เปิดกลยุทธ์ Unilever สู่เป้า Net Zero 2039 ความยั่งยืนที่ไม่ใช่แค่ CSR แต่คือเครื่องมือสร้างความเติบโตให้ธุรกิจ

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้มองแค่ “ราคา” แต่ตั้งคำถามไปถึง “ความรับผิดชอบ” ของแบรนด์ต่อโลก การทำธุรกิจแบบเดิมๆ อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป และดูเหมือนว่ายักษ์ใหญ่แห่งวงการสินค้าอุปโภคบริโภคอย่าง Unilever จะเข้าใจเกมนี้เป็นอย่างดี การประกาศเป้าหมายใหญ่ “Net Zero ภายในปี 2039” จึงไม่ใช่แค่การสร้างภาพ แต่เป็นการยกเครื่องกลยุทธ์ทางธุรกิจครั้งสำคัญ ที่มีเทคโนโลยีและ AI เป็นพลังในการขับเคลื่อน

Marketing Oops! จะพาไปถอดรหัสเบื้องหลังแผนการที่ท้าทายนี้ ว่า Unilever กำลังจะเปลี่ยนโลกและสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจไปพร้อมกันได้อย่างไร

จาก “โลกป่วย” สู่ “แผนปฏิบัติการ” ที่วัดผลได้จริง

Unilever เริ่มต้นจากการยอมรับความจริงที่ว่า “ธุรกิจอยู่ไม่ได้ในโลกที่ป่วย” ปัญหาโลกร้อน, มลพิษพลาสติก, หรือความเสื่อมโทรมของธรรมชาติ ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อซัพพลายเชนและผู้บริโภค ดังนั้น Unilever จึงประกาศแผนปฏิบัติการเพื่อความยั่งยืน (Growth Action Plan 2030) ที่สามารถบริหารความเสี่ยงและสร้างการเติบโตในระยะยาวจริงๆขึ้นมา

โดยมีเป้าหมายด้านความยั่งยืน 15 ข้อ ภายใต้ 4 หัวข้อหลักที่ชัดเจนและท้าทาย

1. Climate มุ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

ภายในปี 2030

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 & 2 ลง 100% (เทียบกับปี 2015)
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 ภาคพลังงานและอุตสาหกรรมลง 42% (เทียบกับปี 2021)
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 ภาคป่าไม้, ที่ดิน และเกษตรกรรมลง 30.3% (เทียบกับปี 2021)

2. Nature ปกป้องและฟื้นฟูธรรมชาติ

ภายในปี 2030

  • ฟื้นฟูการเกษตร 1 ล้านเฮกตาร์
  • ฟื้นฟูระบบนิเวศทางธรรมชาติ 1 ล้านเฮกตาร์
  • จัดหาพืชผลหลักอย่างยั่งยืนให้ได้ 95%
  • ไม่มีการตัดไม้ทำลายป่าที่เชื่อมโยงกับซัพพลายเชน

3. Plastics หยุดขยะพลาสติก

  • ภายในปี 2028 ลดการใช้พลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) ลง 40% (เทียบกับปี 2019)
  • บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดต้อง ใช้ซ้ำ, รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้ 100% (ภายในปี 2030 สำหรับบรรจุภัณฑ์แข็ง และ 2035 สำหรับบรรจุภัณฑ์ยืดหยุ่น)

ภายในปี 2025

  • ใช้พลาสติกรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์ 25%
  • เก็บและแปรรูปบรรจุภัณฑ์พลาสติกให้ได้มากกว่าที่ขายออกไป

4. Livelihoods) ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน

ภายในปี 2026

  • ซัพพลายเออร์ 50% ได้รับค่าจ้างในระดับที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพ (Living Wage)
  • เกษตรกรรายย่อย 250,000 ราย เข้าถึงโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต
  • ธุรกิจ SME ในเครือข่ายค้าปลีก 2.5 ล้านราย สามารถเติบโตได้

AI และ Digital Twin: “ทางลัด” สู่ความยั่งยืนที่ไม่ต้องลองผิดลองถูก

ความท้าทายหลักของการทำเรื่อง Sustainability คือ “ช้า, แพง, และซับซ้อน” Unilever จึงเดิมพันครั้งใหญ่กับการใช้เทคโนโลยีและ AI เข้ามาเป็น “คันเร่ง” เพื่อทลายข้อจำกัดเหล่านี้

  • คิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์รักษ์โลก: ทีมนักวิจัยใช้ AI ช่วยสแกนและวิเคราะห์ข้อมูลจากวารสารทางวิทยาศาสตร์กว่าแสนฉบับ เพื่อค้นหาสารทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้เร็วยิ่งขึ้น ทำให้ลดระยะเวลาการพัฒนาสินค้าจากหลักหลายเดือน เหลือเพียงหลักวัน ตัวอย่างที่เห็นผลแล้วคือ “ซันไลต์” ที่ใช้สารทำความสะอาด RhamnoClean ซึ่งเป็นเอนไซม์จากธรรมชาติ ย่อยสลายได้ 100%
  • โรงงานอัจฉริยะลด Waste เป็นศูนย์: แทนที่จะต้องทดลองปรับกระบวนการผลิตจริงซึ่งสิ้นเปลือง Unilever ใช้เทคโนโลยี Digital Twin สร้างโรงงานเสมือนจริงขึ้นมา ทำให้สามารถจำลองและปรับเปลี่ยนไลน์การผลิตเพื่อลดของเสียได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการผลิตได้ถึง 40%
  • จับมือ Supplier :Unilever ไม่ได้ทำเรื่องนี้คนเดียว แต่ดึงซัพพลายเออร์เข้ามาร่วมด้วยผ่าน “Supplier Climate Program” ที่เข้าไปให้ความรู้และเครื่องมือ เพื่อให้คู่ค้าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเติบโตไปพร้อมกัน

ต้อง “ทำให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วม”

กลยุทธ์ที่น่าสนใจของ Unilever ก็คือการทำให้ความยั่งยืนกลายเป็นเรื่องง่ายและจับต้องได้สำหรับผู้บริโภค

ยกตัวอย่างเช่นผลิตภัณฑ์ซักผ้า “บรีส สูตรซักด่วน” ที่เกิดจากการใช้ AI วิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน Unilever ก็เลือกใช้บรรจุภัณฑ์แบบถุงเติม (Refill) เพื่อลดการใช้ Virgin Plastic และกระตุ้นให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะการผลิตขวดพลาสติก 1 ใบ ต้องใช้พลาสติกใหม่จากเชื้อเพลิงฟอสซิลจำนวนมหาศาล ซึ่งสร้าง carbon footprint ตลอดกระบวนการ

คุณณัฏฐิณี เนตรอำไพ ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร องค์กรสัมพันธ์ และความยั่งยืน Unilever

คุณโอ๋-ณัฏฐิณี เนตรอำไพ ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร องค์กรสัมพันธ์ และความยั่งยืน กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกจากฝั่งผู้บริโภคว่า

“จากที่เราดู Data เมื่อก่อนเรื่องความยั่งยืนอาจจะอยู่อันดับที่ 50 ตอนนี้ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 20 แล้ว ผู้บริโภคเริ่มเลือกสินค้าจากสิ่งที่เขารู้สึกว่าสามารถมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้”

Sustainability คือหนทางสู่ธุรกิจที่ยั่งยืนในอนาคต

การเดินทางสู่ Net Zero ของ Unilever สะท้อนภาพใหญ่ของโลกธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนไป โดยจะกลายเป็น “แกนหลักของกลยุทธ์ธุรกิจ” (Core Business Strategy) ที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาวได้

แต่แน่นอนว่าเส้นทางนี้ก็ไม่ได้ง่าย โดยเฉพาะความท้าทายใน Scope 3 ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมโดยตรง เช่น การพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าของประเทศที่ยังมาจากฟอสซิลเป็นหลัก และระบบการจัดเก็บขยะที่ยังต้องพัฒนา Unilever จึงไม่ได้ทำเพียงลำพัง แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมเพื่อผลักดัน “กฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility)” ซึ่งจะสร้างกลไกให้ผู้ผลิตทุกรายต้องรับผิดชอบบรรจุภัณฑ์ของตัวเอง

คุณโอ๋ ได้ทิ้งท้ายถึงมุมมองด้านการลงทุนไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ความยั่งยืนยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงอยู่ ซึ่งทั้งหมดนี้ Unilever รับไว้เองเป็นต้นทุนของเรา และเราไม่ได้ส่งต่อราคานี้ให้กับผู้บริโภค เพราะเรามองเรื่องนี้ว่าเป็นการลงทุนเพื่อความยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจในระยะยาว”

สิ่งนี้ตอกย้ำว่า Unilever ไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นภาระแต่เป็นการลงทุนที่จำเป็น นี่นับเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่า แบรนด์ที่ต้องการจะเติบโตและเป็นที่รักของผู้บริโภคในอนาคตได้ก็ต้องสามารถตอบคำถามให้ได้ว่า “แบรนด์ของคุณกำลังทำอะไรเพื่อโลกใบนี้” เพราะนั่นอาจเป็นคำถามที่สำคัญกว่า “สินค้าของคุณทำอะไรได้บ้าง” ไปแล้วก็เป็นได้


  •  
  •  
  •  
  •  
  •