อวสาน FOMO! รู้จัก ROMO ความโล่งใจที่ได้พลาดข่าวสาร วิธีคิดเพิ่ม Productivity ใหม่ สิ่งนี้คืออะไร? ทำไมมีคนพูดถึง?

  • 33
  •  
  •  
  •  
  •  

ความรู้สึกของการที่เราคอยเช็กแจ้งเตือนตลอดเวลา ติดตามข่าวสารในโซเชียลมีเดียเพราะกลัวจะคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่อง กลัวตามเทรนด์การตลาดไม่ทัน หรือกลัวตกขบวนเทรนด์ใหม่ๆ ความรู้สึกเหล่านั้นคือความรู้สึกที่เรียกว่า FOMO (Fear of Missing Out) หลักการจิตวิทยาที่นักการตลาดนำมาใช้ผสมผสานในกลยุทธ์มาอย่างยาวนาน

แต่ในปี 2025 นี้เราเริ่มได้ยินเทรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า ROMO หรือ Relief of Missing Out ที่กำลังถูกพูดถึงมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากไวรัลล่าสุดจากงาน Toronto International Film Festival (TIFF) ที่ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนพฤติกรรมการเสพสื่อของตัวเองใหม่อีกครั้ง

วันนี้ Marketing Oops! จะพาทำความรู้จักกับ ROMO คืออะไร ทำไมผู้บริหารและคนทำงานยุคนี้ต้องรีบรู้จัก ก่อนที่เราจะ Burnout กับ FOMO กันไปก่อน

เมื่อ “ออพเพนไฮเมอร์” พูดถึง “โนแลน”

แม้คำว่า ROMO จะไม่ใช่ศัพท์บัญญัติใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้มันกลับมาเป็น Buzzword ร้อนแรงในช่วงเดือนกันยายน 2025 นี้ มาจากการให้สัมภาษณ์ของนักแสดงอย่าง Cillian Murphy นักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง ออพเพนไฮเมอร์

เครดิตภาพ Shutterstock

ในงาน TIFF ระหว่างการโปรโมตภาพยนตร์และพูดคุยถึงการทำงานร่วมกับผู้กำกับอย่าง Christopher Nolan, Cillian ได้นิยามความสัมพันธ์ของพวกเขากับเทคโนโลยีด้วยคำว่า ROMO หรือ “Relief of Missing Out”

Cillian เล่าขำๆว่า ทั้งตัวเขาเองและ Nolan ต่างเป็นพวก Introvert ที่ไม่ได้อินกับกระแสโซเชียลมีเดีย หรือต้องคอยเช็กข่าวสารตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะ Nolan ที่ขึ้นชื่อเรื่องการไม่พกสมาร์ทโฟนและไมใช้อีเมลในการทำงาน ซึ่งข่าวระบุว่า Nolan ใช้มือถือแบบปุ่มกดธรรมดาเท่านั้นเองด้วยซ้ำ

“มันคือความโล่งใจ (Relief) ที่เราไม่ต้องรู้ทุกเรื่องก็ได้ การที่ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ใน Twitter (X) เถียงกันเรื่องอะไร หรือมีดราม่าอะไรเกิดขึ้น มันทำให้สมองผมโล่ง และโฟกัสกับงานตรงหน้าได้ดีขึ้นมาก” Cillian ระบุ

คำพูดนี้กลายเป็นไวรัลทันที เพราะมันถูกใจคนทั่วโลกที่กำลังอยู่ในยุค Information Overload และ ROMO กลายเป็นกระแสที่สื่อใหญ่หลายๆสื่อต้องหยิบมาวิเคราะห์ต่อว่ามันคืออะไร

ROMO สบายใจที่ไม่ต้อง “รู้ทุกเรื่อง”

เรารู้จักกันแล้วว่า FOMO (Fear of Missing Out) ที่หมายถึงวิตกกังวล กลัวตกกระแส ต้องรู้ทุกเรื่องเดี๋ยวนี้ นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งอารมณ์ที่เรียกว่า JOMO (Joy of Missing Out) หรือมีความสุขที่ได้ปลีกตัว สุขที่ได้อยู่กับตัวเอง ก็ได้

ส่วน ROMO (Relief of Missing Out) เรียได้ว่าเป็นขั้นกว่าของ JOMO คือความรู้สึก “รอดตัว” หรือโล่งใจที่ไม่ได้เอาขยะข้อมูลเข้ามาในสมอง รู้สึกดีที่ไม่ได้เข้าไปพัวพันกับดราม่าหรือข่าวสารที่ไม่จำเป็นกับชีวิต

ในบริบทของปี 2025 นั้น ROMO เรียกได้ว่าเป็นกลไกทางจิตวิทยาที่จำเป็นสำหรับจิตใจและการใช้ชีวิต เพราะให้เราได้หลีกหนีจากโลกที่หมุนเร็วและ พร้อมที่จะยอมรับว่า “ฉันไม่รู้และก็ไม่เห็นเป็นไร” วิธีคิดนี้จึงกลายเป็นเกราะป้องกันสุขภาพจิตที่ดีได้นั้นเอง

เทรนด์ ROMO มีประโยชน์อย่างไรในมุมการตลาด?

