
ต้องยอมรับว่าสมรภูมิค้าปลีกในไทยเวลานี้ก้าวข้ามคำว่าทะเลเดือด จากการเข้ามาของเทคโนโลยีส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ชนิดที่ไม่จำเป็นต้องเดินเข้าไฮเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อน้ำปลาหรือผงซักฟอกอีกต่อไป ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนที่สูงลิ่ว ทำให้กำลังซื้อหดหาย รวมไปถึงการที่คู่แข่งปรับตัวสู่การเป็น Lifestyle Community
นั่นทำให้ Big C ต้องประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ในงาน “Big C Tenant Conference 2026” ที่เป็นการประกาศรีแบรนด์ครั้งมโหฬารเพื่อความอยู่รอดและการเติบโตในทศวรรษหน้า ภายใต้โจทย์ที่ท้าทายที่ต้องการเปลี่ยน Big C จากแหล่งช้อปปิ้ง ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนอยากมาใช้ชีวิต
เปลี่ยนห้างฯ ให้เป็นพื้นที่ของทุกคน
โดย คุณอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาถึงอดีตที่ Big C เคยโฟกัสเรื่องผลตอบแทนที่เน้นสร้าง Hypermarket ใหญ่ๆ เพื่อดึงคน แล้วปล่อยพื้นที่เช่าโดยไม่ได้ดูแลพันธมิตร (Tenant) อย่างใกล้ชิด ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ที่ไม่ประทับใจ ร้านค้าอยู่ไม่ได้ และกลายเป็นสถานที่น่าเบื่อในสายตาคนรุ่นใหม่

การปรับเปลี่ยนสู่ Big Vision ในครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ให้เช่าสู่การเป็น Platform & Ecosystem โดยเปลี่ยนจากการเน้นที่ยอดขายมาให้ความสำคัญกับความถี่ในการมาใช้บริการ โดยเฉพาะการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้มาได้ทุกสัปดาห์หรือทุกวัน ด้วยการสร้างความผูกพันผ่าน Community ทั้ง 7,456 ตำบลทั่วไทย โดยนำ Data สมาชิก Big Point กว่า 22 ล้านราย มาวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อสร้างอีเวนต์และบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกว่า เป็นพื้นที่ของทุกคน
โดย Big C ได้วางกลยุทธ์ผ่าน 4 มิติหลักทั้ง เรื่องกิน ที่จะดึงดูดผู้คนได้ทุกวัน โดยมุ่งเน้นสร้างประสบการณ์ผ่านร้านเด็ด ร้านดัง หรือร้านในตำนานของแต่ละท้องถิ่น (Hidden Gems) ผสมผสานกับร้านเชนยอดนิยม พร้อมกับการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ ชีวิตประจำวัน (Everyday Life) ด้วยการเป็น Community พร้อมด้วยมุม Co-Working Space ที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แวะมานั่งทำงานหรืออ่านหนังสือตากแอร์ฉ่ำๆ สร้างภาพจำที่ Big C ไม่ต้องช้อปปิ้งก็มาได้
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับ เวลาของครอบครัว (Family Time) ด้วยการสร้างพื้นที่ให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวใช้เวลาร่วมกัน เพื่อให้ Big C เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำในครอบครัว และหัวใจสำคัญที่สุดคือการสร้าง ความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Belonging) ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วม เช่น การจัดงานเทศกาลท้องถิ่น ลานกิจกรรม หรือพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ เปลี่ยนจากผู้บริโภคทั่วไปให้กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่จะผูกพันกันในระยะยาว
บุกตลาด Segmentation อัปเกรดทุกฟอร์แมต
การปรับตัวของ Big C ในครั้งนี้จะหันมาเล่นเกม Segmentation ผ่านรูปแบบที่หลากหลายรวมกว่า 1,696 สาขาทั่วประเทศ โดย คุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เตรียมแผนการปรับบทบาทหน้าที่ของแต่ละรูปแบบให้ชัดเจนใน Big Move เพื่อตอบพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้น
เริ่มจาก Big C Place ที่จะปรับใหม่จำนวน 153 สาขา ซึ่งทำหน้าที่เป็น Town Center หลักหรือเป็นพื้นที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตของจังหวัดนั้นๆ ขณะที่ Big C Market จะปรับใหม่จำนวน 36 สาขา โดยถูกวางให้เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่เจาะเข้าถึงชุมชนเพื่อสร้างความใกล้ชิดให้มากขึ้น ส่วน Big C Foodplace จะปรับใหม่จำนวน 17 สาขา โดยเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ในเมืองเป็นหลัก โดยเน้นการคัดสรรสินค้าคุณภาพและความต้องการระดับพรีเมียม

