
อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อพฤติกรรมและความคาดหวังของเจ้าของสัตว์เลี้ยงยุคใหม่พัลวันไปจากเดิมอย่างชัดเจน การเข้าใจเทรนด์เหล่านี้จึงเป็นกุญแจสำคัญต่อการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดโลก
สำหรับ i-Tail Corporation PCL (ITC) ผู้นำระดับโลกด้านอาหารสัตว์เลี้ยง การปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทรนด์เหล่านี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว ดังนั้น ลองมาฟัง Insight จากบริษัทชั้นนำระดับโลกรายนี้ว่ามีเทรนด์เกี่ยวกับ Pet Parent อะไรที่น่าสนใจและน่าจับตาบ้าง
‘3 Pet Trends’ ที่จะเปลี่ยนโฉมตลาดสัตว์เลี้ยงโลก

1.การเติบโตของครัวเรือนที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นศูนย์กลาง (The Rise of Pet-Centric Household)
ปรากฏการณ์ “Pet Humanization” ได้พัฒนาจากเทรนด์เป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคม สัตว์เลี้ยงไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงอีกต่อไป แต่ได้รับการยกระดับเป็นสมาชิกเต็มตัวในครอบครัว โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่ 70% มองว่าสัตว์เลี้ยงคือครอบครัว การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อความคาดหวังด้านโภชนาการและการดูแลที่ต้องเทียบเท่ามาตรฐานมนุษย์
ตัวเลขสนับสนุนเทรนด์นี้อย่างชัดเจน ประชากรสุนัขและแมวทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 786 ล้านตัวเป็น 850 ล้านตัวภายในปี 2030 ในขณะที่ตลาดขนมสัตว์เลี้ยงจะขยายตัวจาก 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์เป็น 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยได้รับแรงหนุนจากขนมสูตร Humanized และขนมเพื่อสุขภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของเจ้าของที่ใส่ใจคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยงมากขึ้น
2.สุขภาพที่ยืนยาวในชามอาหาร (Longevity in a Bowl)
ด้วยอายุขัยเฉลี่ยของสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มสูงขึ้น เจ้าของจึงหันมาให้ความสำคัญกับโภชนาการเชิงป้องกันและการดูแลสุขภาพระยะยาว ข้อมูลจากการสำรวจพบว่า 78% ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงทั่วโลกกำลังมองหาโภชนาการที่ช่วยยืดอายุขัยของสัตว์เลี้ยง ไม่ใช่เพียงแค่อาหารที่อิ่มท้อง
โอกาสทางธุรกิจในกลุ่มนี้เป็นที่น่าจับตามอง ตลาดอาหารเสริมสัตว์เลี้ยง (Nutraceuticals) คาดว่าจะเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ยปีละ 7.1% จากมูลค่า 6.26 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 เป็น 8.84 พันล้านดอลลาร์ในปี 2031 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ Functional Food ที่มีคุณสมบัติเฉพาะทาง เช่น บำรุงข้อต่อ ดูแลระบบย่อยอาหาร หรือเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน จึงเป็นโจทย์สำคัญสำหรับผู้ผลิต
3. การทำให้ความพรีเมียมกลายเป็นมาตรฐาน (Standardization of “Premium”)
สิ่งที่เคยเป็นจุดขายพิเศษของแบรนด์ระดับบนกำลังกลายเป็นความคาดหวังพื้นฐาน คุณลักษณะอย่างวัตถุดิบเกรดเดียวกับอาหารมนุษย์ (Human-grade) การเคลมสรรพคุณเพื่อสุขภาพที่ชัดเจน และความโปร่งใสในกระบวนการผลิต ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังแพร่กระจายสู่ตลาดกระแสหลัก

กลยุทธ์ทางธุรกิจของ i-Tail Corporation PCL
ในฐานะผู้นำระดับโลกจากประเทศไทย i-Tail Corporation PCL ได้วางกลยุทธ์การตลาดที่ครอบคลุมและปรับเปลี่ยนตามลักษณะเฉพาะของแต่ละภูมิภาค โดยคำนึงถึงพฤติกรรมผู้บริโภคและสภาพการแข่งขันในแต่ละตลาด

แนวทางการขยายตลาดตามภูมิภาค
ในตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 57% ของรายได้ บริษัทกำลังปรับกลยุทธ์สำคัญสองด้าน ประการแรกคือการขยายฐานสู่กลุ่ม Economy to Mid-range ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดถึง 75% เพื่อรองรับพฤติกรรม Trade Down ของผู้บริโภคท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน โครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาและคาดว่าจะเห็นผลเต็มรูปแบบในปี 2026 ประการที่สองคือการรักษาฐานลูกค้าเดิมในกลุ่มพรีเมียมผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่มและการนำเสนอสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นสำหรับกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อ
สำหรับตลาดเอเชียและโอเชียเนีย ซึ่งมีสัดส่วน 29% และมีพฤติกรรมเด่นชัดคือการรักสัตว์เลี้ยงเหมือนลูก บริษัทมุ่งเน้นการนำเสนอสินค้านวัตกรรมและพรีเมียม โดยเฉพาะ Innovative Packaging และ Functional Food การรุกตลาดญี่ปุ่นและไต้หวันด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง “แมวเลีย” (Lickable Treats) สะท้อนความเข้าใจในความต้องการของตลาดที่มุ่งสู่ Premiumization
ตลาดยุโรปมีลักษณะพิเศษที่ต้องใช้กลยุทธ์เฉพาะทาง เนื่องจากเป็นตลาดแข่งขันสูง (Red Ocean) และราคาสินค้าต่ำกว่าอเมริกาประมาณ 10% บริษัทจึงเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงกระบวนการผลิต พร้อมทั้งมุ่งหาลูกค้าใหม่ในกลุ่ม Specialty Brand เพื่อดึง Margin ให้ดีขึ้น
ที่น่าสนใจคือตลาดในประเทศไทย แม้ปัจจุบันจะมีสัดส่วนเพียง 2% เทียบกับการส่งออก 98% แต่บริษัทมีแผนเร่งการเติบโตอย่างจริงจัง ด้วยการรีแบรนด์ในช่วงกลางปี 2026 การขยายทีมงานที่มีความสามารถด้านการทำธุรกิจแบรนด์ และการเปิดตัวสินค้าในเซกเมนต์ใหม่ที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ โดยมีสินค้าชูโรงอย่างทูน่าและปลาซาบะในเยลลี่ที่ผ่านการทดสอบคุณภาพจาก “ไลลี่” (Lilly) ซึ่งเป็นตัวการันตีความอร่อยและคุณภาพ
การวิเคราะห์ภัยคุกคามทางธุรกิจ

