
หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “Quiet Quitting” หรือนิยามของการทำงานแค่ตามหน้าที่ ไม่ทุ่มเทเกินเงินเดือนกันมาบ้างแล้ว? แต่ปีนี้เทรนด์ที่น่ากลัวกว่าและกำลังคืบคลานเข้ามาในออฟฟิศไทยคือ “Quiet Cutting”
ถามว่า Quite Cutting คืออะไร?
Quiet Cutting คือกลยุทธ์ที่องค์กรใช้จัดการกับพนักงานที่ “ไม่อยู่ในแผนทำกำไร” โดยไม่ต้องประกาศเลิกจ้าง หรือ Layoff แบบตรงๆเพื่อเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยเป็นเงินก้อนและรักษาภาพลักษณ์บริษัทเอาไว้ ซึ่งวิธีการทำ Quiet Cutting ก็คือการใช้กลยุทธ์ “ตัด” และ “บีบ” ทางจิตวิทยา จนคนทำงานที่ตกเป็นเป้าหมายทนไม่ไหวและเดินไปยื่นใบลาออกเอง
เราอาจจะได้เห็นเทรนด์นี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต สาเหตุหลักมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนัก ทำให้หลายองค์กรต้องเร่งรัดเข็มขัดและลดต้นทุน ประกอบกับการก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI ที่เริ่มเข้ามาทำงานง่ายๆ หรืองานรูทีน (Routine) แทนมนุษย์ได้แล้ว
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ เช่น แผนก Customer Service หรือนักเขียนคอนเทนต์ระดับเริ่มต้น ที่เคยใช้พนักงานหลายคนเพื่อจัดการงานพื้นฐาน เมื่อบริษัทนำ AI เข้ามาช่วยเขียนและตอบคำถามแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรก็อาจไม่ต้องการพนักงานในส่วนนี้เท่าเดิมอีกต่อไป
แต่แทนที่จะประกาศเลิกจ้างและจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย บริษัทกลับเลือกใช้วิธี Quiet Cutting เพื่อบีบให้พนักงานในตำแหน่งที่ถูก AI แย่งงานเหล่านี้รู้สึกทนไม่ไหวและลาออกไปเอง
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราะกลังจะโดน Quiet Cutting?
หากบรรยากาศในทีมเริ่มเปลี่ยนไป ลองเช็ก 7 สัญญาณนี้ที่คนทำงานหลายๆคนมองว่าอาจเป็นตัวชี้วัดได้ว่าเรากำลังโดน Quiet Cutting อยู่
1. นโยบาย “เข้าออฟฟิศ 100%”
สัญญาณ: จากที่เคยยืดหยุ่น (Hybrid) เข้างานกี่โมงก็ได้ หรือ Work from Home ได้ 2-3 วัน จู่ๆ ก็มีประกาศกระทันหันว่า “ต้องเข้าออฟฟิศ 5 วัน” ต้องสแกนนิ้ว ต้องเห็นหน้ากันทุกเช้าเย็น
นี่คือตัวกรองขั้นแรกๆที่บริษัทที่อยากลดต้นทุนที่จ่ายกับทรัพยากรมนุษย์ รู้ว่าคนที่มีทางเลือก หรือคนที่มีภาระทางบ้าน (เช่น ต้องรับส่งลูก ดูแลพ่อแม่) จะปรับตัวยากที่สุด หากใครรับเงื่อนไขนี้ไม่ได้ ก็ต้องลาออกไปเอง โดยบริษัทไม่ต้องไล่
2. งานงอกแบบ “Fake Job Overload”
ลองสังเกตว่า ถ้าเรามีเพื่อนร่วมงานลาออกหรือโดนจ้างออกไป แต่บริษัท “ไม่จ้างคนเพิ่ม” กลับโยนงานกองโตของคนคนนั้นมา “ถม” ใส่เราที่ยังอยู่
สิ่่งนี้จะทำให้เราจะกลายเป็น “เดอะแบก” ที่ต้องทำงานแบบ Overload ทั้งงานราษฎร์งานหลวง บางครั้งงานเหล่านั้นที่ถูกโยนเข้ามาก็อาจจะเป็นงานที่ไม่สร้าง Value ให้ Profile ของเรา เพื่อให้เรา Burnout จนทนไม่ไหว หรือถ้าทำไม่ทัน ก็จะกลายเป็นหลักฐานว่าเราทำงานได้ไร้ประสิทธิภาพ
3. กับดัก “PIP” (Performance Improvement Plan)
อีกหนึ่งสัญญาณที่ชี้วัดได้คร่าวๆว่าเราอาจจะเสี่ยงโดน Quiet Cutting ก็เช่นอยู่ดีๆ หัวหน้าก็เรียกคุยด้วยความเป็นห่วง แล้วยื่นข้อเสนอให้เข้าโปรแกรม “พัฒนาประสิทธิภาพ” พร้อมตั้ง KPI ใหม่ที่สูงแบบสุดๆ หรือให้โจทย์ที่เป็นไปไม่ได้
