
ในยุคที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคม “Pet Humanization” อย่างเต็มตัว ยุคที่ผู้คนเลือกที่จะเลี้ยงสัตว์มากกว่ามีลูก และสัตว์เลี้ยงก็เปลี่ยนสถานะจากสัตว์เลี้ยงเพื่อเฝ้าบ้านและแก้เหงา มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวในฐานะ “ลูก” (Pet Parenting) กันมากขึ้น เราเห็นโรงพยาบาลสัตว์ระดับพรีเมียม อาหารเกรดโฮลิสติก โรงแรมหมา-แมว รวมไปถึงธุรกิจประกันภัยสัตว์เลี้ยงเติบโตอย่างก้าวกระโดด
แต่มีความจริงข้อหนึ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับคนรักสัตว์ก็คือ “อายุขัย” ของสัตว์เลี้ยงที่สั้นกว่ามนุษย์มากและเมื่อไหร่ที่เกิดความสูญเสียขึ้น “ความเจ็บปวด” นั้นก็รุนแรงเท่าๆ กันกับการสูญเสียคนในครอบครัวไปด้วยเช่นกัน
และนั่นก็กลายเป็นจุดกำเนิดของธุรกิจ “โคลนนิ่งสัตว์เลี้ยง” ซึ่งในกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์บางกลุ่มในประเทศไทยที่มีเงินมากพอเริ่มใช้บริการนี้กันบ้างแล้ว แม้ว่าในประเทศไทยจะยังไม่มีกฎหมายรองรับให้ใช้วิธีนี้ทำในเชิงพาณิชย์ แต่เทคโนโลยีนี้ก็กำลังเป็นประเด็นที่คนรักสัตว์ทั่วโลกให้ความสนใจในเวลานี้
บทความนี้ Marketing Oops! จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังอุตสาหกรรมนี้ ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี เม็ดเงินมหาศาล รวมถึงคำถามทางศีลธรรมที่ผู้บริโภคควรทราบ
1. เทคโนโลยีที่มีจุดเริ่มต้นจากแกะดอลลี่

ย้อนกลับไปในปี 1996 โลกต้องตื่นตะลึงกับข่าวการกำเนิดของ “แกะดอลลี่” (Dolly the Sheep) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวแรกของโลกที่เกิดจากการโคลนนิ่งจากเซลล์ของสัตว์ตัวเต็มวัย เหตุการณ์นั้นเปรียบเสมือนการเปิดประตูบานใหม่ของวงการวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้สิ่งที่เคยเป็นเพียงนิยายวิทยาศาสตร์ (Sci-Fi) กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้ขึ้นมา
ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องทดลองเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์หรือปศุสัตว์เท่านั้น แต่ได้ถูกพัฒนาจนสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยง จากการโคลนปศุสัตว์อย่าง วัว หรือ แกะ ขยายวงกว้างมาสู่ ม้าแข่งราคาแพง และในที่สุดก็มาถึง “สุนัขและแมว” สัตว์เลี้ยงที่เปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัว ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีมีความแม่นยำและเสถียรมากพอที่จะกลายมาเป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบแล้ว
2. ฝาแฝดทางพันธุกรรมไม่ใช่การชุบชีวิต

สิ่งแรกที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงหรือผู้ที่สนใจต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้คือ การโคลนนิ่ง ไม่ใช่การนำสัตว์ตัวเดิมกลับมา (Resurrection) หรือการชุบชีวิต แต่คือการสร้าง “ฝาแฝดทางพันธุกรรม” (Genetic Twin) ที่จะกลับมาเกิดในท้องของแม่อุ้มบุญอีกครั้ง
แม้ว่าดีเอ็นเอของสัตว์ตัวใหม่จะเหมือนเดิมถึง 99.9% แต่รูปลักษณ์ภายนอกอาจไม่ได้เหมือนเดิมเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว เช่น ลายขนของแมวที่อาจผิดเพี้ยนไปบ้างตามปัจจัยแวดล้อมในครรภ์แม่อุ้มบุญ ที่สำคัญไปกว่านั้นคือเรื่องของ “นิสัยใจคอ” แม้พื้นฐานนิสัย (Nature) อาจมีความคล้ายคลึงเดิม แต่สิ่งที่จะหล่อหลอมตัวตนของสัตว์ตัวนั้นๆจริงๆก็ คือ การเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อม (Nurture)
ดังนั้น “น้องคนใหม่” จึงเป็นเพียงชีวิตใหม่ที่เริ่มต้นจากศูนย์ ไม่ได้มีความทรงจำหรือนิสัยเหมือน “น้องคนเดิม” ได้แต่อย่างใด
3. ตลาดหมื่นล้านที่กำลังโต

