
ย้อนกลับไปช่วงปี 2024 โลกจับตามองประเทศเกาหลีใต้อย่างน่าสนใจ เมื่อตัวเลขประชากรลดลงไปแตะจุดต่ำสุดด้วยคะแนนเพียง 0.72 (ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 1.19) จนประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ต้องประกาศ “ภาวะฉุกเฉิน” ระดับชาติ ชนิดที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกก็มองเห็นความเสี่ยงด้านประชากรเกาหลีใต้ แต่ภายในช่วงเวลา 2 ปี ในปี 2026 รายงานล่าสุดจาก CNN เห็นกราฟจำนวนเด็กเกิดใหม่ในเกาหลีใต้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นติดต่อกันหลายเดือน
เมื่อบินลัดฟัากลับมาที่ประเทศไทยที่กำลังเข้าสุ่ภาวะประชากรเกิดใหม่ลดลง แม้จะยังเรียกว่าไม่วิกฤติเท่าเกาหลีใต้ แต่หากถอดบทเรียนจากวิกฤติเกาหลีใต้ อาจเห็นทางออกของประเทศไทย
ปัญหาคือ “เงิน” แต่อาจไม่ใช่คำตอบ
ปัญหาประชากรของเกาหลีใต้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ปัญหาสะสมมาอย่างยาวนานคล้ายๆ ประเทศไทย ซึ่งตลอดช่วงเวลากว่า 10 ปี รัฐบาลเกาหลีใช้นโยบาย “ด้านการเงิน” เพื่อสนับสนุนให้คนมีลูกด้วยงบประมาณมากมายมหาศาล แต่จำนวนเด็กเกิดใหม่กลับไม่เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ นั่นเพราะภาครัฐเชื่อว่า สาเหตุที่ครอบครัวคนเกาหลีใต้ไม่ยอมมีลูกเพราะกลัวไม่มีเงินเลี้ยงดูลูกทั้งค่าเทอม ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นๆ
แต่เมื่อทำการสำรวจ Insight ที่แท้จริงของกลุ่ม Gen Z และ Millennials เกาหลีใต้ กลับพบว่า แท้จริงแล้วคนรุ่นใหม่ไม่ได้กลัวเรื่องไม่มีเงินเลี้ยงดูลูก แต่สิ่งที่กลัวจริงๆ คือความกลัวอนาคต กลัวว่าลูกโตมาแล้วแข่งขันสู้คนอื่นไม่ได้ และ Insight ที่สำคัญในกลุ่มผู้หญิงเกาหลีมใต้คือ ความกลัวในอนาคตการทำงานของตัวเอง

นั่นทำให้เกาหลีใต้ทำการตั้งกระทรวงขึ้นมาใหม่ในนาม “กระทรวงวางแผนยุทธศาสตร์ประชากร” (Ministry of Population Strategy and Planning) ในปี 2024 หลังกระทรวงนี้เกิดขึ้นมาก็เริ่มนโยบาย 2 เรื่องหลัก ทั้ง
- การปลดล็อกเรื่องที่อยู่อาศัย: ด้วยการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำแบบพิเศษ ชนิดที่เรียกว่า “ให้เหมือนแจก” สำหรับคู่แต่งงานใหม่ ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 1.6% – 3.3% ต่อปีเป็นเวลา 5 ปี
- Work-Life Balance: เมื่อมีบ้านแล้วก็ต้องมีเวลา ด้วยการออกกฎหมายเชิงบังคับให้ผู้ชายต้องสามารถลาเพื่อไปเลี้ยงลูกได้ถึง 20 วัน โดยนายจ้างไม่มีสิทธิ์หักเงินเดือน
- เสริมทัพพี่เลี้ยงต่างชาติ: เพื่อช่วยให้พ่อแม่สามารถออกไปทำงานได้โดยไม่ต้องห่วงลูก จึงมีนโยบายนำเข้าพี่เลี้ยงเด็กต่างชาติ โดยเฉพาะจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในราคาที่จับต้องได้ เพื่อช่วยลดภาระงานบ้าน
ถือเป็นนโยบายที่ตอบความต้องการของครอบครัวคนรุ่นใหม่ เพราะการที่ผู้ชายลามาเลี้ยงลูกได้ช่วยให้ฝ่ายหญิงมีเวลากลับไปทำงานได้ โดยไม่เสียโอกาสการทำงาน และในอดีตการจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลลูกค่อนข้างแพงมาก จนทำให้มีแต่ตครอบครับที่มีเงินระดับที่เรียกว่า “รวย” เท่านั้นที่มีโอกาสจ้างพี่เลี้ยง การเปิดรับพี่เลี้ยงเด็กต่างชาติจะช่วยให้ครอบครัวส่วนหใหญ่สามารถเข้าถึงพี่เลี้ยงได้ในราคาที่จับต้องได้
ผลลัพธ์ของการแก้ปัญหาตรงจุด
เป็นเวลากว่า 2 ปีนับจากการประกาศภาวะฉุกเฉิน ข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติเกาหลีใต้พบว่า จำนวนประชากรเด็กทารกแรกเกิดในเกาหลีใต้ ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันหลายเดือนในช่วงปลายปี 2025 ต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2026 ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เกาหลีใต้เห็นสัญญาณบวกด้านประชากรที่ชัดเจนและต่อเนื่อง
โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า การฟื้นตัวนี้เป็นผลพวงจาก “ยาแรง” ที่รัฐบาลเกาหลีใต้อัดฉีดเข้าไปในระบบ ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งคู่รักชาวเกาหลีใต้จำนวนมากเริ่มใช้สิทธิลาเลี้ยงลูกมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงนโยบายด้านที่อยู่อาศัยทำให้ความกังวลของหลายครอบครัวเริ่มผ่อนคลายลง ที่สำคัญที่สุดคือทัศนคติของสังคมต่อการมีลูกเริ่มปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น
แม้ตัวเลขจำนวนประชากรเกิดใหม่จะยังไม่กลับไปแตะที่ระดับ 2.1 ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นจุดปลอดภัย แต่การที่ตัวเลขขยับขึ้นจากจุดต่ำสุดมาสู่ทิสทางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้บรรยากาศในประเทศเปลี่ยนไปจากเดิม โดยเฉพาะปัญหาเรื่องของแรงงานในอนาคต
เมื่อลองมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทยที่เข้าสู่ยุค Aging แบบสมบูรณ์ แม้อัตราประชากรเกิดใหม่ยังไม่ถึงระดับที่เกาหลีใต้ประสบมาในช่วงปี 2024 แต่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 มีเด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในรอบ 75 ปี และต่ำกว่าจำนวน 5 แสนคนต่อปี ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หมายความว่า โอกาสที่อัตราการเกิดของประเทศไทยจะลดต่ำลงถึงระดับเดียวกับเกาหลีใต้ในปี 2024 ยังมีโอกาส
อัตราการเกิดใหม่ที่ลดลงจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงานในอนาคต นั่นหมายความว่าประเทศไทยต้องนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มมากขึ้นทุกปี และนั่นหมายถึงอนาคตของธุรกิจไทยที่เดินมาถึงทางแยกที่ต้องเลือกระหว่างยังคงอาศัยการทำงานของแรงงาน ซึ่งธุรกิจต้องให้คุณค่าความเป้นมนุษย์มากขึ้น หรือจะลงทุนใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนเพื่อลดการใช้แรงงานคน
Source: CNN