ในบริบทของ Quiet Cutting “PIP” จะไม่ได้เป็นบันไดให้เราไต่ขึ้นไปได้ง่ายๆ แต่อาจเป็น “วิธี” สร้างหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอว่าบริษัทพยายามช่วยแล้วนะ แต่เราทำไม่ได้เอง เพื่อให้การเลิกจ้างในอีก 3 เดือนข้างหน้ามีความชอบธรรมทางกฎหมาย
4. ถูก “ดอง” ในโปรเจกต์ผี
เวลาเราถูกย้ายไปคุมโปรเจกต์ใหม่ๆ เมื่อก่อนอาจจะเป็นเรื่องน่ายินดีแต่บางครั้งในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าอยู่ดีๆเราถูกย้ายๆใ้ห้ไปคุมโปรเจ็กต์ที่มีชื่อหรูหรา แต่กลับ “ไม่มีงบ ไม่มีคน ไม่มีอำนาจตัดสินใจ” มาให้เรา นี่ก็นับเป็นอีกหนึ่งสัญญาณได้ว่าเรากลับอยู่ในวงกร Quiet Cutting อยู่ก็ได้
เป็นการตัดเราออกจากวงโคจรธุรกิจหลัก (Core Business) เพื่อให้เรารู้สึกไร้ตัวตน ไร้ค่า หรือรอเวลาให้โปรเจกต์ล้มเหลวเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการประเมินผลงานต่ำๆ
5. ข้ออ้างเรื่อง “Skill Gap”
อีกสัญญาณที่อาจทำให้เราต้องร้อนๆหนาวๆก็คือ สถานการณ์เช่น เราทำงานดีมาตลอด แต่ปีนี้กลับโดนบอกว่า “ทักษะของเราไม่ตอบโจทย์อนาคตบริษัทแล้ว” และถูกกดดันให้ไปทำงานในตำแหน่งที่ต่ำลง หรือต้องไปเรียนรู้สกิลใหม่ในเวลาที่จำกัดมากๆ
ในมุมหนึ่งนี่อาจเป็นการลดทอนความมั่นใจ เพื่อให้เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระขององค์กร และควรพิจารณาตัวเองด้วยก็เป็นได้
6. หัวหน้า “หายตัว” Managerial Ghosting
ยกตัวอย่างสถาณการณ์เช่น การประชุมสำคัญๆ เริ่มไม่มีชื่อเรา , อีเมลอัปเดตงานไม่ส่งถึงเรา, และที่ชัดเจนที่สุดคือ “หัวหน้าหลบหน้า” เลื่อนนัด คุยแบบ 1 ต่อ 1 ตลอดเวลา ถามอะไรไปก็ตอบกว้างๆ ไม่ฟันธงอะไรให้กับเรา
สถานการณ์นี้เรียกง่ายๆกว่า คือการทำ Social Exclusion เพื่อส่งสัญญาณทางอ้อมว่า “ทิศทางใหม่ของบริษัท ไม่มีที่ว่างสำหรับเราแล้ว” ก็เป็นได้
7. เข้มงวดกับเรื่องหยุมหยิม (Micro-Policing)
บางครั้ง Quiet Cutting ก็อาจเกิดขึ้นจากเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่นเมื่อจับผิดในตัวเนื้องานไม่ได้ ก็หันมาจับผิดระเบียบวินัย เช่น มาสาย 5 นาทีโดนทัก, เบิกค่าแท็กซี่ต้องใช้เอกสาร 10 ใบ, หรือต้องลงบันทึกเวลาทำงานทุกชั่วโมง เรียกว่า เป็นความตั้งใจเพื่อสร้างความรำคาญใจระดับสูงสุด เพื่อทำลายความสุขในการทำงานวันต่อวัน
ทางรอดของคนทำงาน
หากเราเช็กแล้วโดนไปหลายข้อ ขอให้รู้ตัวไว้เลยว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่สิ่งที่เราควรทำคือ ต้องเตือนตัวเองก่อนว่า “อย่าเพิ่งรีบลาออกตัวเปล่า” เพราะเศรษฐกิจแบบนี้ การมีกระแสเงินสดสำคัญที่สุด ให้ทำงานตามหน้าที่ไปก่อน พยายามอย่าใช้อารมณ์ตัดสินใจ
หากรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจริงๆก็ให้เก็บหลักฐานเช่น “อีเมลสั่งงานที่ไม่เป็นธรรม” การถูกตัดสิทธิประโยชน์ หรือคำพูดกดดัน ต่างๆ เซฟเก็บไว้เผื่อต้องใช้ต่อรองในอนาคตและพยายามหาลู่ทางใหม่ๆ ปัดฝุ่น LinkedIn อัปเดตเรซูเม่ และเริ่มมองหางานใหม่รองรับเอาไว้เลย
และที่สำคัญมากที่สุดก็คืออย่าลืม “หันกลับมามองตัวเอง “ เพราะเหรียญมีสองด้านเสมอ อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าบริษัทกลั่นแกล้ง ลองทบทวนผลงานตัวเองอย่างเป็นกลางว่าเรา Performance ตกต่ำจริงไหม หรือทักษะเราล้าหลังจริงหรือเปล่า หากเป็นเรื่องจริง การยอมรับและรีบปรับปรุงตัว (Upskill) คือทางรอดที่ยั่งยืนที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ที่เดิมหรือย้ายไปที่ใหม่ก็ตาม
