
ประเด็นร้อนในแวดวงเซเลบริตี้ระดับโลกวันนี้พุ่งเป้าไปที่ บรู๊คลิน เบ็คแฮม (Brooklyn Beckham) ทายาทคนโตของเดวิดและวิคตอเรีย หลังจากที่เขาออกมาเปิดเผยถึงความขัดแย้งภายในครอบครัวผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ‘สิทธิ์ในชื่อ’ (Name Rights) ที่เจ้าตัวแฉว่าครอบครัวเคยขอให้เซ็นสละสิทธิ์ในชื่อตัวเองซึ่งจะมีผลกระทบต่อทิศทางรายได้ของเขาอย่างมาก
เหตุการณ์นี้ได้จุดชนวนให้สังคมหันมาสนใจสถานะทางการเงินที่แท้จริงของบรู๊คลิน รวมถึงมูลค่าทรัพย์สินร่วมกับภรรยาสาว นิโคลา เพลท์ซ (Nicola Peltz) อีกครั้ง
แม้การเป็น ‘Nepo Baby’ (ลูกคนดังที่ได้โอกาสจากชื่อเสียงพ่อแม่) จะมาพร้อมกับแรงกดดันมหาศาล แต่มันก็มาพร้อมข้อดีที่ทำให้สามารถทดลองเส้นทางอาชีพเพื่อค้นหาตัวเองได้ บรู๊คลินผ่านประสบการณ์ในหลากหลายอุตสาหกรรม เขาเคยเป็นนักฟุตบอลเยาวชน นายแบบ และช่างภาพ ปัจจุบันเขาโฟกัสไปที่การเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur) และอินฟลูเอนเซอร์ด้านอาหาร โดยมีธุรกิจหลักดังนี้:
– Cloud23 (ธุรกิจซอสพริก): แบรนด์ซอสพริกระดับพรีเมียมที่เขาเป็นผู้ก่อตั้ง วางจำหน่ายในห้าง Whole Foods สหราชอาณาจักร เขาใช้ฐานผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียกว่า 16 ล้านคนในการทำการตลาดโดยตรง (Direct-to-Consumer) ล่าสุดเขากำลังพยายามจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพิ่มเติมเพื่อขยายไลน์สินค้า
– WESAKE (เครื่องดื่มแอลกอฮอล์): บรู๊คลินเป็นผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์สาเกญี่ปุ่น โดยร่วมมือกับโรงกลั่นเก่าแก่ในเมืองโกเบ เพื่อเจาะตลาดเครื่องดื่มไลฟ์สไตล์
– Content Creator & Chef: เขาผลิตรายการทำอาหารออนไลน์ Cookin’ With Brooklyn และร่วมมือกับแพลตฟอร์มอย่าง UberEats ในการทำร้านอาหารป๊อปอัพเมนูพิเศษ
– โปรเจกต์อื่นๆ: ล่าสุดเขาเริ่มเข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตด้วยการร่วมแคมเปญฝึกซ้อมกับ Formula E และก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือสุนัขร่วมกับภรรยา
ข้อมูลล่าสุดในปี 2025 จาก Celebrity Net Worth และรายงานข่าวต่างๆ ระบุว่า บรู๊คลินมีมูลค่าทรัพย์สินส่วนตัว (Personal Net Worth) อยู่ที่ประมาณ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 330 ล้านบาท) รายได้หลักมาจากการเป็นพรีเซนเตอร์แบรนด์สินค้า (Endorsements) งานถ่ายแบบ และธุรกิจส่วนตัว
ในขณะที่เมื่อรวมกับภรรยา นิโคลา เพลท์ซ ทายาทนักลงทุนระดับมหาเศรษฐี ทั้งคู่มีมูลค่าทรัพย์สินรวมกันสูงถึง 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2 พันล้านบาท) ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าบรู๊คลินมีฐานทุนที่แข็งแกร่งพอที่จะลงทุนและรับความเสี่ยงทางธุรกิจได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพากงสีตระกูลเบ็คแฮม
