
แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Ant International) เปิดเผยตัวเลขยอดการสนับสนุนธุรกรรมดิจิทัลข้ามพรมแดนที่พุ่งทะยานสูงกว่า 2 พันล้านรายการ สะท้อนความตื่นตัวทางเศรษฐกิจใน ‘ตลาดเกิดใหม่หลัก’ โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เอเชียใต้, ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา
โดยผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม อย่าง SMEs คิดเป็นสัดส่วนถึง 90% จากฐานลูกค้าผู้ประกอบการทั้งหมดกว่า 150 ล้านรายทั่วโลก ชี้ว่า SMEs ในภูมิภาคกำลังข้ามขีดจำกัดเดิมด้วยการใช้โซลูชันการชำระเงินดิจิทัล เพื่อเข้าถึงลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ
Ant International และบทบาทในเวทีโลก
แม้ชื่อ ‘Ant’ จะคุ้นหูในฐานะยักษ์ใหญ่จากจีน แต่ในบริบทของเวทีโลก แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล มีสถานะและจุดยืนที่ชัดเจน โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ ประเทศสิงคโปร์ บริษัทวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้นำระดับโลกด้านการชำระเงินดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) รวมถึงเทคโนโลยีทางการเงิน
บทบาทหลักของ Ant International คือการทำหน้าที่เป็นตัวกลาง และผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานผ่านแพลตฟอร์มเทคฟินแบบครบวงจร บริษัทดำเนินธุรกิจหลักครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา โดยร่วมมือกับทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ เพื่อเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วแต่ยังขาดการเชื่อมโยงที่เป็นระบบ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้
ภายใต้อาณาจักร Ant International มีการแบ่งหน่วยธุรกิจที่ทำหน้าที่ประสานกันอย่างชัดเจน เพื่อครอบคลุมทุกมิติของการเงินดิจิทัล
– Alipay+ : แพลตฟอร์มเชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้งานกว่า 1.8 พันล้านบัญชี จาก E-wallet และแอปธนาคารพันธมิตร 40 ราย เข้ากับร้านค้าในกว่า 100 ตลาดทั่วโลก Alipay+ เป็นกุญแจสำคัญในการทำ Cross-border payment และเชื่อมต่อกับเครือข่าย QR แห่งชาติถึง 11 แห่ง
– Antom: ดูแลบริการรับชำระเงินสำหรับผู้ประกอบการ เปรียบเสมือนหลังบ้านที่ช่วยร้านค้าจัดการเรื่องเงิน โดยมีแบรนด์ในเครือที่แข็งแกร่งอย่าง 2C2P ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ MultiSafePay ในยุโรป Antom รองรับธุรกิจหลากหลายตั้งแต่สายการบินไปจนถึงร้านค้า O2O
– WorldFirst: เจาะกลุ่ม SMEs ที่ทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก โดยให้บริการบัญชีดิจิทัลระดับโลกแบบครบวงจร ครอบคลุมการชำระเงิน การจัดการทางการเงินในกว่า 200 ตลาด และเชื่อมต่อแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกว่า 130 แห่ง จุดเด่นคือการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
– Bettr (เบทเทอร์): รับผิดชอบด้านสินเชื่อและการเงิน โดยให้บริการสินเชื่อแก่ SMEs และบุคคลทั่วไปกว่า 30 ล้านราย Bettr ใช้โมเดล Embedded Lending หรือสินเชื่อแบบฝังตัว และมีการขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคลาตินอเมริกาผ่านพันธมิตรอย่าง R2
– ANEXT Bank: ธนาคารดิจิทัลในสิงคโปร์ ที่เน้นให้บริการกลุ่มธุรกิจรายย่อย (Micro-businesses) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักถูกมองข้ามจากธนาคารดั้งเดิม
ทิศทางต่อไปของ Ant International
จากการวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดในปี 2568-2569 ยุทธศาสตร์ของ Ant International เดินหน้าสู่ระยะของการขับเคลื่อนการเติบโต’ (Growth) อย่างเต็มรูปแบบ ตามวิสัยทัศน์ของ ดักลาส ฟีกิน ประธานบริษัท สิ่งที่บริษัทกำลังดำเนินการอย่างหนักมี 3 แกนหลัก
1. การบุกเบิก AI เพื่อการใช้งานจริง และแก้ปัญหาทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
