
ใครที่เป็นนักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจที่กำลังทำงบการตลาดปีนี้ต้องอ่านเพราะข้อมูลนี้คือสรุปสถานการณ์ Influencer Marketing ในไทย จากรายงานล่าสุดของ AnyMind ที่ทำให้เห็นภาพชัดเจนมากๆว่า การทำ Influencer Marketing ตอนนี้หมดยุค “การจ้างคนดังมาถือสินค้าเพื่อสร้าง Awareness” แล้วเพราะสิ่งนี้จะถูกแทนที่ด้วย “การสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ” แทน
สำหรับข้อมูลในสรุปนี้มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลจริง (Data-driven) บนแพลตฟอร์ม AnyTag ของ AnyMind Group โดยอ้างอิงจากข้อมูลกิจกรรมการตลาดตลอดปี 2025 (เทียบย้อนหลังถึง 2023) ครอบคลุมกว่า 7,000 แคมเปญ และอินฟลูเอนเซอร์กว่า 1.1 ล้านราย ใน 10 ตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิกซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย
เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว เรามาเจาะลึก 5 อินไซต์สำคัญของ “ประเทศไทย” ที่นักการตลาดต้องรู้เพื่อวางกลยุทธ์ปี 2026 กัน
1. เปลี่ยนจาก “Awareness” เป็น “Outcome”

ภาพใหญ่ของทั้งภูมิภาค (APAC) ชี้ไปในทิศทางเดียวกันคือ “From Awareness to Outcome Driver” หรือการเปลี่ยนจากการเป็นแค่เครื่องมือสร้างการรับรู้ ไปสู่กลไกขับเคลื่อนรายได้
ข้อมูลยืนยันเรื่องนี้ชัดเจนว่า ในปี 2025 แคมเปญที่เน้นผลลัพธ์แบบมีตัวชี้วัด (เช่น ยอดขาย หรือ CTR) เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด กินสัดส่วนถึง 42.47% ของแคมเปญทั้งหมด (เพิ่มขึ้นจาก 30% ในปีก่อนหน้า) เทรนด์ปี 2026 จึงเป็นการใช้ Influencer แบบ Full-Funnel ไม่ใช่แค่จ้างมาโพสต์แล้วจบ แต่ต้องวัดผลได้ถึงยอดขาย (Performance)
เทรนด์นี้บอกอะไรเรา?
เลิกวัดแค่ Likes/Views แต่ให้เริ่มวัดผลที่ Click-through rate (CTR) หรือ Conversion (ยอดสั่งซื้อ) และใช้อินฟลูเอนเซอร์ในการทำ Affiliate เพื่อให้มีแรงจูงใจในการ “เชียร์ขาย” สินค้ามากกว่าแค่ถ่ายรูปสวยๆ
2. Thailand is a True “TikTok-First” Market

ในปี 2025 แคมเปญการตลาดในไทยกว่า 66% เกิดขึ้นบน TikTok ทิ้งห่าง Instagram ที่ 18.9% และ Facebook ที่ 7%
ดังนั้น TikTok ไม่ใช่แค่แอปฯที่อินฟลูจะมาเต้นเรียกเอ็นเกจเมนต์เท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนจาก “คนดู” เป็น “คนซื้อ” ได้เร็วที่สุดผ่าน TikTok Shop และคอนเทนต์วิดีโอสั้น
เทรนด์นี้บอกอะไรเรา?
สิ่งนี้บอกว่าหากงบของเรามีจำกัด ให้ทุ่มไปที่ TikTok เป็นอันดับแรก (TikTok-First Strategy) เพื่อกวาด Mass Awareness และยอดขาย
และอย่าลืมแบ่งบทบาทของแพลทฟอร์มอย่าง TikTok ให้ใช้เพื่อหาลูกค้าใหม่และปิดการขายเร็วๆ ส่วน Instagram ก็สามารถนำมาใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและเพิ่มความพรีเมียมของแบรนด์ได้
3. “อาหาร & ความงาม” ครองตลาด กินส่วนแบ่งงบเกินครึ่ง

