
ช่วงนี้เวลาไถฟีดวิดีโอตามแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ หรือโดยเฉพาะบน YouTube เรามักจะเจอกับคอนเทนต์ประหลาดๆ ไม่ว่าจะเป็นสารคดีปลามีขาเดินได้ หรือคลิปตัดที่โชว์ภาพสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่ใครดูคงรู้ทันทีแหละว่าไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ แต่เป็นผลงานของบอท หรือคนที่ใช้ AI ผลิตปั๊มออกมาจนรกโลกออนไลน์ ซึ่งคนทั่วไปจะเรียกคลิปคอนเทนต์ประมาณนี้ว่า ‘AI Slop’
แม้ดูเผินๆ มันดูไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่เชื่อไหมว่าคลิปเหล่านี้กินพื้นที่กว่า 33% บนหน้าฟีด แทนที่เราจะได้เห็นคอนเทนต์ดีๆ จากมนุษย์ที่ตั้งใจทำ นอกจากนี้ ฝั่งนักวิจัยยังออกมาเตือนด้วยว่าการเสพคอนเทนต์เหล่านี้มากเกินไปส่งผลกระทบต่อสมองระยะยาวด้วย จนด้านนีล โมฮานประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ YouTube นั่งไม่ติดเก้าอี้ ประกาศชัดว่า ปี 2026 นี้ จะเดินหน้ากวาดล้างเนื้อหาเหล่านี้อย่างจริงจัง
เข้าใจความหมาย AI Slop เป็นคอนเทนต์แบบไหน?

AI Slop หมายถึงคอนเทนต์ที่ถูกผลิตขึ้น โดยเน้นความเร็ว และปริมาณ โดยไม่สนเรื่องคุณภาพ หรือความถูกต้องใดๆ และส่วนใหญ่คอนเทนต์เหล่านี้เกิดขึ้นจากการใช้ AI ในการสร้างภาพ วิดีโอ ไปจนถึงเสียงพากษ์ ทำให้คลิปเหล่านี้ถูกผลิตออกมาเป็นพันๆ ต่อวัน โดยมีต้นทุนเกือบจะเป็นศูนย์
เนื้อหาของ AI Slop มักประกอบด้วยภาพบิดเบี้ยว ในการเล่าเรื่องที่ไม่มีตรรกะ หรืออาจเป็นสถานการณ์แปลกประหลาด เช่น พระเยซูที่สร้างจากกุ้ง เป็นต้น โดยมักออกมาเป็นคลิปสั้นอย่าง Shorts เพื่อล่อลวงให้คนดูจนจบ หรือดูซ้ำเพื่อทำความเข้าใจ จนอัลกอริทึมเข้าใจผิดว่าเราชอบคอนเทนต์แบบนี้ และเบียดบังเนื้อหาดีๆ จากครีเอเตอร์ที่เป็นมนุษย์ไป
ผลการศึกษาเผย ‘ผู้ใช้ใหม่’ โดน AI Slop หนักสุด
สะท้อนความน่ากังวลของเด็กที่พึ่งมีโซเชียลมีเดียครั้งแรก
Kapwing แพลตฟอร์มสตาร์ทอัพตัดต่อวิดีโอออนไลน์ ได้ทดลองเพื่อพิสูจน์ว่า AI Slop ระบาดหนักแค่ไหน โดยสร้างบัญชี YouTube ใหม่ และจำลองพฤติกรรมการปัดดู YouTube Shorts จำนวน 500 คลิป พบว่ากว่า 165 คลิป หรือ 33% เป็น AI Slop และ Brain Rot นั่นหมายความว่า หากเด็กหรือผู้ใช้ใหม่สมัคร YouTube วันนี้ 1 ใน 3 ของคลิปบนหน้าฟีดคือการดูขยะดิจิทัล
นอกจากนี้ ยังพบสถิติที่น่าสนใจในแต่ละประเทศ
– เกาหลีใต้: เป็นแหล่งระบาดหนักในแง่ยอดวิว โดยช่อง AI Slop ที่ติดเทรนด์มียอดวิวรวมกันกว่า 8.45 พันล้านวิว
– สเปน: ครองแชมป์จำนวนผู้ติดตาม โดยมีผู้ติดตามช่องขยะ AI รวมกันกว่า 20 ล้านคน
– อินเดีย: พบช่องที่ชื่อว่า Bandar Apna Dost ซึ่งทำคลิปลิงสมจริงในสถานการณ์ต่างๆ ซ้ำไปซ้ำมา จนสามารถกวาดรายได้มหาศาล
แรงจูงใจคือ ‘เงิน’ ธุรกิจฟาร์มคอนเทนต์ทำเงินล้าน
การทำคอนเทนต์ลักษณะนี้ ถ้ามองลึกลงไปจะเห็นว่าเม็ดเงินรายได้ที่ตามมานับว่ามหาศาล ด้วยต้นทุนที่แทบเป็น 0 จาการใช้เครื่องมืออย่าง Midjourney หรือ Kling AI ในการสแปมวิดีโอ ทั้งนี้ Kapwing ประเมินว่าช่องอย่าง Bandar Apna Dost สามารถทำรายได้ สูงถึง 4.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือประมาณ 140 ล้านบาท
ผลกระทบทางจิตวิทยา กระทบสมองระยะยาว
สิ่งที่ทำให้คอนเทนต์ AI Slop เหล่านี้อันตราย จนนีลต้องโฟกัส คือคลิปเหล่านี้สามารถส่งผลทบต่อระบบการรับรู้ของผู้ชมในระยะยาวได้