– การบริหารความเสี่ยง: เปิดเผยซอร์สโค้ดโมเดล AI ชื่อ Falcon Time-Series Transformer (TST) ซึ่งช่วยยกระดับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ตัวอย่างความสำเร็จคือสายการบิน AirAsia ที่สามารถลดต้นทุนการป้องกันความเสี่ยง (Hedging Costs) ได้สูงถึง 40%
– การเพิ่มประสิทธิภาพ: เปิดตัว Antom Copilot ผู้ช่วยด้านการชำระเงินอัจฉริยะที่ลดเวลารอคอยในการเชื่อมต่อระบบชำระเงินได้สูงสุด 95%
– ความปลอดภัย: พัฒนาโมเดล SHIELD ซึ่งเป็น AI บริหารความเสี่ยงแบบ 3-in-1 ที่แม่นยำถึง 95% ในการระบุธุรกรรมเสี่ยง และช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการชำระเงินได้สูงสุด 13.5%
2. การขยายโครงสร้างพื้นฐานข้ามพรมแดน
– Blockchain: ใช้ Platform Tech ประมวลผลธุรกรรมผ่านบล็อกเชนได้มากกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำงานตลอด 24/7 โดย 95% ของธุรกรรมเสร็จสิ้นภายในวันเดียว
– Bank-to-Wallet: ร่วมมือกับ SWIFT บุกเบิกการโอนเงินจากธนาคารเข้าสู่กระเป๋าเงินดิจิทัลโดยตรง (Bank-to-wallet) เป็นครั้งแรก เพื่อลดรอยต่อระหว่างระบบธนาคารดั้งเดิมกับฟินเทค
– Wallet-to-Card: ร่วมมือกับ Mastercard ให้ผู้ใช้ E-wallet (เช่น GCash, AlipayHK) สามารถแตะจ่ายผ่าน NFC ที่ร้านค้าเครือข่าย Mastercard ทั่วโลกได้
เจาะลึกสมรภูมิหลัก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA)
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปรียบเสมือนสนามทดสอบที่สำคัญที่สุดของ Ant International ซึ่งได้ดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นมากว่า 10 ปี
– โครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ: Alipay+ ได้เชื่อมต่อกับเครือข่าย QR แห่งชาติถึง 5 แห่งในอาเซียน ผลลัพธ์ที่จับต้องได้คือ ในสิงคโปร์และมาเลเซีย นักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 2.7 เท่า และ 2 เท่าตามลำดับ ผ่านระบบ SGQR และ DuitNow QR
– มาเลเซีย: เป็นตัวอย่างที่โดดเด่น นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้แอปธนาคารหรือ E-wallet ของตนเองชำระเงินให้กับ SME ท้องถิ่นกว่า 360,000 ราย
– การเติบโตของผู้ให้บริการท้องถิ่น: แพลตฟอร์มอย่าง 2C2P (ภายใต้ Antom) มีปริมาณธุรกรรมเติบโตถึง 38% (Year-on-Year) โดยเฉพาะในไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
– ธนาคารดิจิทัล: ANEXT Bank ในสิงคโปร์ มียอดธุรกรรมข้ามพรมแดนพุ่งสูงถึง 6 เท่า โดยลูกค้าเกือบ 70% เป็นธุรกิจรายย่อย (Micro-businesses) ซึ่งสะท้อนความสำเร็จในการเจาะตลาดฐานราก
– GenAI Cockpit: แอปพลิเคชันระดับภูมิภาค 3 ราย กำลังพัฒนา “Super App” ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยใช้โครงสร้างพื้นฐาน AI-as-a-Service ของ Ant International ที่เรียกว่า GenAI Cockpit
นวัตกรรมเพื่อ SMEs จากระบบหลังบ้านสู่หน้าบ้าน
– Antom Payment Orchestration (APO): ระบบนี้ช่วยแก้ปัญหาความยุ่งยากในการเชื่อมต่อหลายช่องทางชำระเงิน โดยรวมให้เหลือการเชื่อมต่อเพียงครั้งเดียว มาพร้อมระบบ Smart Routing ที่เลือกเส้นทางการเงินที่ดีที่สุดให้อัตโนมัติ ผลลัพธ์คือลูกค้า Antom นอกจีนเติบโตถึง 75%
– EPOS360: แอปพลิเคชันสำหรับ SME ที่เป็นมากกว่าเครื่องคิดเงิน (POS) เพราะมีการนำ AI มาช่วยจัดการระบบชำระเงิน บริการธนาคาร และการจัดการการเติบโตของธุรกิจรวมไว้ในที่เดียว
– Alipay+ Voyager: โซลูชันด้านการท่องเที่ยวที่ใช้ AI ช่วยดึงดูดลูกค้า ซึ่งได้เปิดตัวใช้งานจริงแล้วใน 6 แอปพลิเคชันทั่วเอเชีย
ทิศทางของ Ant International ในปี 2568 และปีต่อๆ ไป คือการสร้างระบบนิเวศแบบเปิด (Open Ecosystem) ที่เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ โดยดักลาส ฟีกิน ย้ำว่าเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นไปอย่าง “ครอบคลุม ยั่งยืน และเชื่อมโยงทั่วโลก” ด้วยการผสานจุดแข็ง 3 ด้าน คือ ความเชี่ยวชาญในท้องถิ่น (Local expertise), เทคโนโลยี AI ที่ปรับเปลี่ยนได้ (Scalable AI), และความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง (Robust Security)