เมื่อบรู๊คลินเปิดเผยว่า พ่อแม่ของเขาขอให้เซ็นสัญญาโอน ‘สิทธิ์ทางการค้าในชื่อและภาพลักษณ์‘ คืนให้กับครอบครัวก่อนงานแต่งงานในปี 2022 เขาปฏิเสธข้อเสนอนี้เพื่อรักษาอำนาจในการควบคุมทิศทางธุรกิจของตนเอง เพราะสิทธิ์ในชื่อและภาพลักษณ์เป็นองค์ประกอบสำคัญของรายได้คนดัง
ต้องทำความเข้าใจว่า Name and Image Rights หรือ Publicity Rights มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงพาณิชย์:
– คำนิยาม: คือสิทธิ์ตามกฎหมายที่มอบอำนาจให้บุคคลควบคุมการนำ ‘อัตลักษณ์’ ของตนไปใช้แสวงหากำไร ครอบคลุมทั้ง ชื่อจริง, ชื่อเล่น, ภาพถ่าย, วิดีโอ, เสียง, ลายเซ็น และบุคลิกท่าทาง
– มูลค่าทางธุรกิจ: สิทธิ์นี้เปลี่ยน ‘ตัวตน’ ให้กลายเป็น ‘ทรัพย์สินทางปัญญา’ (Intellectual Property) แบรนด์ต่างๆ ต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อสิทธิ์นี้ในการจ้างพรีเซนเตอร์ หากบรู๊คลินเซ็นสัญญาโอนสิทธิ์ รายได้จากสัญญาทุกฉบับที่ใช้ชื่อ ‘Beckham’ หรือหน้าตาของเขา จะต้องผ่านการอนุมัติหรือแบ่งรายได้เข้าสู่บริษัทของครอบครัว
– การควบคุมแบรนด์ (Brand Control): หากสูญเสียสิทธิ์นี้ บรู๊คลินอาจไม่สามารถใช้ชื่อตัวเองทำธุรกิจซอสพริก Cloud23 หรือรับงานโฆษณาที่ขัดกับภาพลักษณ์แบรนด์หลักของครอบครัวเบ็คแฮมได้
การรักษา ‘สิทธิ์ในชื่อ‘ ไว้กับตัว ทำให้บรู๊คลินมีความยืดหยุ่นในการรับงานโฆษณา การเป็นพรีเซนเตอร์ และการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ได้โดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติหรือโครงสร้างทางธุรกิจของอาณาจักรเบ็คแฮม
แต่ในทางกลับกัน เขาต้องเผชิญกับความท้าทายในสนามธุรกิจจริงโดยไร้เกราะป้องกันจากทีมกฎหมายระดับโลกของพ่อแม่ ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านแบรนด์และลิขสิทธิ์ที่หลากหลายภายใต้ชื่อของครอบครัวมาอย่างยาวนาน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีล่าสุดที่แบรนด์ซอสพริกของเขาพยายามจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าชื่อ ‘Becks Buns’ แต่ถูกบริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Beck’s ยื่นคัดค้านเนื่องจากชื่อมีความคล้ายคลึงกัน นี่คือบททดสอบสำคัญที่พิสูจน์ว่า การสร้างอาณาจักรด้วยชื่อตัวเองในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง เป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งกลยุทธ์และทีมกฎหมายที่เชี่ยวชาญ
แม้ผลกระทบทางการเงินจากดราม่าครั้งนี้อาจต้องรอดูกันในระยะยาว แต่กรณีของบรู๊คลินสะท้อนให้เห็นความซับซ้อนเมื่อ ‘ความสัมพันธ์ส่วนตัว‘ มาทับซ้อนกับ ‘ผลประโยชน์ทางธุรกิจ‘ โดยเฉพาะในตระกูลดังระดับโลก
จากนี้ไป อนาคตของบรู๊คลินจึงขึ้นอยู่กับกึ๋นในการบริหารแบรนด์และลิขสิทธิ์ที่เขามีอยู่ในมือ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ชี้วัดว่า เขาจะสามารถสร้างรายได้มหาศาลและยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองได้อย่างมั่นคงหรือไม่