เราอาจจะคิดว่าถ้าจะทันโลก จับเทรนด์ถูกสำหรับนำไปทำงานเพื่อสื่อสารกับผู็บริโภคก็ต้อง FOMO ตลอดเวลา จะ ROMO ได้ยังไง? แต่ในความเป็นจริง การเข้าใจ ROMO มีประโยชน์อยู่ในบางมุมเช่นกัน

1. มุม Productivity และ Leadership

กรณีของ Christopher Nolan ก็ทำให้เราเห็นเช่นกันว่า ROMO ช่วยในเรื่อง Productivity ได้เป็นอย่างดี Nolan คือผู้กำกับที่สร้างงานระดับ Masterpiece ได้โดยไม่ต้องเล่น TikTok หรือเช็กอีเมลตลอดเวลา

ROMO เป็นการการตัดสิ่งรบกวนภายนอก ทำให้เกิดการทำงานเชิงลึกได้จริง ไอเดียธุรกิจใหม่ๆ หรือแคมเปญระดับโลก บางครั้งก็เกิดตอนที่เรา “ไร้ข้อมูลขยะ“ หรือหัวโล่งๆก็ได้ ในส่วนของผู้บริหารที่มีข้อมูลเยอะเกินไป บางครั้งก็อาจเกิดอาการคิดไม่ออกเพราะข้อมูลล้น ดังนั้นการฝึก ROMO ช่วยให้กรองเฉพาะสิ่งที่สำคัญต่อการตัดสินใจจริงๆ ได้เช่นกัน

2. มุม Consumer Insight

อีกมุมที่เรามองได้จากเรื่องนี้ก็คือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในแนวทางนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นจากเดิมที่แบรนด์ต้องสร้าง FOMO สร้าง Flash Sale, Limited Edition, กระตุ้นให้ทุกคนต้องรู้ก่อนใคร เพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่ตอนนี้ผู้บริโภคกลุ่มใหญ่กำลังโหยหา “ความสงบ” มากขึ้นด้วยเช่นกัน

สิ่งที่แบรนด์ทำได้ก็คืออาจต้องปรับตัวนำเสนอคอนเทนต์ที่ “น้อยแต่มาก” ไม่ยัดเยียด ไม่เร่งเร้า รวมถึงนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ช่วยให้ผู้บริโภค “ตัดขาด” หรือ “พักผ่อน” จากโลกดิจิทัล ก็จะได้รับความนิยมมากขึ้น เช่น ทริปท่องเที่ยวแบบ No Wi-Fi, แอปฯ ที่ช่วยจำกัดเวลาหน้าจอเป็นต้น

How-to ฝึก ROMO

แน่นอนว่าเราไม่สามารถตัดขาดจากข่าวสารบางอย่างได้ แต่เราสามารถเลือกรับรู้เฉพาะข่าวที่กระทบกับงานและชีวิตโดยตรงได้ ดราม่าดาราหรือเทรนด์รายชั่วโมงที่ไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตของเราก็ลองปล่อยผ่านไปบ้างก็ได้

หรือจะลองวิธีล้างหน้า Feed โซเชียลมีเดีย ลองลบเพจหรือคนที่ทำให้เรารู้สึก Toxic หรือกระตุ้นกิเลสโดยไม่จำเป็นออกไปบ้าง รวมไปถึงต้องกล้าที่จะเป็นผู้ “ไม่รู้” เช่นถ้าเพื่อนคุยเรื่องไวรัลที่เราไม่รู้ แทนที่จะรีบเปิดหา ก็ให้เพื่อน “เล่าให้ฟัง” ซะเลยโดยไม่ต้องเสียเวลาไปไถเองก็ง่ายๆแค่นั้น

กระแส ROMO ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอาจไม่ใช่เเรื่องที่สอนให้เราปาสมาร์ทโฟนทิ้งแล้วหนีเข้าป่าหรือพาตัวเองไปอยู่เกาะร้าง แต่เรื่องนี้เป็นการเตือนสติเราได้เหมือนกันว่า “สมองมนุษย์ก็มีขีดจำกัด” เราสามารถเลือกที่จะ “พลาด” เรื่องบางอย่าง เพื่อรักษา “พื้นที่ว่าง” ในสมองไว้สร้างสรรค์งานดีๆ ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ฉลาดกว่าก็ได้

ที่มา USA TodayForbes, Daily News, Live Mint


  • 33
  •  
  •  
  •  
  •  
CLOSE
CLOSE