หลายคนอาจมองว่าการโคลนสัตว์เป็นเรื่องไกลตัวและมีไว้สำหรับคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น แต่ข้อมูลจาก The Business Research Company กลับชี้ให้เห็นว่านี่คือ “อุตสาหกรรม” ที่จริงจังและเม็ดเงินสะพัดมหาศาล
ในปี 2024 มูลค่าตลาดโคลนนิ่งสัตว์ทั่วโลกโลกมีสูงถึง 3,740 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.3 แสนล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะพุ่งทะยานไปแตะระดับ 7,420 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2029 นี้
ธุรกิจนี้ยังเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 14-15% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงมากๆ เมื่อเทียบกับธุรกิจสัตว์เลี้ยงทั่วไป ซึ่งก็มีเหุตผลมาจากรายได้ที่จับจ่ายได้จริงของเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่สูงขึ้น ประกอบกับอิทธิพลจาก Celebrity ระดับโลก อย่างเช่น Barbra Streisand ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องการโคลนนิ่งสุนัขของตัวเองด้วย ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเริ่มรับรู้และเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น
4. ราคาของความคิดถึง

สมรภูมิธุรกิจโคลนนิ่งสัตว์เลี้ยงในปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอำนาจใหญ่ ด้านหนึ่งคือ ฝั่งอเมริกา ที่มีผู้นำตลาดอย่าง ViaGen Pets & Equine ครองส่วนแบ่งหลัก เชี่ยวชาญทั้งสุนัข แมว และม้า โดยสนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.7 – 1.8 ล้านบาท ความน่าสนใจล่าสุดคือ ViaGen ที่เราพูดถึงได้ถูกซื้อกิจการโดย Colossal บริษัทสตาร์ทอัพชื่อดังที่มีโปรเจกต์ล้ำโลกอย่างการ “ปลุกชีพแมมมอธ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทิศทางของธุรกิจนี้กำลังมุ่งไปสู่ระดับ Deep Tech มากขึ้นเรื่อยๆ

อีกด้านหนึ่งก็อยู่ในฝั่งเอเชีย ด้วยโดยเฉพาะเกาหลีใต้อย่าง H Bion หรือเดิมคือ Sooam Biotech ที่ผู้นำคือ นำทีมโดย ดร.ฮวาง อู ซก นักวิทยาศาสตร์ผู้โด่งดังและเคยมีประเด็นอื้อฉาวในอดีต บริษัทนี้เคลมว่าได้ทำการโคลนสุนัขไปแล้วกว่า 1,600 ตัว และวาง Positioning ของบริการไว้พรีเมียมกว่าฝั่งอเมริกา ด้วยราคาที่สูงถึง 100,000 ดอลลาร์ หรือราว 3.4 – 3.5 ล้านบาท

นอกจากนี้ ตลาดจีนอย่าง Sinogene ก็กำลังเร่งเครื่องขึ้นมาเป็นทางเลือกใหม่ด้วยกลยุทธ์ราคาที่ย่อมเยากว่า
5. เบื้องหลังที่ไม่ได้สวยหรู

อย่างไรก็ตามข้อมูลจากสื่อเจาะลึกอย่าง VICE และ The Atlantic เผยให้เห็นกระบวนการหลังบ้านของธุรกิจโคลนนิ่งสัตว์ที่มีความเป็น “อุตสาหกรรม” มากกว่าภาพที่เราจินตนาการกันด้วยเช่นกัน
เพราะว่าการโคลนนิ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่หมาแมวที่เป็นสัตว์เลี้ยงยอดฮิตของมนุษย์เท่านั้นแต่เป็นเรื่องปกติในวงการ “สัตว์ใช้งาน” ด้วยไม่ว่าจะเป็นม้าโปโลสำหรับแข่งขัน อูฐประกวดราคาแพง หรือแม้แต่สุนัขตำรวจที่ดมกลิ่นเก่งเป็นพิเศษเป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีความจริงอีกอย่างที่น่าสนใจก็คือ รายได้หลักส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีการโคลนนิ่งนั้นมาจาก อุตสาหกรรมปศุสัตว์ (Livestock) เช่นการโคลนนิ่งวัวที่ให้นมเยอะผิดปกติ หรือหมูที่โตเร็ว และเนื้อของสัตว์โคลนนิ่งเหล่านี้ได้แทรกซึมเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารในต่างประเทศเรียบร้อยแล้วโดยที่ผู้บริโภคอาจไม่รู้ตัว
และที่ต้องรู้ก็คือกระบวนการทำโคลนนิ่งสัตว์นั้นไม่ได้สำเร็จ 100% เสมอไป มีหลายเคสที่สัตว์โคลนเกิดมาพร้อมความผิดปกติ (Defect) หรือเสียชีวิตหลังคลอด ทำให้แล็บจำเป็นต้องโคลนสำรองไว้หลายตัว เพื่อคัดเลือกตัวที่สมบูรณ์ที่สุดเพื่อส่งมอบให้ลูกค้า
6. เหรียญอีกด้านที่ต้องคิด

