
อุตสาหกรรมโรงแรมและการบริการเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย การก้าวเข้าสู่ปี 2026 ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค นวัตกรรมเทคโนโลยี และความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง เครือโรงแรมและรีสอร์ทเซ็นทารา (Centara Hotels & Resorts) ภายใต้บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ต้องปรับกระบวนทัพครั้งใหญ่
ปัจจุบัน เซ็นทารามีโรงแรมและรีสอร์ทภายใต้การบริหารรวมทั้งสิ้น 84 แห่งทั่วโลก (เปิดดำเนินการแล้ว 51 แห่ง และกำลังพัฒนา 33 แห่ง) ครอบคลุม 6 แบรนด์หลัก
– Centara Reserve
– The Centara Collection
– Centara Grand
– Centara
– Centara Life
– COSI
โดยตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งในไทย มัลดีฟส์ เวียดนาม ลาว ญี่ปุ่น เนปาล โอมาน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมวางเป้าหมายเชิงรุกที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 100 กลุ่มโรงแรมชั้นนำของโลกให้ได้ภายในปี 2027
ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกปี 2025
– ประเทศไทย: ในปี 2025 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยรวม 33 ล้านคน ลดลง 7% จากปีก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงถึง 34% โดยนักท่องเที่ยว 3 อันดับแรกของไทยในปีที่ผ่านมาคือ มาเลเซีย (14%), จีน (14%) และอินเดีย (8%)
– มัลดีฟส์: สวนทางกับตลาดไทย มัลดีฟส์มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 2.2 ล้านคน เติบโตขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน แรงหนุนสำคัญมาจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เพิ่มขึ้น 25% และนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่เพิ่มขึ้น 24%
– ดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์): ตลาดตะวันออกกลางยังคงแข็งแกร่ง โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 19.6 ล้านคน เติบโต 5%
– ญี่ปุ่น: ตลาดญี่ปุ่นเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 42.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง 16% โดยได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ จีน และไต้หวัน รวมถึงค่าเงินเยนที่อ่อนตัว
Recap Centara 2025
แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายอย่างการแข็งค่าของเงินบาท และการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจีนในไทย แต่ด้วยการวางแผนรับมือ ทำให้รายได้รวมอยู่ที่ 25,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ด้านกำไรขั้นต้นรวม 14,652 ล้านบาท เติบโต 6% ส่วน EBITDA รวมอยู่ที่ 7,219 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% และกวาด กำไรสุทธิรวมได้ถึง 1,993 ล้านบาท เติบโตขึ้น 14% จากปีก่อนหน้า
กลุ่มธุรกิจโรงแรมกวาดรายได้รวม 12,318 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 1,168 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%
- รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPAR): เพิ่มขึ้น 5% เทียบปีก่อน มาอยู่ที่ 4,281 บาท
- ราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR): เติบโตเพิ่มขึ้น 4% สู่ระดับ 5,690 บาท
- อัตราการเข้าพักเฉลี่ย (Occupancy Rate): ทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 72%
– กรุงเทพมหานคร: รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย ลดลงเล็กน้อย 1% อยู่ที่ 3,276 บาท เนื่องจากอัตราการเข้าพักปรับลดลงจาก 80% เป็น 78% แม้ราคาห้องพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2% เป็น 4,200 บาทก็ตาม
– ต่างจังหวัด: รายได้ต่อห้องพักโต 10% แตะ 3,592 บาท จากการกลับมาเปิดให้บริการของ ‘โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีชรีสอร์ท พัทยา’ ดึงอัตราการเข้าพักรวมของต่างจังหวัดให้เพิ่มขึ้นจาก 64% เป็น 69%
– มัลดีฟส์: รายได้ต่อห้องลดลง 24% อยู่ที่ 6,388 บาท แต่ถือว่าโตดีในระดับโรงแรมใหม่
– ญี่ปุ่น (โอซาก้า): รายได้ต่อห้องเพิ่มขึ้น 12% เป็น 6,435 บาท ด้วยอัตราการเข้าพัก 80%
– ดูไบ: อัตราการเข้าพัก 84% ราคาห้องพัก 7,036 บาท โต 1%
กางแผน 2026 เดินเกมรุกสู่ Top 100 กลุ่มโรงแรมชั้นนำของโลก พร้อมตั้งเป้าโต 15%
UN Tourism ประเมินการท่องเที่ยวโลกจะขยายตัวราว 3-4% และจะกลับเข้าสู่ระดับก่อนยุคโควิด-19 สำหรับการท่องเที่ยวไทยคาดว่าจะฟื้นตัวได้ดีจากกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) เช่น จีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน
ด้านงบประมาณการลงทุน (CAPEX) ในปี 2569 ไว้ที่ราว 6,600 ล้านบาท โดยแบ่ง
