เปิด 12 อันดับช่องทางจองโรงแรมทำเงินสูงสุดในไทยปี 2025 จาก SiteMinder ข้อมูลดีๆสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ปี 2025 นับเป็นปีแห่งความท้าทายและโอกาสสำหรับผู้ประกอบการโรงแรมไทย แม้สถานการณ์โลกจะผันผวน แต่ข้อมูลล่าสุดจาก SiteMinder แพลตฟอร์มช่วยขยายฐานลูกค้าปลดล็อกศักยภาพในการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการที่พักและโรงแรม ก็มีข้อมูลที่เป็นข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการไทยได้บ้างว่า “ประเทศไทยครองแชมป์เบอร์ 1 ของโลก” ในด้านสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เช็กอินเข้าพักสูงที่สุด หรือ 77% ของยอดจองทั้งหมด ทิ้งห่างคู่แข่งในภูมิภาคอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียไปไกล

แต่คำถามสำคัญสำหรับเจ้าของโรงแรม คือ “นักท่องเที่ยวเหล่านี้จองผ่านช่องทางไหน?” เพราะการเลือก “ช่องทางการขาย” หรือ Channel Mix ที่ถูกต้อง คือคีย์สำคัญของผลลัพธ์ทางธุรกิจด้วย

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ SiteMinder สรุปข้อมูลน่าสนใจเอาไว้ให้นั่นก็คือ “12 อันดับแพลตฟอร์มที่สร้างรายได้สูงสุดให้กับโรงแรมไทยในปี 2025 ที่ผ่านมา” ซึ่ง Marketing Oops! วิเคราะห์จุดเด่นเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเลือกใช้ได้ตรงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุดด้วย

จากการจัดอันดับของ SiteMinder พบว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้คือแหล่งรายได้หลักที่ผู้ประกอบการโรงแรมไม่ควรมองข้าม

1. Booking.com

  • จุดเด่น: เจ้าตลาดระดับโลก มีฐานลูกค้ามหาศาลจากยุโรปและอเมริกา
  • เหมาะสำหรับ: โรงแรมที่ต้องการจับกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันตกที่เน้นความน่าเชื่อถือ และกลุ่ม Long-stay
  • เว็บไซต์: www.booking.com

2. Agoda

  • จุดเด่น: ราชาแห่งเอเชีย เชี่ยวชาญตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและไทย มีโปรโมชั่นกระตุ้นการตัดสินใจที่รวดเร็ว
  • เหมาะสำหรับ: โรงแรมทุกระดับที่ต้องการจับตลาดเอเชีย และนักท่องเที่ยวที่มองหาความคุ้มค่า (Value for money)
  • เว็บไซต์: www.agoda.com

3. เว็บไซต์ของโรงแรม (Direct Booking)

  • จุดเด่น: ไม่เสียค่าคอมมิชชั่น กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย สร้างฐานลูกค้า Loyalty ได้ดีที่สุด
  • กลยุทธ์: ผู้ประกอบการต้องทำเว็บไซต์ให้จองง่าย มี Booking Engine ที่ดี และมีโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะหน้าเว็บเพื่อดึงลูกค้าจาก OTA ให้มาจองตรง

4. Expedia Group

  • จุดเด่น: แข็งแกร่งมากในตลาดอเมริกาเหนือ และมักมาในรูปแบบการจองแบบแพ็คเกจ Bunde ตั๋วเครื่องบิน+ที่พัก
  • เหมาะสำหรับ: โรงแรมที่ต้องการลูกค้าที่เข้าพักระยะยาว หรือวางแผนล่วงหน้านานๆ (Long Lead Time)
  • เว็บไซต์: www.expediagroup.com

5. Trip.com

  • จุดเด่น: ประตูสู่ตลาดจีน (China Market) ที่กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง
  • เหมาะสำหรับ: โรงแรมที่ต้องการรับนักท่องเที่ยวจีน ทั้งกลุ่ม FIT (เที่ยวด้วยตัวเอง) และครอบครัว
  • เว็บไซต์: th.trip.com

6. Hotelbeds (B2B)

  • จุดเด่น: เป็น Bedbank รายใหญ่ ที่ขายห้องพักต่อให้กับเอเจนซี่ทัวร์และสายการบินทั่วโลก
  • เหมาะสำหรับ: การกระจายห้องพักจำนวนมาก (Volume) และการเติมเต็มห้องพักในช่วง Low Season หรือจองล่วงหน้านานๆ
  • เว็บไซต์: www.hotelbeds.com