งานวิจัยทางจิตวิทยาระบุว่า มนุษย์มีแนวโน้มที่จะเชื่อข้อมูลหรือภาพที่เห็นซ้ำๆ ว่าเป็นความจริง แม้รู้แล้วว่ามันปลอม การที่ฟีดเต็มไปด้วยภาพ AI เหล่านี้ แม้ฟังดูไม่อันตาย แต่เนื้อหาประเภทนี้ถูกออกแบบมาให้กระตุ้นประสาทสัมผัสแต่ไม่ต้องใช้ความคิด ซึ่งอาจส่งผลต่อสมาธิ และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ในระยะยาว
การตอบโต้ของ YouTube ในปี 2026
นีล โมฮานเผยว่าทั้งตัวเขา รวมถึง Alphabet Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ YouTube มองว่า AI เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อผู้คนในสังคมวงกว้าง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้นำเครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์เข้ามารวมกับบริการในเครือหลายตัวท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดกับคู่แข่ง เช่น TikTok ของ ByteDance Ltd. และ Instagram ของ Meta Platforms Inc.
โดยเฉลี่ยแล้วมีช่อง YouTube มากกว่า 1 ล้านช่องที่ใช้เครื่องมือสร้างวิดีโอ AI ในเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยโมเดลรุ่นล่าสุดของ Google DeepMind คือ Veo 3 Fast
เป้าหมายของนีล และ YouTube คือแทนที่ทีวีอย่างเต็มรูปแบบ และมองว่าเนื้อหา AI Slop คืออุปสรรคที่ต้องกำจัดให้พ้นทาง เพราะกระทบอย่างมากต่อทั้งวงการครีเอเตอร์ และตัวผู้ใช้งาน YouTube ทำให้นีล โมฮานไม่สามารถอยู่เฉยได้ ต้องเร่งประกาศนโยบายเชิงรุกเร่งด่วนในปีนี้
1. เทคโนโลยีสู้เทคโนโลยี
YouTube ลดการใช้คนนั่งไล่ลบ แล้วลงทุนในการพัฒนาระบบ AI คัดกรองตรวจจับคอนเทนต์ให้แม่นยำขึ้น โดยเนื้อหาที่ถูกระบุว่าเป็น Slop อาจไม่ถูกลบ (หากไม่ผิดกฎร้ายแรง) แต่จะถูกจำกัดการมองเห็น ไม่ให้ขึ้นหน้าฟีดหรือแนะนำต่อ เพื่อตัดวงจรรายได้
2. คนทำคอนเทนต์ต้องโปร่งใส
ครีเอเตอร์ต้องระบุทุกครั้งหากใช้ AI ในการสร้างวิดีโอ ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียง หรือวิดีโอ หากตรวจพบว่ามีการปกปิด จะมีโทษถึงขั้นระงับการสร้างรายได้ หรือปิดช่องทันที
3. จัดการ Deep Fake ขั้นเด็ดขาด
การใช้ AI เลียนแบบใบหน้าหรือเสียงของบุคคลอื่น (เช่น ดารา นักการเมือง หรือแม้แต่คนทั่วไป) โดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการละเมิดร้ายแรงที่สุด ซึ่งทาง YouTube กำลังพัฒนาเครื่องมือให้เจ้าของลิขสิทธิ์ (เช่น นักดนตรี นักแสดง) สามารถตรวจจับเสียงหรือหน้าของตนที่ถูก AI นำไปใช้ และสั่งลบได้โดยอัตโนมัติ
4. ปกป้องเยาวชน
เนื้อหา Brainrot มักพุ่งเป้าไปที่เด็ก YouTube Kids จะเพิ่มมาตรการคัดกรองเนื้อหาสำหรับเด็กเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กๆ เสพติดเนื้อหาที่ไร้สาระและอาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการ
การสำรวจจาก Oxford Economics และ Kantar เผยตรงกันว่า YouTube ช่วยให้ผู้ใช้งานได้เรียนรู้ทักษะ หรือความรู้ใหม่ๆ ทั้งยังเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความเชื่อถือสูง การปล่อยให้คอนเทนต์ขยะเหล่านี้มีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างอะไรกับปล่อยให้แพลตฟอร์มตายลงไปต่อหน้าต่อตา การเดินหน้ากวาดล้างครั้งนี้นอกจากจะสร้างประโยชน์ให้กับผู้ใช้งาน รวมถึงครีเอเตอร์ ยังเป็นการเรียกความเชื่อมั่นระยะยาวของแพลตฟอร์มให้กลับมาด้วย
Source: Youtube, Bloomberg, Kapwing