– ธุรกิจโรงแรม 4,500-4,600 ล้านบาท
– M&A อีก 1,900-2,000 ล้านบาท
เป้าหมายรายได้รวมของกลุ่มโรงแรมคือ 14% – 15% สู่ระดับ 15,700 – 15,900 ล้านบาท โดยคาดหวังอัตราการเข้าพักเฉลี่ยไว้ที่ 75% – 78% และดันรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยให้ถึง 4,600 – 4,800 บาท
การขยายพอร์ตโฟลิโอและยกระดับประสบการณ์ รุกเปิด 5 โรงแรมใหม่
ในปี 2569 เซ็นทาราเตรียมสร้างปรากฏการณ์ระดับสากลด้วยการเปิดตัวโรงแรมใหม่อีก 5 แห่ง (ต่างประเทศ 4 แห่ง และในไทย 1 แห่ง)
– เนปาล: หิมาลายัน ไฮด์อะเวย์ รีสอร์ท โพคารา เดอะ เซ็นทารา คอลเลคชั่น (42 ห้อง) เปิดตัวไปแล้วเมื่อต้นปี ถือเป็นหมุดหมายแรกของเครือในเนปาล
– ญี่ปุ่น: เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า (300 ห้อง) เป็นโรงแรมแห่งที่ 2 ในญี่ปุ่น คาดว่าจะเปิดให้บริการในเดือนเมษายน 2569 มูลค่าการลงทุนรวม 12,700 ล้านเยน
– เวียดนาม: ลุย 2 โปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ที่เมืองวังดอน ได้แก่ เซ็นทาราและเรสซิเดนซ์ วังดอน (481 ห้อง) และ คริสตัล ฮอลิเดย์ ฮาร์เบอร์ วังดอน (496 ห้อง) ซึ่งจะดันให้เซ็นทารามีห้องพักในเวียดนามแตะ 1,000 ห้อง
– ไทย: เซ็นทารา ไลฟ์ สุราษฎร์ธานี (110 ห้อง) โรงแรมไลฟ์สไตล์ใจกลางเมือง
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าโครงการปรับปรุงใหญ่ อย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมปรับโฉม เซ็นทารา แกรนด์ หัวหิน (คาดเสร็จ Q2) และพลิกโฉม เซ็นทารา แกรนด์ กระบี่ (192 ห้อง) เพื่ออัปเกรดแบรนด์สู่ ‘เซ็นทารา รีเซิร์ฟ กระบี่’ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570
ด้านเทคโนโลยี บริษัทยังเตรียมลงทุนสร้างฐานข้อมูล Centara Data Warehouse เพื่อรองรับการนำเสนอประสบการณ์แบบเจาะจงรายบุคคล (Hyper-Personalisation) และเตรียมพร้อมผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับแพลตฟอร์มการจองห้องพักอย่างเต็มรูปแบบ
อัปเดตบิ๊กดีลแห่งปี ผนึกกำลัง OR ปั้น ‘Budget Hotel’ มองเฟสแรก 6 จังหวัดดี มีเฟสสองแน่นอน
และสำหรับไฮไลท์สำคัญที่สุดที่ถือเป็นการเดินหมากครั้งใหญ่ของเซ็นทาราในแผนปี 2026 คือบิ๊กดีลความร่วมมือกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ผ่านการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) โดยเซ็นทาราจะถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 51 และ OR ถือหุ้นร้อยละ 49 ของทุนจดทะเบียน วัตถุประสงค์หลักของโปรเจกต์ระดับประเทศนี้คือ การพัฒนาและบริหารธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel)
การขยายพอร์ตสู่เซกเมนต์ Budget Hotel ถือเป็นการเติมเต็มโมเดลธุรกิจของเครือเซ็นทาราให้ครอบคลุมทุกระดับราคา ตั้งแต่แบรนด์หรู , แบรนด์ครอบครัว ไปจนถึงระดับเริ่มต้น ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้กว้างขวาง เรียกว่าเป็น Win-Win Situation เพราะฝั่ง OR มี Ecosystem ทางการค้าปลีกที่แข็งแกร่ง ทั้งสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ที่ครอบคลุมทุกเส้นทางหลัก และร้านคาเฟ่ อเมซอน
โดยโปรเจกต์นำร่องในเฟสแรกจะใช้เม็ดเงินลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท โดยเตรียมลุยเปิดให้บริการใน 6 โลเคชั่นยุทธศาสตร์ทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, กาญจนบุรี, อยุธยา, สุราษฎร์ธานี, ชลบุรี และ สงขลา (หาดใหญ่) แต่ละแห่งจะได้รับการออกแบบให้มีขนาดห้องพักประมาณ 69-79 ห้อง และเน้นทำตลาดในระดับราคาที่เข้าถึงง่าย เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 800-1000 บาทต่อคืน
ด้านคุณธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือเซ็นทารา โรงแรม และรีสอร์ท คาดว่า 6 จังหวัดในเฟสแรกน่าจะผลตอบรับดี ซึ่งหากเป็นไปตามเป้าหมายจะมีเฟสสองตามมาแน่นอน และได้เล็งทำเลไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนรายละเอียดทั้งหมดนอกเหนือจากนี้ จะมีการแถลงร่วมกับฝั่ง OR ช่วงกลางเดือนหน้า
แม้การท่องเที่ยวส่อแววฟื้นตัว แต่จะนั่งรออานิสงส์อย่างเดียวไม่พอ ต้องเตรียมแผนรับการเติบโตคู่กันไปด้วย เพื่อขยายธุรกิจให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ การจับมือกับ OR เรียกได้ว่าเป็นการขยายสู่ตลาดแมสที่ลงตัว เพราะเป็นการผสานความเชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงแรมระดับมืออาชีพของเซ็นทารา เข้ากับ Ecosystem ยักษ์ใหญ่ของ OR ที่มีเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันและจุดพักรถครอบคลุมทุกเส้นทางหลักทั่วประเทศ การผสานจุดแข็งร่วมกันเป็น Win-Win Situation เรียกว่าเป็นหนึ่งวิธีการเติบโตของธุรกิจที่มักเห็นแบรนด์ใหญ่ๆ เลือกใช้ และได้ผลดี
