
บ่อยครั้งที่เราพูดถึงคำว่า ‘ความยั่งยืน’ ในมุมของการตลาดและ CSR ที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ แต่หากอยากเห็นความหมายที่แท้จริงของมัน เราต้องเดินทางไปให้ถึง ‘ต้นน้ำ’
นั่นคือเหตุผลที่ Marketing Oops! เดินทางลัดเลาะไปตามไหล่เขา ณ จังหวัดเชียงราย ขึ้นสู่พื้นที่สูงของ บ้านปางขอน และ บ้านผาลั้ง สองชุมชนที่วันนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญของโครงการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนของ OR หรือ Café Amazon
เป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้คือการเข้าไปสำรวจว่า บริษัทระดับประเทศอย่าง OR ได้เปลี่ยนคำมั่นสัญญาเรื่อง ‘ความแฟร์’ ให้กลายเป็นรูปธรรมที่เปลี่ยนชีวิตเกษตรกรบนดอยได้อย่างไร ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา OR ไม่ได้มาแค่เป็น ‘ผู้ซื้อ’ แต่เข้ามาในฐานะ ‘เพื่อนร่วมพัฒนา’ ที่นำองค์ความรู้และกลไกตลาดเข้ามาปลูกฝัง ‘อาชีพใหม่’ ที่มั่นคงกว่าเดิม ด้วยความเชี่ยวชาญของทีม Café Amazon ที่ส่งมอบกาแฟคุณภาพสู่ผู้บริโภคผ่านกว่า 4,500 สาขา ทั่วประเทศ และเสิร์ฟกาแฟรวมกันกว่า 400 ล้านแก้ว ทั่วโลกต่อปี

ปางขอน: เรื่องราวของหมู่บ้านที่พบความมั่นคงใหม่ เมื่อความรู้พาอาชีพกาแฟเติบโตเป็นรากฐานของชีวิต
ปางขอนเป็นพื้นที่ที่มีกาแฟอยู่คู่กับชุมชนมายาวนาน ตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่การปลูกกาแฟในวันวานยังคงเป็นเพียงกิจกรรมที่ฝากความหวังไว้กับธรรมชาติ ปลูกตามวิถี พึ่งพาฝนฟ้าอากาศ ขาดองค์ความรู้ที่ถูกต้อง และสำคัญที่สุด ขาดตลาดรองรับที่มั่นคง ทำให้กาแฟเป็นเพียงรายได้เสริมเท่านั้น ไม่ใช่อาชีพที่สามารถสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวได้
จนกระทั่งปี 2560 จุดเปลี่ยนสำคัญของปางขอนก็มาถึง เมื่อ OR โดย Café Amazon และบริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจเพื่อสังคมในเครือ ปตท. เข้ามาร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับชุมชน นี่คือครั้งแรกที่มีการรับซื้อกาแฟจากปางขอนควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ

จากวันนั้น การพัฒนาเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง และความรู้ก็กลายเป็นรากฐานของทุกอย่าง ทีมงานช่วยสอนตั้งแต่วิธีเก็บเมล็ดกาแฟเชอรี่ให้ได้คุณภาพ การดูแลต้นกาแฟอย่างถูกต้อง การจัดการร่มเงาของสวน ไปจนถึงการสร้างระบบรับซื้อที่โปร่งใส มีมาตรฐาน และให้ความมั่นคงกับชุมชน กาแฟที่เคยปลูกแบบพึ่งพาโชคชะตา จึงค่อยๆ กลายเป็นอาชีพที่มีความหมาย มีอนาคต และสามารถพึ่งพาได้
จากเดิมเมื่อราวสิบปีก่อน ปางขอนมีเพียงไม่กี่สิบครอบครัวที่ปลูกกาแฟเป็นรายได้เสริม แต่วันนี้จำนวนครอบครัวผู้ปลูกกาแฟเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 100 ครัวเรือน พื้นที่ปลูกอยู่บนระดับความสูงเฉลี่ยกว่า 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล อากาศเย็นสบายตลอดปีและสภาพแวดล้อมสมบูรณ์ ทำให้กาแฟของปางขอนมีคุณภาพโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเริ่มเป็นที่ต้องการในตลาดกาแฟพิเศษมากขึ้นทุกปี