ข้อมูลบอกเอาไว้ว่า 2 อุตสาหกรรมที่ทุ่มงบกับ Influencer Marketing มากที่สุดในไทยคือ
- อาหารและเครื่องดื่ม (Food & Drink): ครองงบสูงสุดถึง 39.4%
- แฟชั่นและความงาม (Fashion & Beauty): ตามมาที่ 15.0%
เมื่อรวมกันแล้ว สองกลุ่มนี้กินส่วนแบ่งตลาดไปเกิน 50% ทำให้เห็นว่า คนไทยที่ชอบเสพคอนเทนต์ที่ “กินได้” และ “สวยงาม” นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม Business (9.6%) และ Lifestyle & Home (7.4%) ที่เริ่มมาแรงเช่นกัน
เทรนด์นี้บอกอะไรเรา?
หากเราอยู่ในหมวด Food/Beauty ก็ต้องรู้ตัวว่าเรากำลังอยู่ใน Red Ocean ที่การแข่งขันสูงมากจำเป็นต้องหาจุดเด่นที่แตกต่าง หรือใช้ Nano Influencer จำนวนมากเพื่อแย่งพื้นที่สื่อ
แต่ถ้าเราอยู่ในกลุ่มอื่นๆ เช่น Home, Gadget, การเงิน ก็ดีหน่อยเพราะคู่แข่งยังน้อยกว่า นี่คือโอกาสในการสร้างตัวตน ใน Niche ของตัวเองได้ง่ายกว่า
4. Nano & Micro Influencer คือคีย์วินเนอร์

ข้อมูลยืนยันว่า Nano Influencer (ผู้ติดตาม 1k-10k) และ Micro Influencer (10k-100k) มีอัตราการมีส่วนร่วม (Engagement Rate) สูงกว่าอินฟลูฯ เบอร์ใหญ่มาก
ยกตัวอย่างเช่นบน TikTok กลุ่ม Nano มี Engagement เฉลี่ยสูงถึง 6.77% ในขณะที่กลุ่มอื่นต่ำกว่านั้น เหตุผลก็เพราะคนไทยเชื่อ “เพื่อน” หรือ “คนธรรมดาที่ใช้จริง” มากกว่าโฆษณา อินฟลูฯ กลุ่มนี้ให้ความรู้สึกจริงใจ และเข้าถึงง่ายกว่า
เทรนด์นี้บอกอะไรเรา?
ลองมองหาอินฟลูเอนเซอร์สายอาชีพทั่วไป หรือคนท้องถิ่น (Local) เพื่อเจาะตลาด Mass หรือกลุ่มต่างจังหวัด เพราะอินฟลูกลุ่มนี้จะสร้างความเชื่อถือได้ดีมากในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
หรือแทนที่แบรนด์จะจ้างดารา 1 คนในราคาแพง ลองเปลี่ยนเป็นจ้าง Nano Influencer 50-100 คน ในงบเท่ากัน เพื่อสร้างกระแส “รีวิวแน่น” จนเกิด Social Proof ขึ้นก็อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีมากกว่า
5. X (Twitter) แพลตฟอร์มที่อย่ามองข้าม
แม้คนจะพูดถึง TikTok เยอะ แต่ข้อมูลเผยว่าแพลตฟอร์ม X มีประสิทธิภาพในแง่ Engagement (การมีส่วนร่วม) สูงกว่า Facebook และ YouTube เสียอีก โดยเฉพาะกับกลุ่ม Nano Influencer (Engagement สูงถึง 4.10%)
เทรนด์นี้บอกอะไรเรา?
หากแบรนด์ของคุณต้องการสร้างกระแสไวรัลผ่านการ “รีทวีต” หรือต้องการบทสนทนาที่เข้มข้น (Community Talk) อย่าทิ้ง X ไป โดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม Gadget, อาหาร, หรือบริการที่ต้องการการรีวิวแบบ Real-time
คำแนะนำสำหรับแบรนด์
- เจาะด้วย TikTok ปิดด้วย IG: ใช้ TikTok สร้างการรับรู้ (Scale) แล้วใช้ Instagram สร้างความเชื่อมั่น (Trust) เพื่อปิดการขาย
- Beauty ต้อง “ตัวเล็ก”: สินค้าความงามควรใช้ Nano/Micro Influencer ที่คนเชื่อใจ มากกว่าทุ่มงบจ้างดาราเบอร์ใหญ่
- ใช้ “คนท้องถิ่น” เจาะตลาด Mass: อินฟลูฯ สาย Local หรือคนทำงานทั่วไป (Blue-collar) เข้าถึงใจลูกค้าได้ดีกว่าด้วยความจริงใจ
- วัดผลต้องแยก Tier: เลิกใช้ค่าเฉลี่ยรวม ให้วัดผลแยกตามแพลตฟอร์มและระดับผู้ติดตามเพื่อให้เห็นข้อมูลจริง
- จ้างเป็น “ก๊วน” ดีกว่า “เดี่ยว”: ใช้เครือข่ายครีเอเตอร์ (Creator Networks) เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมที่ต่อเนื่องและยั่งยืนกว่า
- คิดให้ครบ Full-Funnel: อย่าทำแยกส่วน วางแผนให้งาน KOL เชื่อมโยงไปถึงยอดขายจริง (Conversion) ให้ได้
ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่ https://anymindgroup.com/th/news/press-release/im-report-2026
