
“ดิจิทัลเอเจนซี่” ที่มีอายุเกิน 10 อาจมีไม่มากนัก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บริษัท เดอะ ซีเคร็ต ฟาร์ม จำกัด ที่เพิ่งฉลองอายุครบ 10 ปีไปหมาด ๆ เมื่อกลางปีที่ผ่านมา และยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องตั้งคำถามว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เอเจนซี่แห่งนี้ยังคงก้าวหน้าท่ามกลางการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่รุนแรงและรวดเร็ว
คุณโอ๊ค – ฐิติพันธ์ กัมพลาศิริ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง ร่วมด้วย คุณหญิง – ธวัลยา เลาหวิรุฬห์กุล Head of Client Management และ คุณโถ – ปฐมพงษ์ เรืองศิริ Head of Media 3 แกนนำหลักเผยว่า “จากวันแรกที่เราเปิดบริษัทเมื่อ 10 ปีที่แล้ว บนความเชื่อมั่นว่า ดิจิทัลจะกลายเป็นถนนสายหลักของคนทำโฆษณาและการตลาดในอนาคต ด้วยจุดเด่นของ การวัดผลที่จับต้องได้ จนมาสู่วันนี้ที่ดิจิทัลกลายเป็นกระแสหลัก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและเศรษฐกิจของคนทั่วโลก ซึ่งเราก็ทำงานกันมาจนไม่รู้ตัวเลยว่าผ่านไป 10 ปีแล้ว”

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ที่เทคโนโลยีทำให้ทุกคนสามารถทำงานโฆษณาได้ง่าย ๆ เสมือนใคร ๆ ก็ทำงานได้ไม่ต่างจากเอเจนซี่ รวมถึงการเกิดขึ้นของ Digital Creator จำนวนมหาศาลที่ทุกคนสามารถเป็นสื่อได้ด้วยตัวเอง ส่งผลให้แบรนด์ต่าง ๆ คาดหวังการทำงานที่รวดเร็ว เห็นผลชัดเจน ในราคาที่คุ้มค่าสูงสุด สร้างความท้าทายต่อทั้งสื่อดิจิทัล รวมถึงบริษัทเอเจนซี่น้อยใหญ่ ทั้งเอเจนซี่โฆษณา การตลาด และประชาสัมพันธ์ แล้วอะไรคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเอเจนซี่ยังคงยืนหยัดและเติบโตได้ท่ามกลางการแข่งขันและตัวเลือกที่มีอยู่มากมาย?

คำตอบของ เดอะ ซีเคร็ต ฟาร์ม ก็คือ ดิจิทัลเอเจนซี่ ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลา ต้องเข้าถึงอินไซต์ของกลุ่มเป้าหมายและเข้าใจสถานการณ์ตลาดอย่างแม่นยำ ทำงานเคียงคู่ลูกค้าในทุกช่วงเวลา เป็นตัวช่วยแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า พร้อมเป็นที่พักให้ลูกค้าหายเหนื่อย เป็น ‘เอเจนซี่ที่มากกว่าเอเจนซี่’ ให้กับลูกค้า มีทั้งมุม Friendly ที่เข้าใจโลก เข้าถึงง่าย แต่เข้มข้นไปด้วยการทำงานแบบ Professional และแม่นยำด้วย Data ที่สามารถตอบลูกค้าได้ทุกโจทย์
ถอดรหัส DNA ที่ทำให้ เดอะ ซีเคร็ต ฟาร์ม มีอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา The Secret Farm เป็นดิจิทัลเอเจนซี่ที่มีคาแรกเตอร์ไม่เหมือนใคร ด้วยการมี 3 DNA สำคัญที่ทำให้เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ ได้แก่
- DNA การทำงาน “ไร้กรอบ”: เร็ว ยืดหยุ่น และครบวงจร: ตั้งแต่วันแรก เดอะ ซีเคร็ต ฟาร์ม ได้สร้าง โมเดลการทำงานไร้กรอบ รองรับงานที่ต้องแข่งกับเวลา อย่างเช่นการโปรโมตภาพยนตร์บนสื่อออนไลน์ จึงได้พัฒนาโมเดลการทำงาน โดยใช้ ครีเอทีฟ ผสานกับกลยุทธ์ บวกกับความสามารถในการโปรดักส์ชั่นงานดิจิทัลได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้สามารถทำงานได้รวดเร็วและมีความยืดหยุ่นต่างจากเอเจนซี่ใหญ่ในยุคแรก ๆ ที่ต้องแยกระหว่าง “งานคิด” กับ “งานผลิต”
- DNA “เรียนรู้ตลอดเวลา”: เพราะอุตสาหกรรมดิจิทัลเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจาก Second Screen มาสู่ Mobile First และวนกลับไปสู่ Digital Content บน Smart TV รวมถึง Social Trend ที่เคยเปลี่ยนรายปี แต่ปัจจุบันกลับเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และไม่สามารถครองความเป็น Mainstream ได้อีกต่อไป เดอะ ซีเคร็ต ฟาร์ม รับมือกับเรื่องเหล่านี้ด้วยการเรียนรู้และใช้งานใช้เครื่องมือดิจิทัลใหม่ ๆ ทั้ง Social Listening, Social Monitoring tool เพื่อวิเคราะห์ Sentiment Voice ตลอดจน Insight เฉพาะกลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่วงเวลา และในแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อออกแบบและสร้างสรรค์ Solutions ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของลูกค้าในแต่ละแคมเปญ
- DNA “นักทดลอง” และ Sandbox Project: การสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ มาจากการใช้ Sandbox Project ของตัวเองในการสร้างสรรค์และทดลองสิ่งใหม่ ๆ เช่น: โปรเจกต์ TypeThai และ meBoon.co (มีบุญ) : เพื่อการสร้างสรรค์และพัฒนาคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาชิ้นงานใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า หรือ โปรเจกต์ เปิดโลก KOLs: ที่เริ่มต้นจากการสร้างฐานข้อมูลและแนะนำการใช้งานอินฟลูเอนเซอร์ จนสามารถพัฒนาไปเป็นธุรกิจบริหารจัดการอินฟลูเอนเซอร์ ภายใต้ บริษัท The Eggsplore ซึ่งเป็นบริษัทเครือข่ายของ The Secret Farm

