Apple Creator Studio ทลายกำแพงความคิดสร้างสรรค์ เจาะกลุ่มนักศึกษาเพียง 99 บาทต่อเดือน

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ใครที่ตามข่าวทางด้าน Tech ช่วงนี้ คงเห็นแล้วว่า Apple เพิ่งประกาศเปิดตัวชุดแอปพลิเคชันล่าสุดแบบสมัครสมาชิกอย่าง “Apple Creator Studio” ที่รวมเอาเครื่องมือตัวท็อปอย่าง Final Cut Pro, Logic Pro, Pixelmator Pro, Motion, Compressor และ MainStage มามัดรวมกัน ถ้าเป็นช่วงก่อนหน้านี้การจะได้ทุกเครื่องมือมาใช้งานต้องจ่ายแยกเป็นรายเครื่องมือ หรือต้องลงทุนก้อนโตเพื่อซื้อขาดในแต่ละเครื่องมือ

ความพิเศษของการเปิดตัวในครั้งนี้ คือการคิดราคาเหมาแพ็คทั้งหมดเพียง 229 บาทต่อเดือนเท่านั้น!!!

หรือถ้าเป็นนักศึกษาก็จ่ายแค่เพียง 99 บาทเท่านั้น!!!

ด้วยราคาที่เปิดตัวออกมานี้ เรียกว่าเป็นการเขย่าตลาดที่รุนแรงใช้ได้ทีเดียว และอาจเป็น Game Changer ที่น่ากลัวและน่าสนใจที่สุดตั้งแต่ช่วงต้นปี 2026

 

ทุบทลายกำแพงปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์

หนึ่งในปัญหาใหญ่ของการทำงานในยุคดิจิทัล คือเรื่องของต้นทุน Software ที่จะนำมาใช้ค่อนข้างมีราคาแพงมาก ยิ่งถ้าต้องการเข้าถึงเครื่องมือระดับ Professional อย่าง Final Cut หรือ Logic Pro จะยิ่งมีต้นทุนการใช้งานสูง การออกมาประกาศรวมทุกเครื่องมือสำคัญลงไปในแพ็คเกจของ Apple Creator Studio ช่วยสร้างความคุ้มค่า ยิ่งเปิดราคามาแบบท้าทายตลาดที่ 229 บาทต่อเดือน เป็นการทุบกำแพงภาระที่ปิดกั้นลงทันที

ลองถอยออกมาดูภาพกว้าง ปกติแล้วถ้าอยากตัดต่อวิดีโอด้วยเครื่องมือระดับ Pro อาจจะต้องจ่ายราว 9,990 บาทต่อเครื่องมือ หรือถ้าจะทำเพลงประกอบก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก 6,990 บาท ซึ่งจะตัดต่อวิดีโอแบบครบทุกระบบอาจจำเป็นต้องมีเงินลงทุนเริ่มต้นเกือบ 20,000 บาท ถือเป้นต้นทุนที่สูงมากสำหรับเด็กจบใหม่หรือ SME รายเล็กที่ยังไม่ได้มีเงินทุนอะไรมาก

เป็นการใช้กลยุทธ์ความคุ้มค่าที่มาถูกช่วงจังหวะ การเดินเกมกลยุทธ์ครั้งนี้ Apple เน้นการให้ผู้ใช้งานอยู่ใน Ecosystem และเมื่อคนกลุ่มนี้เริ่มชินกับเครื่องมือเหล่านี้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำคลิป หรือเริ่มแต่งเพลง ก็จะเกิด Loyalty Brand แบบไม่รู้ตัว จะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ต้องใช้เครื่องมืออื่นแล้วใช้ไม่เป็น

​ลองจินตนาการถึงครีเอเตอร์ที่เพิ่มเริ่มต้นหรือแบรนด์ SME ขนาดเล็กๆ ที่ต้องตัดต่อวิดีโอเอง แต่ปัญหาใหญ่คือต้องไปนั่งตามหาคลิป หรือการตัดต่อให้วิดีโอเข้ากับจังหวะเพลง Apple แก้โจทย์นี้ด้วยการค้นหาแบบ Transcript Search ที่ช่วยให้พิมพ์ค้นหาคำที่พูดในคลิป AI จะค้นหาช่วงคลิปวิดีโอนั้นขึ้นมาทันที หรือการค้นหาคลิปจากวัตถุในภาพ หรือการใช้ AI วิเคราะห์และตัดต่อวิดีโอให้อัตโนมัติ พร้อมแชร์ลง Social Media ช่วยลด Production Time ลงได้อย่างมากมาย