ธีรศักดิ์ วุยยะอากุ ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านปางขอน ย้อนเล่าความเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “พวกเราปลูกกาแฟมานาน แต่ไม่เคยรู้ว่าจะทำให้ดีได้อย่างไร จน OR โดย Café Amazon เข้ามาให้ความรู้ ตั้งแต่พื้นฐานที่สุดจนถึงการเพิ่มคุณภาพ ทุกวันนี้เราภูมิใจมากที่กาแฟของปางขอนไปอยู่ในแก้วของ Café Amazon ทั่วประเทศ”
ผาลั้ง: หมู่บ้านที่ครั้งหนึ่งอยู่กับรายได้ลิ้นจี่ที่คาดเดาไม่ได้ สู่วันที่กาแฟกลายเป็นอาชีพหลักแสนต่อครัวเรือน
หากปางขอนคือชุมชนที่เติบโตมากับกาแฟมาตั้งแต่เดิม ผาลั้งกลับมีจุดเริ่มต้นที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง หมู่บ้านแห่งนี้เคยพึ่งพาลิ้นจี่เป็นพืชเศรษฐกิจหลัก รายได้ในบางปีอาจดีมาก แต่ก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ราคาที่ถูกกด และความเสี่ยงที่ทำให้ครอบครัวในชุมชนไม่อาจวางแผนชีวิตระยะยาวได้
จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นเมื่อชาวบ้านผาลั้งเห็นผลลัพธ์จากปางขอนที่สามารถพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนและมีตลาดรองรับที่แน่นอน พวกเขาจึงเริ่มทดลองปลูกกาแฟด้วยความหวังเล็กๆ ว่านี่อาจเป็นพืชทางเลือกที่ให้ความมั่นคงกว่าเดิม
จนในปี 2561 OR โดย Café Amazon เข้าสู่พื้นที่ผาลั้งอย่างเป็นทางการ ช่วงแรกทีมงานเข้าไปสนับสนุนเรื่ององค์ความรู้ ตั้งแต่เทคนิคการปลูก การดูแลต้นกาแฟ ไปจนถึงการจัดการคุณภาพผลผลิต และให้คำมั่นว่าจะรับซื้อเมล็ดกาแฟอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานที่ชัดเจน นี่คือความเชื่อมั่นที่ชุมชนไม่เคยได้รับจากการปลูกลิ้นจี่มาก่อน และเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้การปลูกกาแฟเริ่มหยั่งรากลึกในผาลั้ง
เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบปี กาแฟก็กลายเป็นอาชีพหลักของชุมชนอย่างเต็มตัว พื้นที่ของผาลั้งซึ่งเป็นเนินเขาสลับระดับสูง–ต่ำ มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการปลูกทั้ง Arabica และ Robusta ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี และสร้างรายได้ที่แน่นอนขึ้นกว่าที่เคย
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ กาแฟไม่ได้เปลี่ยนแค่เศรษฐกิจของผาลั้งเท่านั้น หากยังเปลี่ยนวิธีที่ชุมชนดูแลป่าไม้ด้วย เพราะกาแฟเติบโตได้ดีในระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ต้องมีร่มเงา ความชุ่มชื้น และความหลากหลายของต้นไม้ใหญ่ เกษตรกรจึงหันมารักษาป่า ปลูกไม้ร่มเงาเพิ่ม และลดการเผาป่าอย่างจริงจัง ป่าผาลั้งจึงยังคงเขียวชอุ่ม และกลายเป็นกุญแจสำคัญของคุณภาพกาแฟที่ดีขึ้นทุกปี

ตอนชิง พัชรมโน ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านผาลั้ง เล่าถึงวันเริ่มต้นว่า “ตอนเริ่มปลูกกาแฟใหม่ๆ เรายังกินกาแฟไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่รู้ว่านี่คือพืชที่ให้โอกาส วันนี้ผาลั้งปลูกกาแฟกัน 100% กว่า 200 ครัวเรือน และมีรายได้เฉลี่ยหลักแสนบาทต่อปีต่อครัวเรือนเฉพาะจากการขายเมล็ดกาแฟ แม้ต้นทุนการดูแลจะสูง แต่ก็คุ้มค่าเพราะมี OR รับซื้อแน่นอนและให้ราคาที่เป็นมาตรฐาน และที่สำคัญ การปลูกกาแฟทำให้เราต้องดูแลป่า เพราะถ้าป่าดี กาแฟก็ดี”
ในไร่กาแฟที่ความร่วมมือไม่เคยหายไป และการวางรากฐานความยั่งยืนระยะยาว
ปีนี้พื้นที่สูงของเชียงรายต้องเผชิญสภาพอากาศที่ไม่คุ้นเคย ฝนตกหนักกว่าปกติ สลับกับช่วงอากาศร้อนจัดอย่างผิดฤดูกาล สิ่งเหล่านี้กระทบโดยตรงต่อไร่กาแฟหลายแปลง ต้นกาแฟบางส่วนเสียหาย ผลผลิตบางพื้นที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และสร้างความกังวลให้เกษตรกรในสองชุมชนเป็นอย่างมาก

