LAdV x GORDON GU การผสมผสานงานฝีมือและนวัตกรรมวัสดุในคอลเลกชัน ‘The Alchemy of Art’

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

การร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง ‘โลตัส อาร์ต เดอ วิฟร์ (Lotus Arts de Vivre หรือ LAdV)’ แบรนด์เครื่องประดับและของตกแต่งบ้านระดับลักชัวรีของไทย กับ ‘กอร์ดอน กู (GORDON GU)’ แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำจากจีน ได้ก่อกำเนิดคอลเลกชันลิมิเต็ดเอดิชั่นชุด ‘The Alchemy of Art’ ซึ่งเป็นการผสมผสานงานฝีมือชั้นสูงเข้ากับนวัตกรรมวัสดุสมัยใหม่

นวัตกรรม ‘Glacier Crystal’ และศิลปะที่ใช้งานได้จริง

หัวใจหลักของคอลเลกชันนี้คือการใช้ ‘Glacier Crystal’ ซึ่งเป็นวิศวกรรมวัสดุเรซินที่ได้รับการจดสิทธิบัตรโดย GORDON GU วัสดุนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือมีความใส เงางามดุจคริสตัล และมีความหนักแน่นต่างจากพลาสติกทั่วไป คุณกู่ ไห่หลง (Gu Hailong) ผู้ก่อตั้ง GORDON GU พัฒนาวัสดุนี้ขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและแก้ปัญหาข้อจำกัดในการส่งออกวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้หายากหรือหนัง

นอกจากความสวยงามแล้ว วัสดุใหม่นี้ยังช่วยเพิ่ม ฟังก์ชันการใช้งาน ให้กับงานศิลปะ เช่น การทำเป็นที่ใส่แชมเปญซึ่งไม้แบบเดิมไม่สามารถใส่น้ำแข็งได้ หรือการทำเป็นโคมไฟที่ส่องแสงผ่านเนื้อวัสดุได้ โดยผลงานในคอลเลกชันนี้จะผลิต จำกัดเพียงแบบละ 99 ชิ้นเท่านั้น

จุดเริ่มต้นจากมองโกเลียสู่การถักทอวัฒนธรรม

แรงบันดาลใจของโปรเจกต์นี้เริ่มต้นขึ้นจากการพบกันระหว่าง คุณรอล์ฟ วอน บูเรน (Rolf von Bueren) ผู้ก่อตั้ง LAdV และคุณกู่ ไห่หลง ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ใน มองโกเลีย การสนทนาในครั้งนั้นนำไปสู่แนวคิดที่จะถักทอความคิดจากโลกตะวันออกและตะวันตก รวมถึงอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกัน โดยคุณกู่ ไห่หลง รู้จักแบรนด์ LAdV ครั้งแรกที่ภูเก็ต และประทับใจในงานออกแบบที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมและความละเอียดอ่อนของช่างฝีมือไทย

โดยผลงานของ LAdV นั้นมักหยิบแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและวัฒนธรรม มาสร้างสรรค์เป็นเครื่องประดับและของแต่งบ้านทำมือสุดประณีต โดดเด่นด้วยการใช้วัสดุธรรมชาติหายาก เช่น ปีกแมลงทับ ไม้สัก และเปลือกหอย ผสมผสานกับอัญมณีน้ำงามจากทั่วโลก ทั้งเพชรโกลคอนดา มรกต ไพลิน และไข่มุกบาสราที่หาได้ยาก

การปรับตัวของ LAdV สู่ยุคสมัยใหม่

คุณนิกกี้ วอน บูเรน (Nicky von Bueren) ทายาทรุ่นที่ 2 ของ LAdV วางแนวทางให้แบรนด์ก้าวไปสู่ความเป็น Contemporary มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่อาจมองว่างานไม้แบบดั้งเดิมดูเหมือน ‘พิพิธภัณฑ์’ หรือดูเก่าเกินไป คุณนิกกี้เน้นย้ำว่าแม้จะมีการใช้เทคโนโลยีและวัสดุใหม่ๆ เข้ามาช่วย แต่แบรนด์จะยังคงรักษา DNA ของโลตัส ที่เป็นงานทำด้วยมือ (Handmade) และเป็นแบรนด์เฉพาะกลุ่ม (Niche) ต่อไป นอกจากนี้ยังมีการปรับตัวด้านการตลาดดิจิทัล โดยให้ความสำคัญกับการถ่ายภาพผลิตภัณฑ์ให้สวยงามเพื่อรองรับการขายผ่านอินเทอร์เน็ต

มุมมองต่อตลาดลักชัวรีและสถานการณ์โลก

ในด้านธุรกิจ ทั้งสองแบรนด์มองว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางที่โดดเด่น เนื่องจากมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสามารถรองรับไอเดียใหม่ๆ ได้เสมอ แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในระดับโลกจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนวัสดุและการเดินทาง รวมถึงส่งผลต่ออารมณ์ในการจับจ่ายของลูกค้า แต่ตลาดลักชัวรีในไทยยังมีทิศทางที่ดีจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในกรุงเทพฯ และภูเก็ต

วิสัยทัศน์แห่งอนาคต 2027-2028

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดยทั้งคู่มีแผนที่จะขยายคอลเลกชันไปเปิดตัวใน มาเลเซียและอินเดีย นอกจากนี้ยังมีการซุ่มพัฒนาโปรเจกต์ใหม่สำหรับปี 2027-2028 ซึ่งจะเน้นไปที่สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม เช่น มังกร และการนำรูปทรง พญานาค หรือประตูไทยมาตีความใหม่ในรูปแบบสากล

โดยผลงานชุดนี้จะจัดแสดง ณ สยามพารากอน บริเวณ Living Hall และร้าน MOTIF ระหว่างวันที่ 10 – 31 มีนาคม 2569

ข้อมูลนิทรรศการ:

  • 10 – 18 มีนาคม 2569: Living Hall ชั้น 3 สยามพารากอน
  • 19 – 31 มีนาคม 2569: ร้าน MOTIF ชั้น 3 สยามพารากอน

  •  
  •  
  •  
  •  
  •