ภายใต้ความสำเร็จทางเทคโนโลยี นี่คือเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนที่ต้องฉุกคิดด้วยเช่นกัน ประเด็นแรกที่คนรักสัตว์ต้องรู้ก็คือ สวัสดิภาพสัตว์ เพราะการสร้างชีวิตใหม่ 1 ชีวิต อาจต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดของแม่สุนัขหรือแมวจำนวนมากที่ถูกใช้เพื่อรีดไข่และเป็นแม่อุ้มบุญในห้องแล็บ
อีกเรื่องคือประเด็น สังคม ในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งยอมจ่ายเงินหลักล้านเพื่อสร้างสุนัข 1 ตัว แต่โลกภายนอกยังมีสุนัขจรอีกเป็นล้านๆตัวที่รอคอยบ้านใหม่และเจ้าของใหม่ไปรับเลี้ยง สิ่งนี้กลายเป็นข้อถกเถียงทางศีลธรรมที่ต้องชั่งน้ำหนัก
เรื่องนี้ยังรวมถึงประเด็นเรื่อง False Hope หรือการที่ธุรกิจนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการการขายความหวังให้เจ้าของที่กำลังเศร้า ซึ่งอาจทำให้กระบวนการยอมรับความสูญเสีย (Grieving Process) ตามธรรมชาติของคนเราผิดเพี้ยนไปด้วยเช่นกัน
7. อนาคตของธุรกิจโคลนนิ่ง

แน่นอนว่าเทคโนโลยีการโคลนนิ่ง ไม่ได้หยุด “นิ่ง” อยู่กับที่ แต่อนาคตของธุรกิจนี้กำลังขยายขอบเขตออกไป บริการ “ฝากสเต็มเซลล์” สัตว์เลี้ยงในราคาหลักหมื่นกำลังจะเป็น Gateway Service ที่คนชั้นกลางจับต้องได้ง่ายขึ้น เพื่อเก็บโอกาสไว้ในอนาคต
นอกจากนี้ เทคโนโลยี Artificial Wombs หรือมดลูกเทียม กำลังถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หากสำเร็จ เราอาจไม่ต้องใช้แม่สุนัขจริงในการอุ้มท้อง ซึ่งจะช่วยปลดล็อกปมปัญหาทางจริยธรรมใหญ่ๆ และทำให้ต้นทุนถูกลงมหาศาล รวมถึงการขยายผลไปสู่ De-extinction หรือการใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสายพันธุ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ได้ด้วย
โดยสรุปแล้ว ธุรกิจ Pet Cloning ที่เกิดขึ้นก็สะท้อนให้เห็นว่า “Emotional Value” มีมูลค่ามหาศาลแค่ไหน ตัวอย่างง่ายๆก็คือ “มนุษย์” ที่ยอมแพ้ให้กับความคิดถึงยอมจ่ายไม่อั้นเพื่อซื้อเวลาและความผูกพันให้กลับคืนมา
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย บริการนี้ยังไม่มีกฎหมายรองรับ ทำให้ยังไม่มีผู้ให้บริการภายในประเทศ การใช้บริการในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องของการส่งตัวอย่างเนื้อเยื่อไปดำเนินการในต่างประเทศ (เช่น อเมริกา หรือ เกาหลีใต้) ผ่านตัวแทน หรือต้องดำเนินการด้วยตนเองซึ่งมีขั้นตอนทางศุลกากรและการขนส่งที่ซับซ้อนมากๆรออยู่ ซึ่งก็ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไปอีกมหาศาล
แต่สุดท้ายที่เราต้องเข้าใจเอาไว้ก็คือ เทคโนโลยีอาจสามารถ Copy ร่างกายได้ แต่ไม่อาจ Copy จิตวิญญาณหรือความทรงจำที่ผ่านมาได้ การโคลนนิ่งอาจเป็นทางเลือกสำหรับบางคนที่มีความพร้อมและยอมรับในเงื่อนไข แต่สำหรับคนรักสัตว์ส่วนใหญ่ การดูแลพวกเขาให้ดีที่สุดในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ และเก็บความทรงจำที่สวยงามไว้ในใจ อาจเป็นวิธีสวยงามที่สุดเท่าที่ธรรมชาติได้ประกอบสร้างเราขึ้นมาบนโลกใบนี้ก็ได้
Reference: BBC News, The Business Research Company, VICE News, The Atlantic