7. Goibibo & MakeMyTrip

  • จุดเด่น: แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่จาก “อินเดีย” ที่ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 7 สะท้อนถึงกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวอินเดียที่เติบโตถึง 16%
  • เหมาะสำหรับ: โรงแรมที่ต้องการเจาะตลาดอินเดีย ซึ่งนิยมมาเป็นครอบครัวใหญ่ จัดงานแต่งงาน หรือกลุ่มสัมมนา
  • เว็บไซต์: www.makemytrip.com

8. Tiket.com

  • จุดเด่น: OTA เจ้าดังจากอินโดนีเซีย
  • เหมาะสำหรับ: การดึงดูดนักท่องเที่ยวจากอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดเพื่อนบ้านที่มีประชากรสูง
  • เว็บไซต์: www.tiket.com

9. Traveloka

  • จุดเด่น: ไลฟ์สไตล์ซูเปอร์แอปแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • เหมาะสำหรับ: จับกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานในอาเซียน (เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์) ที่คุ้นเคยกับการใช้แอปนี้
  • เว็บไซต์: www.traveloka.com

10. WebBeds (B2B)

  • จุดเด่น: ผู้เล่น B2B รายใหญ่ระดับโลก เชื่อมต่อโรงแรมกับผู้ขายทั่วโลก
  • เหมาะสำหรับ: โรงแรมที่ต้องการขยายช่องทางการขายผ่านเครือข่ายเอเจนซี่ทั่วโลกโดยไม่ต้องติดต่อทีละราย
  • เว็บไซต์: www.webbeds.com

11. TBOHolidays (B2B)

  • จุดเด่น: แพลตฟอร์ม B2B ชั้นนำที่เชื่อมต่อกับ Travel Agent ทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)
  • เหมาะสำหรับ: การขายห้องพักให้กับเอเจนซี่ทัวร์ในตลาดใหม่ๆ ที่เราอาจเข้าไม่ถึง
  • เว็บไซต์: www.tboholidays.com

12. DidaTravel (Comeback!)

  • จุดเด่น: ผู้นำด้าน B2B จากจีน การกลับมาติดอันดับสะท้อนการฟื้นตัวของกรุ๊ปทัวร์และเอเจนซี่จีน
  • เหมาะสำหรับ: โรงแรมที่พร้อมรับตลาดจีนในรูปแบบ B2B หรือการขายส่ง
  • เว็บไซต์: www.didatravel.com

เจาะเทรนด์กลยุทธ์สำหรับปี 2568

นอกจากการเลือกแพลตฟอร์มแล้ว คุณสุภกฤษฎิ์ แผนสมบูรณ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ SiteMinder ยังชี้ให้เห็นข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเพื่อปรับกลยุทธ์ราคาก็คือ

  1. นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้น : การเข้าพัก 2 คืนขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็น 35% ผู้ประกอบการควรจัดโปรโมชั่น “Stay More, Save More” หรือแพ็คเกจ 3 วัน 2 คืน เพื่อกระตุ้นยอดขายต่อบิลให้สูงขึ้น
  2. โอกาสปรับราคา : ราคาห้องพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4,984 บาท (+3%) นักท่องเที่ยวยอมจ่าย หากสินค้าและบริการมีคุณภาพ อย่ากลัวที่จะขยับราคาหากโรงแรมหรือที่พักมีจุดขายที่ชัดเจน
  3. จับจังหวะ Peak & Low:
    • High Season: มกราคม (ราคาพุ่ง +21%) และ ธันวาคม (รับอานิสงส์ซีเกมส์ 2025 และงาน Wonderfruit)
    • Low Season: กันยายน (ราคาลดลง -4.26%)
    • ในเดือนกันยายน โรงแรมอาจเร่งทำโปรโมชั่น หรือหันไปพึ่งพาตลาด B2B อย่าง Hotelbeds เพื่อพยุงยอด Occupancy

โดยสรุปแล้ว ปี 2568 ธุรกิจโรงแรมไทยยังคงแข็งแกร่งด้วยแรงหนุนจากต่างชาติ การใช้ข้อมูล (Data) เพื่อเลือกแพลตฟอร์มให้ถูกจริตกับกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น Agoda (เอเชีย), Trip.com (จีน) หรือดาวรุ่งอย่าง MakeMyTrip (อินเดีย) ก็เป็นอีกวิธีการที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจได้อีกทาง


  •  
  •  
  •  
  •  
  •