนั่นคือการทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึง KFC ได้ง่ายและสะดวกที่สุด ไม่ว่าจะผ่านช่องทางใดก็ตาม โดยกรณีศึกษาด้านดิจิทัลจากประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ได้รับการแชร์สู่ตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคเช่นเดียวกัน
ในมิติของความรับผิดชอบต่อสังคม KFC Foundation ในแต่ละประเทศรวมถึงไทย ดำเนินโครงการพัฒนาบุคลากร และเปิดโอกาสให้เยาวชนที่ด้อยโอกาสได้กลับเข้ามามีบทบาทในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี คุณเศกไชยเน้นย้ำว่าการให้ความสำคัญกับบุคลากรเป็นอันดับแรกนั้น ไม่ใช่เพียงแค่กลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาที่ว่า KFC ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน
การมองการแข่งขันในเชิงบวกและทิศทางการเติบโต

สิ่งที่น่าสนใจในมุมมองเชิงกลยุทธ์ของคุณเศกไชยคือ การมองการแข่งขันในตลาด QSR อย่างสร้างสรรค์ KFC มองว่า การแข่งขันที่เข้มข้นในด้านราคา คุณภาพ ประสบการณ์ และความหลากหลายของเมนูนั้น ท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือลูกค้า ซึ่งตรงกับจุดมุ่งหมายหลักของแบรนด์อยู่แล้ว KFC จึงใช้แรงกดดันจากการแข่งขันเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดนิ่ง
สำหรับ Big Move ในอนาคต คุณเศกไชยระบุว่าเป้าหมายที่แท้จริงของ KFC ไม่ได้วัดกันที่จำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่คือการรักษาความรักและความไว้วางใจที่ผู้บริโภคไทยมีต่อแบรนด์มาตลอด 41 ปีให้คงอยู่ต่อไป
พร้อมขยายการเข้าถึงให้ครอบคลุมทุกเจเนอเรชัน ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่าที่โตมากับ KFC หรือคนรุ่นใหม่ที่กำลัง
สร้างความทรงจำกับแบรนด์เป็นครั้งแรก
คุณเศกไชยทิ้งท้ายด้วยสารสำคัญที่สะท้อนปรัชญาของ KFC ได้อย่างชัดเจนว่า “ไก่ทุกชิ้นที่เราทำในร้านทำด้วยมือ ทำด้วยใจ” ซึ่งนั่นคือแก่นแท้ที่ทำให้ KFC ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและความสุขของคนไทยในทุกพื้นที่มาโดยตลอด”
พิมพ์เขียวความสำเร็จที่ขับเคลื่อน KFC สู่ความเป็นผู้นำ QSR ระดับภูมิภาคและระดับโลก
เมื่อพิจารณาจากสองมุมมองที่ผู้บริหาร KFC ได้นำเสนอทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์ที่ทำให้ KFC ไทยครองความเป็นผู้นำ QSR ได้อย่างยั่งยืนนั้นตั้งอยู่บนการวางรากฐานด้านกลยุทธ์ที่แข็งแกร่ง ทั้งในเชิงลึกและซับซ้อนมากกว่าที่เราเห็นภายนอกทั่วไป โดยโครงสร้างนี้ผสมผสานอยู่บนแกนหลัก 3 แกนด้วยกัน ได้แก่ 1) มาตรฐานระดับโลกที่รักษาความสม่ำเสมอของคุณภาพและประสบการณ์ไว้ในทุกสาขาทุกประเทศ 2) ความเข้าใจระดับท้องถิ่นที่ลงทุนอย่างจริงจังในการทำ Hyper-Localization ทั้งในการเลือกทำเล ออกแบบร้าน และสร้างแคมเปญที่พูดภาษาเดียวกับผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ และสุดท้าย 3) ระบบนิเวศ Partnership ที่ทำให้เฟรนไชส์ซีทุกรายรู้สึกเป็นเจ้าของความสำเร็จร่วมกันอย่างแท้จริง
ที่สำคัญ ในระดับภูมิภาค KFC ใช้ ประเทศไทยเป็น Center of Excellence ด้านการบริหารแบรนด์
และ Customer Insight ที่ส่ง Learning ไปสู่ตลาดทั้ง 9 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังมีน้ำหนักถึงระดับโลกในฐานะ 1 ใน 10 ตลาดชั้นนำของ KFC ทั่วโลก ความสำเร็จของ KFC ไทยจึงไม่ใช่แค่การวัดที่จำนวนสาขาหรือส่วนแบ่งการตลาด แต่คือการสร้างแบรนด์ที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของผู้บริโภคไทยในทุกจังหวัด ทุกภูมิภาค และทุกรุ่นอายุ ซึ่งนั่นคือรูปแบบการเติบโตที่ยั่งยืนที่สุดและยากที่คู่แข่งรายใดจะเลียนแบบได้