​หรือในด้านดนตรีประกอบวิดีโอ ที่ช่วยให้สามารถสร้างดนตรีพร้อมใช้งานง่าย และยังสามารถสร้างปรับแต่งเสียงสังเคราะห์ได้ง่ายๆ ทำให้คนที่เป็น Content Creator แต่เล่นดนตรีไม่เก่งสามารถสร้างเพลงที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องลิขสิทธิ์เพลงอีกต่อไป

 

​เจาะพฤติกรรมเข้าถึงคนรุ่นใหม่

การเปิดตัวเครื่องมือในครั้งนี้ Apple ยังให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “ทำแล้วจบ” โดยเฉพาะการนำ Pixelmator Pro มาลง iPad เป็นครั้งแรก นั่นเพราะ Pain Point ในอดีตของกราฟิกดีไซเนอร์ มักจะจบงานบนคอมพิวเตอร์ แม้ทุกอย่างจะทำออกมาเสร็จหมดแล้วบน iPad การมาของ Pixelmator Pro บน iPad ที่รองรับ Apple Pencil เต็มรูปแบบ ทำให้ iPad กลายเป็นเสมือนคอมที่สามารถจบงานออกแบบได้ ช่วยสร้างอิสระให้กับงานสร้างสรรค์ทำที่ไหนก็ได้

นั่นคือเป้าหมายของ ​Apple ในการพยายามสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ (Seamless Experience) ระหว่าง Mac และ iPad ที่ไม่ว่างานจะเริ่มต้นที่อุปกรณ์แต่สามารถจบงานได้ทุกอุปกรณ์ ​นอกจากนี้ การออกแบบหน้าตาแอปฯ ใหม่เป็นการส่งสัญญาณถึงยุคใหม่ของ Apple ที่ต้องการความลื่นไหล สวยงาม และทันสมัย ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

และนั่นนำไปสู่กลยุทธ์การเจาะเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ในระยะยาว เป็นการสร้างความคุ้นเคยและเคยชินให้กับนักศึกษาในการใช้ Final Cut Pro หรือ Logic Pro ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ด้วยการออกแพ็คราคาสุดคุ้มที่นักศึกษาคนไหนก็เข้าถึงได้ด้วยราคา 99 บาทต่อเดือน หรือ 990 บาทต่อปี ซึ่งความคุ้นชินนี้เมื่อเรียนจบและก้าวเข้าสู่การทำงาน จะนำความคุ้นชินเหล่านั้นไปทำงานด้วยเช่นกันและจะเกิดเป็น Brand Loyalty โดยอัตโนมัติ

ที่ผ่านมาหลายแบรนด์มักให้ความสำคัญกับเรื่องของ Hardware แต่หากพิจารณาค่าใช้จ่ายจริง จะพบว่า Hardware จ่ายครั้งเดียวแล้วจบ ในขณะที่ Software หรือแอปฯ ต้องใช้หลายเครื่องมือทำให้ต้องจ่ายมากกว่า บางแอปฯ คิดแบบ Subscription ที่ต้องจ่ายรายเดือนค่อนข้างสูง ทำให้หลายคนมองหาแอปฯ ทดแทนหรือแอปฯ เถื่อน แต่แพ็คเกจของ Apple Creator Studio ช่วยให้สามารถใช้ของแท้เต็มประสิทธิภาพในราคาที่จับต้องได้ เป็นการสร้างความผูกพันให้กับ Apple อีกทาง

​ในแง่ของธุรกิจการลดลงมาเหลือ 229 บาท หรือ 2,290 บาทต่อปี สามารถทดลองใช้ฟรี 1 เดือน ช่วยประหยัดงบประมาณของธุรกิจได้อย่างมหาศาล และยังสามารถ​เพิ่มทักษะให้ทีมงานอีกด้วย กับเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้ทำงานได้สะดวกและรวดเร็ว และด้วยความสามารถในการทำงานข้ามอุปกรณ์เข้ากับรูปแบบการทำงานในปัจจุบันที่สามารถ Work Anywhere สามารถทำงานได้ทั้งบน Mac และ iPad โดยที่ไม่ต้องแบกคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ไปทุกที่ แค่มี iPad Pro เครื่องเดียวสามารถทำงานได้

 

​นั่นทำให้การเปิดตัว Apple Creator Studio ไม่ใช่แค่การลดราคาเพื่อเรียกยอดขาย แต่เป็นการชี้ให้เห็นทิศทางของ Apple หลังจากนี้ที่จะเน้นไปที่ “Creativity is for Everyone” ​แน่นอนว่าในเชิงเทคนิคระดับเทพอาจจะยังมีเครื่องมือที่ละเอียดและซับซ้อนมากกว่านี้ แต่สำหรับคนทั่วไปแล้วนี่คืออาวุธครบมือที่คุ้มค่าที่พร้อมเปิดให้ดาวน์โหลดใช้งานได้ตั้งแต่ 29 มกราคมนี้


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
CLOSE
CLOSE