ในฝั่งของ Big C Mini ที่จะมีการปรับเปลี่ยนจำนวนมากที่สุดถึง 1,490 สาขา จะถูกยกระดับจากร้านสะดวกซื้อทั่วไปให้กลายเป็น Life Fulfilment Store ที่ช่วยเติมเต็มทุกภารกิจการช้อปปิ้งของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ทั้งการซื้อของสดหรือของใช้ด่วน
นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์ในส่วนของ Big C Place ที่จะช่วยสร้างโอกาสพันธมิตรร้านค้าเช่า (Tenant) ทั้ง ARRIVE ด้วยการดึงดูดทั้งการซื้ออาหาร ของใช้จำเป็น หรือทำธุรกรรมต่างๆ ผ่าน FLOW ด้วยการออกแบบผังร้านค้าให้สามารถนำทางและกระจายผู้บริโภคให้เดินทั่วถึงทุกโซน และไปสู่ SHOP ที่จะเพิ่มโอกาสให้ร้านค้าพันธมิตรถูกมองเห็นและนำไปสู่การขายสินค้าได้
Big C ปรับบทบาทใหม่หนุนพันธมิตร
เมื่อเจาะลงไปถึงการสร้างโอกาสให้กับพันธมิตรร้านค้า ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนความสัมพันธ์แบบผู้เช่า ให้กลายมาเป็น ecosystem โดย Big C จะนำ Data มาใช้ในการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายเพื่อวางปฏิทินกิจกรรมที่ผสมผสานทั้งอีเวนต์ใหญ่ตามเทศกาลและกิจกรรมประจำสัปดาห์ โดยจะดึงให้กิจกรรมมีส่วนร่วมกับร้านค้าหลัก ซึ่งจะช่วยให้มีผู้บริโภคไหลเวียนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อดึงดูดผู้บริโภคเข้าพื้นที่ได้แล้ว การสร้างบรรยากาศที่ช่วยให้ผู้บริโภคใช้เวลาในห้างฯ มากขึ้น ทั้งการออกแบบเส้นทางเดินช้อปปิ้งที่เชื่อมโยงโซนต่างๆ เข้าด้วยกัน พร้อมพื้นที่พักผ่อนที่สะดวกสบาย ควบคู่กับกิจกรรมสำหรับครอบครัวที่จัดขึ้นเป็นประจำ นำไปสู่โอกาสการสร้างยอดขาย โดย Big C จะช่วยร้านค้าทั้ง การจัดโปรโมชั่นร่วม คูปองส่วนลด และข้อเสนอที่เจาะจงรายบุคคลผ่านรูปแบบอย่าง “สะสมแต้มง่าย แลกได้ทุกวัน”

นอกจากนี้ Big C ยังพร้อมเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ ทั้งการทำ Business Review ด้วยการจับเข่าคุยเพื่อแก้ปัญหาและหาโอกาสเติบโต พร้อมนำระบบ Supply Chain มาช่วยบริหารจัดการต้นทุน โดยใช้โมเดล Inventory Management ที่ให้ร้านอาหารในห้างฯ สามารถเบิกวัตถุดิบสดใหม่จากซูเปอร์มาร์เก็ตของ Big C ไปใชได้ทันที และยังเปิดพื้นที่เป็น Sandbox ให้พันธมิตรได้เข้ามาทดลองโมเดลร้านค้าใหม่ๆ (Pop-up Store) เพื่อทดสอบตลาด
โดย Big C ได้เตรียมแผนการพัฒนาตั้งแต่ 2026-2030 โดยเตรียมแผนรีโนเวทสาขาเดิมถึง 66 แห่ง เพื่อพลิกโฉมให้ทันสมัยและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างสาขาใหม่เพิ่มอีก 18 แห่ง ในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ โดยเฉพาะในปี 2026 นี้ปีเดียว มีโครงการที่จ่อคิวเปิดตัวและปรับปรุงรวมกว่า 19 โครงการ
นอกจากนี้ยังปฏิวัติโซน Food Court ครั้งใหญ่เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจ เริ่มจากการยกระดับทั้งดีไซน์ให้สว่างและเดินสะดวก พร้อมทั้งนำร้านดังระดับตำนานและร้าน Michelin Guide มารวมไว้ในที่เดียว จัดเต็มด้วยกิจกรรมและโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อให้ศูนย์อาหารกลายเป็นอีกหนึ่งแม่เหล็กที่ดึงดูดผู้บริโภค
เปิดตัว Big C The Color ภาพจำใหม่
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของการรีแบรนด์ครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการฉีกกฎเดิมของ Big C ไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการเปิดตัวโมเดลใหม่ “Big C The Color” ในรูปแบบ Lifestyle Mall เต็มรูปแบบ ที่ก้าวข้ามกรอบเดิมของห้างสรรพสินค้าภายใต้คอนเซปต์ “The Place to Live” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างมีสีสันได้ตลอดทั้งวัน โดยเตรียมสาขาแรกที่แจ้งวัฒนะบนพื้นที่กว่า 50,000 ตร.ม. ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ Big C สาขาแรก ก่อนเตรียมเป้าขยายอีก 8-10 สาขาภายในปี 2030

พื้นที่แจ้งวัฒนะถือเป็นทำเลที่มีศักยภาพ High-Demand Zone อย่างแท้จริง โดยเป็นพื้นที่ที่มีประชากรสูงถึง 800,000 คน ครอบคลุมทั้งหลักสี่ ดอนเมือง ปากเกร็ด และเมืองนนทบุรี รายล้อมด้วยที่พักอาศัยกว่า 200 โครงการและสถานศึกษาที่มีนักเรียนนักศึกษากว่า 256,000 คน ในรัศมี 7 กิโลเมตร พร้อมระบบการเดินทางที่สมบูรณ์แบบ เชื่อมต่อถนนแจ้งวัฒนะและสรงประภา และยังมีรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีแจ้งวัฒนะ 14 แบบก้าวลงจากสถานีก็ถึงหน้าศูนย์ฯ ทันที
Big C The Color ถูกออกแบบมาให้เป็นบริการแบบ 24/7 หรือ Day-to-Night Lifestyle Hub โดยมีการออกแบบให้ชั้น G และ 2 เป็นโซนอาหารและคาเฟ่ (Lifestyle & Quick Restaurant) ผสมผสานกับ Big C Store รูปแบบใหม่บนพื้นที่ขนาด 4,000 ตร.ม. ส่วนชั้น 3 จะเป็นโซนธนาคารและไอที ที่ชั้น 4 จะเป็นโซนบันเทิง สุขภาพ และความงาม ที่สำคัญชั้นดาดฟ้า (Rooftop) ถูกเนรมิตให้เป็น “Bar & Restaurant Late Night” แหล่งแฮงก์เอาต์แห่งใหม่พร้อมวิวเครื่องบินขึ้นลง
ภายในโครงการยังได้รับการออกแบบภายใต้ Design DNA ที่เน้นความสำคัญกับการเดินที่สะดวกสบาย ผสานกับพื้นที่สีเขียวที่สอดแทรกเพื่อความยั่งยืน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันสำหรับทุกคน และยังใส่ใจกับ Pet-friendly ที่เอาใจคนรักสัตว์ รวมถึงพื้นที่ Co-working Space ส่งผลให้ The Color ยกระดับจากแหล่งช้อปปิ้งทั่วไป สู่การเป็น Community ที่เชื่อมโยงผู้คน แบรนด์ และย่านเข้าไว้ด้วยกัน

การรีแบรนด์ของ Big C ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ประสบการณ์สำคัญกว่าการขายสินค้า การขยับตัวครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายที่แท้จริง ซึ่งต้องติดตามดูว่า จะสามารถเปลี่ยนรูปแบบองค์กร และปรับปรุงสาขาเก่าให้มีความใหม่ได้เร็วแค่ไหน ท่ามกลางคู่แข่งก็พร้อมปรับตัวเป็น ศึกนี้คนที่จะบอกได้ว่าใครชนะคือผู้บริโภคที่จะถูกใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มากน้อยแค่ไหน
