
เรามักคิดว่าธุรกิจระดับโลกต้องมีวิธีคิดที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง ในการที่จะดำเนินธุรกิจ แต่เชื่อไหมว่าสำหรับ “ชื่อแบรนด์” เหมือนเหล่า “Founder” เหลือสมองไว้คิดแค่ 10% เท่านั้น!
เราจะพาไปดู 10 เบื้องหลังชื่อแบรนด์ดัง กับที่มาสุด “กาว” และ “อิหยังวะ” ที่จะพิสูจน์ว่าบางทีความสำเร็จก็เริ่มจากความฮา (และความมั่ว) นี่แหละ
Virgin : Richard Branson กับเพื่อนร่วมกันก่อตั้งร้านแผ่นเสียง แต่ไม่รู้จะชื่ออะไรดี เลยมีคนตะโกนขึ้นมาว่า “งั้นก็ชื่อ Virgin สิ เพราะพวกเรามันยังซิง (ในโลกธุรกิจ)”

Häagen-Dazs : Reuben Mattus ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว อยากก่อตั้งแบรนด์ไอศกรีมที่ฟังดูพรีเมี่ยมเหมือนนำเข้าจากเดนมาร์ก เขาเลยมั่วออกมาเป็นคำว่า Häagen-Dazs ซึ่งไม่มีความหมาย และภาษาเดนมาร์กไม่มีตัวอักษร ä (umlaut) ด้วยซ้ำ

Spotify : คุณอาจจะเคยได้ยินว่า Spotify มาจากการผสมคำระหว่าง Spot + Identify แต่เรื่องจริงๆ คือ Daniel Ek ผู้ก่อตั้งกำลัง Brainstorm เรื่องชื่อกับเพื่อนโดยการตะโกนข้ามห้องไปมา จนได้ยินคำว่า Spotify แล้วมันเก๋ดี เลยเอามาตั้งชื่อ

OpenAI : เดิมที Sam Altman และ Elon Musk ก่อตั้ง OpenAI เพราะอยากสร้าง AI แบบที่ไม่แสวงหากำไรและเป็นแบบ Open Source เลยตั้งชื่อว่า OpenAI แต่ตอนนี้ไม่ Open แล้วนะ

Android : มาจากชื่อเล่นที่เพื่อนร่วมงานของ Andy Rubin สมัยที่เขาทำงานอยู่ที่ Apple ชอบเรียกเขาว่า “Android” เพราะเขาชอบหุ่นยนต์นั่นเอง

Slack : ชื่อที่ดูเหมือนจะมีความขี้เกียจ แต่จริงๆ ย่อมาจาก “Searchable Log of All Conversation and Knowledge” หรือแปลว่า “บันทึกบทสนทนาและความรู้ทั้งหมดที่ค้นหาได้”

Google : Larry และ Sergey สองผู้ก่อตั้งแห่ง Google สร้าง Search Engine ขึ้นมาด้วยวิธีการแบบ “Backlinks” เพื่อจัดอันดับเว็บ เลยอยากจะตั้งชื่อให้มันมีความเชื่อมโยงกันเลยจะตั้งชื่อว่า “BackRub” ที่แปลว่า “นวดหลัง” สุดท้ายเปลี่ยนเป็น Googol แต่ดันพิมพ์ผิดแล้วขี้เกียจแก้ เลยกลายเป็น Google จนถึงวันนี้

ASUS : มาจากคำว่า “PEGASUS” แต่ว่าถ้าชื่อนี้จะทำให้ไปอยู่หน้าหลังๆ ของสมุดโทรศัพท์ เลยตัด “PEG” ออก และเหลือแค่ “ASUS”

Go Daddy : เดิมที Bob Parsons อยากให้ชื่อธุรกิจของเขาดูป๋า ดูเปย์ เลยจะใช้ชื่อว่า “Big Daddy” แต่ชื่อนี้โดนจดไปแล้ว เลยเปลี่ยนมาใช้เป็น “Go Daddy” ที่ก็ฟังง่าย จำง่ายเหมือนกัน

Tesla : ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า Elon Musk ไม่ได้เป็นคนตั้ง แต่เป็นคนให้ไปซื้อมา ซึ่ง Tesla Motors ชื่อนี้ถูกครอบครองโดย Brad Siewert โดย Musk ส่งวิศวกรที่หน้าตาเป็นมิตรที่สุดไปนั่งหน้าบ้าน Brad ทุกวัน จน Brad ยอมขายให้ในราคาเพียงแค่ 75,000 เหรียญสหรัฐฯเท่านั้น

แหล่งอ้างอิง (Reference List)
- Virgin: https://www.virgin.com/about-virgin/virgin-group
- Haagen Dazs: https://www.rd.com/article/haagen-dazs-ice-cream-secret-behind-name/
- Spotify: https://soundplate.com/the-truth-behind-how-spotify-got-its-name/
- OpenAI: https://openai.com/index/introducing-openai/
- Android: https://www.howtogeek.com/780994/why-is-android-named-android/
- Slack: https://www.businessinsider.com/where-did-slack-get-its-name-2016-9
- Google: https://about.google/company-info/our-story/
- ASUS: https://www.asus.com/ea/About_ASUS/The-Meaning-of-ASUS/
- Go Daddy: https://youtube.com/shorts/lTSw_-up4mo?si=OGpx5cogrV0mB9_Z
- Tesla: https://youtube.com/shorts/7OCv-Vkqn8Y?si=cIAHm_8sVUpik4Je