- ภาษีนำเข้า (Tariff) สำหรับบริษัทที่ส่งออกเป็นหลักและมีตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นฐานรายได้ใหญ่ที่สุด นโยบายภาษีนำเข้าถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด บริษัทได้ปรับกลยุทธ์จากการให้ความช่วยเหลือเรื่องภาษีโดยตรงมาเป็นการทำโครงการประหยัดต้นทุนร่วมกับลูกค้า ผ่านการปรับสูตรอาหารใหม่ (Reformulation) เพื่อใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนเหมาะสม และการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่ม Margin วิธีการนี้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบจากภาษี แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าในระยะยาว
- โรคระบาดในสัตว์ โรคระบาดที่เกิดขึ้นในสัตว์ปีก สัตว์น้ำ หรือสัตว์เลี้ยงเป็นความเสี่ยงที่กระทบทั้งด้านอุปทานวัตถุดิบและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค การพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบหลักเพียงไม่กี่แหล่งอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักได้ทันที การบริหารจัดการความเสี่ยงนี้ต้องอาศัยการกระจายแหล่งวัตถุดิบ การสร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์หลายราย และการพัฒนาสูตรอาหารที่ยืดหยุ่นซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนวัตถุดิบได้เมื่อจำเป็น
- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว การ Trade Down ของผู้บริโภคในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวเป็นความท้าทายที่ต้องรับมืออย่างรอบคอบ แม้บริษัทจะได้ขยายไลน์ผลิตภัณฑ์เข้าสู่กลุ่ม Economy to Mid-range แล้ว แต่การรักษาภาพลักษณ์แบรนด์และคุณภาพผลิตภัณฑ์ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคายังคงเป็นสมดุลที่ละเอียดอ่อน
- การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดยุโรป ลักษณะตลาด Red Ocean ของยุโรปที่มีผู้เล่นจำนวนมากและราคาที่ถูกกดดันต่ำกว่าตลาดอื่น ทำให้การสร้างความแตกต่างและรักษา Margin เป็นความท้าทายอย่างมาก การเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนและการหาลูกค้าในกลุ่ม Specialty จึงเป็นกลยุทธ์ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
แนวทางการตลาดเชิงรุก

การสร้างความแตกต่างผ่านนวัตกรรม – การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์เทรนด์ Functional Food และ Premiumization เป็นกุญแจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นขนมแมวเลียที่ตอบสนองพฤติกรรมธรรมชาติของแมว อาหารเสริมที่มีสรรพคุณชัดเจนสำหรับการดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน หรือบรรจุภัณฑ์ที่สะดวกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาจะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
การสื่อสารแบรนด์ที่สร้างความเชื่อมั่น – ในยุคที่ผู้บริโภคต้องการความโปร่งใส การสื่อสารเรื่องคุณภาพวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และประโยชน์ต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยงอย่างชัดเจนจะช่วยสร้างความไว้วางใจ การใช้ตัวแทนแบรนด์อย่าง “ไลลี่” ที่เป็นทั้งผู้ทดสอบและการันตีคุณภาพเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับเจ้าของสัตว์เลี้ยง
การขยายช่องทางจำหน่ายแบบหลากหลาย – นอกจากช่องทางค้าปลีกแบบดั้งเดิม การเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์และ E-commerce กำลังมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่เป็น Digital Native การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้ความรู้เรื่องการดูแลสัตว์เลี้ยงควบคู่กับการขายสินค้าจะช่วยสร้าง Ecosystem ที่ครบวงจร
การปรับตัวตามภูมิภาคอย่างชาญฉลาด – ความสำเร็จในตลาดโลกต้องอาศัยความยืดหยุ่นในการปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับแต่ละตลาด การเข้าใจลึกซึ้งถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม พฤติกรรม และกำลังซื้อในแต่ละภูมิภาคจะช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรและการพัฒนาผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพสูงสุด

บทสรุป
เทรนด์ Pet Parent แห่งอนาคตกำลังเปิดโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง ตั้งแต่การเติบโตของตลาดขนมและอาหารเสริม ไปจนถึงการยกระดับมาตรฐานความพรีเมียมในตลาดกระแสหลัก สำหรับ i-Tail Corporation PCL การมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการขยายตลาดแต่ละภูมิภาค การบริหารจัดการความเสี่ยงจากภาษีและโรคระบาด และการลงทุนในนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็วและการเข้าใจลึกซึ้งถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละตลาดจะเป็นจุดแข็งที่ทำให้บริษัทไทยอย่าง ITC สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในเวทีโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง


