สมาคมการตลาดฯ เผยแนวฝ่าวิกฤต “โลกเปราะบาง” พร้อมเตรียมจัดงานครอบรอบ 60 ปี

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องใหญ่ระดับโลกในตอนนี้ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยคือสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) มองว่านี่เป็นช่วงที่โลกกำลังเผชิญความ “เปราะบาง” มากที่สุด โดยเฉพาะปรากฎการณ์ Uncertainty ขั้นสุด ​จากความกังวลต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก และนำไปสู่วิกฤต Supply Shortage

สิ่งที่ตามมาคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนโหมดเข้าสู่สภาวะ “เดี๋ยวค่อยซื้อ” หรือ No Consumption เพราะไม่กล้าควักกระเป๋าจ่ายในยุคที่มองไม่เห็นอนาคต สร้างความกังวลต่อธุรกิจในการหาวิธีพลิกเกมในกระดานที่เต็มไปด้วยวิกฤต แต่ก็ยังพอมีทางออกผ่านมุมมองของ ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และ ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรมการสื่อสาร และการตลาดยั่งยืน สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

ตั้งรับวิกฤตด้วย “สติ” และ “ความร่วมมือ”

​โดย ดร.บุรณิน ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า เมื่อผู้บริโภคหยุดนิ่ง ธุรกิจมักจะเลือกวิธี “จำศีล” เพื่อประหยัดงบ แต่การหยุดนิ่งท่ามกลางพายุอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนเสมอไป สิ่งแรกที่นักธุรกิจต้องมีคือ “สติ” อย่ากลัวจนเกินไป ไม่ประมาทแต่ก็ต้องไม่สร้างกำแพงป้องกันตัวเองจนขยับตัวไม่ได้

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

​เมื่อสติมาแล้ว สิ่งต่อมาที่ต้องคว้าไว้คือ Marketing Intelligence ในยุคที่โลกโซเชียลเต็มไปด้วยข่าวลวงหรือแม้แต่ข่าวที่สร้างจาก AI ข้อมูลที่แท้จริงคือขุมทรัพย์ บางครั้งการย้อนกลับไปใช้วิธีสุดคลาสสิกอย่างการยกหูโทรศัพท์พูดคุยกับคู่ค้าโดยตรง กลับทำให้ได้ข้อมูล Insight เชิงลึกและได้ใจมากกว่าการนั่งมอนิเตอร์กระแสในโซเชียลเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ในภาวะวิกฤต Partnership หรือความเป็นเพื่อนจะเป็นเกราะป้องกันชั้นดี การเกื้อกูลและไม่เอาเปรียบคู่ค้า จะช่วยให้ซัพพลายเชนไม่สะดุดและผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ ​ขณะเดียวกัน ธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับ Productivity หรือการใช้ทรัพยากรให้น้อยแต่ได้ผลผลิตเท่าเดิมหรือมากกว่า ผสานไปกับการทำการตลาดแบบตรงจุด ไม่เน้นหว่านแห

และที่ขาดไม่ได้คือ การสร้างความร่วมมือร่วมใจ ซึ่งวิกฤตจะผ่านพ้นไปได้ต้องอาศัยการจับมือกัน ทั้งระหว่างเอกชนด้วยกันเอง และรัฐกับเอกชน เหมือนที่ประเทศญี่ปุ่นได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

กลยุทธ์ฝ่าวิกฤตระยะยาวด้วย “4R”

​นอกจากนี้ ดร.บุรณิน ยังได้เสริมแนวทางเมื่อธุรกิจสามารถตั้งหลักได้แล้ว จะเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจต้องวางโครงสร้างใหม่ เพื่อรับมือกับโลกที่ไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิม ด้วยกลยุทธ์ 4R ​เริ่มต้นจากการ Redefine หรือการนิยามการตลาดรูปแบบใหม่ ธุรกิจต้องหันมาสร้าง Local Content รวมถึงขยายตลาดเพื่อกระจายความเสี่ยงและค้นหาโอกาสจากน่านน้ำใหม่ๆ

ตามมาด้วย Resilience การสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน จิตใจของผู้นำและคนในองค์กรต้องแข็งแกร่ง ล้มแล้วต้องลุกให้ไว พร้อมปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ​เพื่อให้เกิดการ Reform หรือการปฏิรูปองค์กรให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงใหม่ของโลกที่กำลังก่อตัวขึ้น

และปิดท้ายด้วยการ Redesign กล้าที่จะนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมด เพื่อลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น

ทางรอด 4 แนวทางสำหรับธุรกิจ SME

​ทางด้าน ผศ. ดร.เอกก์  ชี้ให้เห็นถึงทางรอดสำหรับผู้ประกอบการ SME ที่อาจจะไม่ได้มีสายป่านยาวนักและมีเงินทุนค่อนข้างจำกัด โดยเน้นว่าการทำตลาดในช่วงที่คนชะลอการใช้จ่าย จำเป็นอย่างยิ่งที่ธุรกิจต้องรู้จักพลิกแพลงเทคนิคให้เข้ากับสถานการณ์ เริ่มจาก

ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรมการสื่อสาร และการตลาดยั่งยืน สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

“น้อยแต่มาก” ในยุคที่คนไม่กล้าควักเงินก้อนใหญ่ แบรนด์ต้องปรับตัวเน้นขายสินค้าไซส์เล็กราคาถูกที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น ซื้อได้บ่อยขึ้น เช่น ปรากฏการณ์ “ครีมซอง” ในร้านสะดวกซื้อ ที่ตอบโจทย์การควักจ่ายทันทีโดยไม่ต้องคิดเยอะ

“ลึกแต่กว้าง” ด้วยการหันไปโฟกัสกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงมากๆ หรืออาจจะเป็นกลุ่ม Niche Market แต่แฝงไปด้วยกำลังซื้อสูงและไม่มีคู่แข่งมาแย่งชิงตลาด เช่น บริษัททัวร์ที่จับกลุ่มนักท่องเที่ยวพิการชาวเยอรมัน หรือโมเดลธุรกิจคาเฟ่หมาแมวพิการที่สร้าง Value เชิงลึกจนเกิดความผูกพันและได้ฐานลูกค้าที่กว้างขวางระดับโลก

​- “เงียบแต่ดัง” ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน การใช้เงินทุนมากเกินไปอาจส่งผลกระทบได้ ต้องเลิกทุ่มงบไปกับการสื่อสารแบบ Mass แล้วหันมาใช้เทคโนโลยีในการยิงโปรโมชันเข้าหาส่วนบุคคลโดยเฉพาะเจาะจง นอกจากนี้ยังต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการทำ GEO (Generative Engine Optimization) เพื่อให้ AI ค้นหาแบรนด์เจอ

“ถูกและดี” ถือเป็นเรื่องสำคัญทื่สุด การรู้จักใช้งบประมาณที่จำกัดเพื่อสร้างผลลัพธ์มหาศาล เช่น แคมเปญเปลี่ยนถังไก่ทอดเป็นกล่องถนอมอาหารที่ลงทุนเพียงไม่กี่ล้าน แต่คนต่อคิวแย่งซื้อจนกลายเป็นไวรัล นอกจากจะใช้ต้นทุนที่น้อยแล้ว ยังสามารถสร้าง Brand Awareness กลับไปแบบเต็มๆ

60 ปี MAT เชิดชูตำนานนักการตลาด

​ท่ามกลางวิกฤตที่ถาโถม “นักการตลาด” คือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และเพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของวิชาชีพนี้ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) ในโอกาสครบรอบ 60 ปี ได้จับมือกับ ภาควิชาการตลาด Chulalongkorn Business School (CBS) เตรียมจัดงานใหญ่ระดับทศวรรษ ด้วยการจัดพิธีเชิดชูเกียรติสุดยอดนักการตลาดเข้าสู่ “Thailand Marketing Hall of Fame” ซึ่งเป็นงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่จัดขึ้นเพียงทุกๆ 10 ปีเท่านั้น

โดย ดร.บุรณิน อธิบายว่า “งานนี้จัดขึ้นเพื่อสะท้อนให้เห็นว่านักการตลาดไทยคือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรและประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า” ขณะที่ ผศ. ดร.เอกก์ เสริมว่า “ความพิเศษในปีนี้คือความเข้มข้นของการคัดเลือกที่นำฐานข้อมูลสถิติที่เก็บสะสมมากว่า 10 ปีจาก CBS มาผสานกับคณะกรรมการสรรหาทำให้รางวัลนี้โปร่งใสและทรงเกียรติสูงสุด”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 60 ปี มีเพียง 14 ท่านเท่านั้นที่ได้จารึกชื่อในประวัติศาสตร์นี้ อาทิ ดร.เทียม โชควัฒนา, คุณบัญชา ล่ำซำ, นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ และ คุณชาตรี โสภณพนิช เป็นต้น และในปีนี้ยังมีความพิเศษเพิ่มขึ้น กับรางวัลใหม่ “Most Inspiring Marketeers Award” เพื่อยกย่องนักการตลาดผู้สร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอีกด้วย

​วิกฤตสงครามและเศรษฐกิจในวันนี้ อาจดูน่ากลัวและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่หากธุรกิจรู้จักตั้งสติ ใช้ข้อมูลที่แม่นยำ จับมือพันธมิตรให้แน่น และรู้จักพลิกแพลงกลยุทธ์ตามแนวทางสมาคมนักการตลาดฯ วิกฤตนี้อาจเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตครั้งใหม่


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Gigolo
เมื่อเทคโนโลยีอยู่ใกล้กับชีวิตทุกคน มารู้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อใช้มัน แต่อย่าให้เทคโนโลยีมันใช้เรา