ทั้ง 3 DNA ช่วยให้ทีมมีความกล้าที่จะนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ และพร้อมเสนอทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้าอยู่เสมอ เช่นในปีที่ผ่านมาได้สร้างสรรค์ แคมเปญการตลาด “รักใช่เล่น” กับ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัดที่เราทำความเข้าใจ Insight และ Sentiment Voice ของกลุ่มลูกค้าคูโบต้า จนออกแบบมาเป็น Music Marketing Campaign ที่ลูกค้าของแบรนด์มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เนื้อเพลงและร่วมเป็นอินฟลูเอนเซอร์ให้กับแบรนด์ จนเกิดภาพลักษณ์ Brand Loyalty และ Brand Love ยกระดับคุณค่า (Value) ให้กับแบรนด์ ซึ่งแคมเปญดังกล่าว ได้รับรางวัล 2nd winner prize จากเวที Thailand Influencer Award 2025 อีกด้วย
ประสบการณ์ 10 ปี จึงทำให้ The Secret Farm ไม่ได้เป็นแค่เอเจนซี่ แต่เป็น “ที่ปรึกษา เป็นคู่คิดเพื่อสร้างโอกาสให้กับลูกค้า” และเป็น “เอเจนซี่ที่ใช้ Human Thought ผนวก Data เพื่อคิดนำลูกค้าอยู่เสมอ”

การยกระดับความเชี่ยวชาญ กับ Global Brand
การมีประสบการณ์ทำงานกับแบรนด์ระดับโลก (Global Brand) ช่วยผลักดันให้เอเจนซี่สัญชาติไทยได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยกระดับความสามารถให้ก้าวกระโดดอยู่เสมอ
กรณีศึกษา#1 Netflix: ยกระดับการทำงานแบบ Co-Creation ร่วมกับ Global Brand
ประสบการณ์ทำงานกับลูกค้าชั้นนำได้ผลักดันให้ The Secret Farm ก้าวกระโดดและพัฒนาความสามารถไปอีกขั้น คุณหญิง – ธวัลยา เลาหวิรุฬห์กุล เล่าถึงการทำงานกับ Netflix ในฐานะ Official KOL Agency ในประเทศไทย ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ The Secret Farm ได้ทำงานกับพาร์ทเนอร์ระดับนานาชาติ และได้ลองโมเดลใหม่ ๆ ในการโปรโมตแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งซึ่งเป็นพฤติกรรมใหม่ของคนไทย
“กลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จคือ Co-Creation ร่วมกับ KOL เพื่อขยายการรับรู้และสร้าง Brand Love ให้กับ Netflix แม้แต่กับผู้ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก ด้วยการนำคอนเทนต์สนุก ๆ มา Spin ให้กลายเป็นกระแสในบริบทของคนไทยได้อย่างลงตัว” ซึ่งตัวอย่างล่าสุดได้สร้างสรรค์แคมเปญโปรโมตซีรีส์ Wednesday season 2 ด้วยการ Co-Creation กับศิลปินลูกทุ่งไทย รุ่ง สุริยา แปลงเพลงรักจริงให้ติงนังสร้างภาพจำให้กับคาแรกเตอร์ ‘ธิง’ จนเป็นที่จดจำ
กรณีศึกษา#2 Bayer: ยกระดับสู่ Agency ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม
การทำงานโฆษณาให้กับแบรนด์อย่าง Bayer ที่มีผลิตภัณฑ์ยา เครื่องสำอาง และความงาม ทำให้ความเป็นเอเจนซี่ของ The Secret Farm ได้ขยายศักยภาพมากขึ้น คุณ โถ ปฐมพงษ์ เล่าว่า “การทำงานกับ Bayer ไม่ได้มีแค่ลูกค้า เพราะมีเรื่องกฎระเบียบภาครัฐ มีหลาย ๆ หน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง อาทิ ฆท. ใบอนุญาตโฆษณายาทางสื่อทั่วไป เราจึงต้องมีกระบวนการการเรียนรู้และความเข้าใจในเงื่อนไขข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับยา เครื่องสำอาง เวชสำอาง บอกเลยอันนี้อัปสกิลเรามาก”
การต้องเทรนนิ่งร่วมกับแบรนด์และหน่วยงานภาครัฐ ทำให้เอเจนซี่กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำและไกด์ KOL ให้โปรโมตผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและตรงใจแบรนด์ หรือแม้แต่งานประเภท Lucky Draw ที่ต้องจัดการให้ถูกต้องและโปร่งใส ประสบการณ์นี้เปรียบเสมือนการได้ Certificate และนำองค์ความรู้นี้ไปปรับใช้กับลูกค้าอื่น ๆ ได้อย่างมั่นใจ

อนาคตของธุรกิจเอเจนซี่
ในวันที่ใคร ๆ ต่างก็ใช้ Artificial Intellegence และ Machine Learning ทำให้ทุกคนเข้าถึงความรู้ได้ไม่ต่างกัน แต่บทบาทของเอเจนซี่ต้องก้าวไปไกลกว่าการเป็นแค่ผู้สร้างชิ้นงาน เอเจนซี่ต้องเปลี่ยนบทบาทจากการสร้าง Awareness มาเป็นการสนับสนุนให้ แบรนด์ขายของได้ (Conversion) และต้องเป็น ที่ปรึกษาทางการตลาด ที่วางกลยุทธ์ผนวกกับความคิดสร้างสรรค์และการวางแผนสื่อครบวงจร เดอะ ซีเคร็ต ฟาร์ม จึงได้นิยามความเป็น’เอเจนซี่ที่เป็นมากกว่าเอเจนซี่’ หรือ มุ่งสู่การเป็น “Engaging Agency” ด้วยคุณสมบัติ 3 ประการ ได้แก่
- Think Ahead: เอเจนซี่คืองานที่จะต้องคิดนำลูกค้าสองถึงสามก้าวเสมอ เพื่อที่จะให้คำปรึกษาได้ตรงเป้า ถ้าเอเจนซี่คิดเท่ากับลูกค้า ลูกค้าก็ไม่จำเป็นต้องมีเรา
- Partnership & Deep Engagement: เอเจนซี่ต้องมองลูกค้าเป็นพาร์ตเนอร์ ที่ต้องลงลึกไปทำงานร่วมกับลูกค้าแบบ Side by side และเข้าใจ KPI ของลูกค้าอย่างลึกซึ้งผ่านกลไกอย่าง Sharing Session เพื่อให้การทำงานเป็นเสมือนยูนิตหนึ่งของลูกค้า
- Expertise + Friendly: ถึงแม้ว่าเอเจนซี่ที่มีอายุยาวนานมีประสบการณ์ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม จะช่วยให้มีความเชี่ยวชาญ กล้ายืนยันและฟันธงได้ว่าอะไรคือสิ่งที่แบรนด์ต้องทำ ทำนายและเชื่อมโยงถึงโอกาสในอนาคต แต่สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันคือการเป็น Friendly Agency หรือเอเจนซี่ที่เป็นมิตร พร้อมคุย คุยง่ายพร้อมร่วมมือกับทุกคน
10 ปี บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง The Secret Farm ได้เปลี่ยนผ่านจาก ‘Experimental Digital Solutions’ มาสู่การเป็น Foresighting and Engaging Agency ที่เป็นมิตรและพร้อมเป็นพันธมิตรกับทุกคน ไม่เคยหยุดที่จะทดลองสิ่งใหม่ ๆ และพร้อมรับโจทย์ที่ท้าทายเพื่อนำความสำเร็จมาสู่ลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนไปพร้อม ๆ กัน