เมื่อมีสัญญาณปัญหา ทีม Café Amazon รีบลงพื้นที่ทันทีเพื่อทำงานร่วมกับชุมชนอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การช่วยปลูกไม้ร่มเงาเพิ่มเติมเพื่อปกป้องต้นกาแฟ การสนับสนุนต้นกล้าใหม่ทดแทนต้นที่เสียหาย ไปจนถึงการให้คำแนะนำเรื่องการจัดการแหล่งน้ำเพื่อให้สวนกาแฟสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ดีขึ้น ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา OR ได้สนับสนุนต้นกล้ากาแฟให้กับผาลั้งและปางขอนรวมแล้วกว่า 5,000 ต้น
สิ่งที่ทำให้โมเดลนี้แตกต่าง คือมุมมองของ OR ที่ไม่ได้เข้ามาแค่รับซื้อผลผลิต แต่เลือกจะทำงานร่วมกันในแบบเพื่อนคู่คิดระยะยาว ชุมชนเองจึงมีบทบาทสำคัญในทุกขั้นตอนของการพัฒนา เช่น ทุกครั้งที่มีการประชุมหมู่บ้าน กาแฟจะถูกหยิบขึ้นมาเป็นหนึ่งในวาระหลักเสมอ เพราะนี่คืออาชีพหลักใหม่ที่ทุกคนต้องร่วมกันดูแล
นอกจากนี้ยังมีระบบแรงจูงใจที่ชัดเจน สมาชิกที่เข้าร่วมประชุมอย่างสม่ำเสมอและร่วมพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะได้รับ ‘ราคาส่วนบวกเพิ่ม’ เป็นรางวัล ทำให้เกษตรกรหันมาใส่ใจในคุณภาพเมล็ดกาแฟมากขึ้น และปฏิบัติตามมาตรฐาน Café Amazon Standard อย่างเคร่งครัด

จากยอดดอยถึงเมืองใหญ่: การเดินทางของกาแฟไทยที่เชื่อมชีวิตผู้ปลูกกับผู้ดื่มให้ใกล้กันขึ้นกว่าเดิม
การเดินทางของกาแฟจากปางขอนและผาลั้ง เริ่มต้นเส้นทางใหม่ที่พาเมล็ดกาแฟจากชุมชนเล็กๆ บนภูเขาไปพบกับผู้ดื่มจำนวนมหาศาลในเมืองใหญ่ ทุกปีเมล็ดกาแฟจากสองชุมชนจะถูกลำเลียงลงจากพื้นที่สูง ผ่านถนนคดเคี้ยวและสภาพอากาศที่หลากหลาย ก่อนจะมุ่งหน้าสู่จังหวัดอยุธยา บ้านของศูนย์ธุรกิจไลฟ์สไตล์ Café Amazon (OASYS)
ที่นี่คือหัวใจสำคัญของ ‘กลางน้ำ’ ในระบบกาแฟของ OR ศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพ คัดเกรด และคั่วเมล็ดกาแฟด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ก่อนจะกระจายออกสู่ร้าน Café Amazon มากกว่า 4,500 สาขา ทั้งในไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นจุดผลิตกาแฟดริปและกาแฟแคปซูลที่เลือกใช้เมล็ดจากปางขอนและผาลั้งโดยตรง

กระบวนการทั้งหมดนี้ทำให้กลิ่น รสชาติ และเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนยอดดอย ตั้งแต่สายหมอกยามเช้า แรงงานที่ก้มเก็บเมล็ดเชอรี่ทีละลูก จนถึงความตั้งใจของเกษตรกร ถูกส่งต่อไปยังผู้ดื่มในเมืองอย่างครบถ้วนในทุกแก้ว อันเป็น ‘ปลายน้ำ’
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนในปางขอนและผาลั้งตั้งใจมากแค่ไหนกับกาแฟที่พวกเขาปลูก เพราะกาแฟทำให้ความหวังของคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านเติบโตต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่เริ่มกลับมา ปลูกกาแฟ เปิดคาเฟ่ เปิดโฮมสเตย์ และสร้างอนาคตบนผืนดินของบ้านเกิด
นี่คือแนวคิด ‘กาแฟที่แฟร์กับคนทั้งโลก’ การสร้างคุณค่าที่สมดุลในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่สะท้อนคุณภาพจริง, ผู้บริโภคได้รับกาแฟที่ดีขึ้น, ระบบกาแฟไทยเดินหน้าอย่างยั่งยืนทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และเป็นการวางรากฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมกาแฟไทย ที่พิสูจน์ว่า เมื่อเกษตรกรมีความรู้ มีโอกาส และมีตลาดที่เป็นธรรม อาชีพเล็กๆ บนยอดดอยก็สามารถเปลี่ยนชีวิตผู้คนได้จริง
