‘ไม่ทันใจ!’ ยักษ์ใหญ่ AI ทั่วโลก ‘หงุดหงิด’ ชี้ ความหวังเดียวอย่าง ‘TSMC’ คือคอขวดทำชิปขาดแคลน จี้ ‘เพิ่มกำลังการผลิต’ แต่อีกฝั่งขอ ‘ช้าแต่ชัวร์’ ดีกว่า

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ชวนวิเคราะห์ ทำไม? TSMC เลือก Play Safe แม้ดีมานด์ AI Chip สูง จนยักษ์ใหญ่รุมจี้ให้เพิ่มกำลังการผลิต 

ยิ่งเทคโนโลยี AI บูมขึ้นเท่าไหร่ สิ่งที่ตามมาเป็นเงาตามตัว ความต้องการ ‘ชิป’ พุ่งสูงขึ้นจนตอนนี้แทบจะไร้เพดานสิ้นสุด ในขณะที่ ‘ความหวังเดียว’ อย่าง TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company) เลือก Play Safe เพราะไม่ต้องการเสี่ยงทุ่มเงินมหาศาลไปกับโรงงาน ซึ่งอาจกลายเป็น ‘โรงงานร้าง’ จากความต้องการชิป AI ชะลอตัวลง หรือตลาดเข้าสู่ ‘วัฏจักรขาลง’ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วซ้ำๆ

การตัดสินใจ ‘ช้าแต่ชัวร์’ นี้แหละ ที่สร้างความหงุดหงิดให้กับเหล่า ยักษ์ใหญ่วงการ AI ไม่ว่าจะเป็น NVIDIA, OpenAI และ Tesla ต้องมาติดอยู่กับ ‘คอขวด’ จากตัวแปรเดียวท่ามกลางสมรภูมิดุเดือดนี้ แรงกดดันจึงถาโถมเข้าหา TSMC อย่างต่อเนื่อง 

 

– Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ได้เดินทางไปไต้หวันเพื่อเร่งรัดให้ TSMC เพิ่มกำลังการผลิตชิปของตนเป็นสองเท่า

– Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI เรียกร้องให้ TSMC “แค่สร้างกำลังการผลิตเพิ่ม” (just build more capacity) 

Elon Musk เองก็เคยเปรยว่าคงถึงเวลาที่ต้องสร้างโรงงานชิปขนาดใหญ่ของ Tesla เอง

 

TSMC ยอมเพิ่มกำลังการผลิต แต่เมื่อเทียบสัดส่วนรายได้ ยัง ‘น้อยมาก’ 

 

 

ด้าน TSMC พยายามตอบรับแรงกดดันจากเหล่ายักษ์ใหญ่ ด้วยการเพิ่มงบลงทุน หรือ CapEx ขึ้น เป็น 41,000 ล้านดอลลาร์ จาก 30,000 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน โดย 2 ใน 3 ถูกจัดสรรไปยังส่วนการผลิตชิประดับสูงที่อุตสาหกรรม AI ต้องการ ด้านนักวิเคราะห์มองว่าอาจกระโดดไป 52,000 ล้านดอลลาร์ได้ในปี 2027

ทั้งนี้ แม้จะมีการเพิ่มเงินลงทุน แต่สัดส่วนต่อรายได้ (CapEx-to-Revenue Ratio) กลับลดลง หมายความว่า TSMC เลือกลงทุนกลับเข้าไปในธุรกิจด้วยสัดส่วนน้อยลง เมื่อเทียบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น (และดีมานด์ที่สูงขึ้น) สะท้อนกลยุทธ์ Play Safe อย่างชัดเจน ทั้งยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กำลังการผลิตชิป ‘ตึงตัว’ หนัก

โดยรายได้ (Revenue) ของ TSMC เมื่อ Q3/2025 อยู่ที่ 1.19 ล้านล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 544,000 ล้านบาท

 

ทำไม? TSMC ถึงเลือก Playsafe แม้เงินมหาศาลกองอยู่ตรงหน้า

 

 

1. Boom-and-Bust Cycle

 

ในมุมหนึ่ง ต้องทำความเข้าใจว่า TSMC ไม่ได้กลัวเกินกว่าเหตุ แต่เคยมีประสบการณ์จริงจาก วัฎจักรเฟื่องฟู-ตกต่ำ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า TSMC เองเคยเพิ่มกำลังการผลิตชิประดับกลางในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพราะดีมานด์ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างคอมพิวเตอร์ และอื่นๆ สูงขึ้น จากการใช้ชีวิตที่บ้านมากขึ้น เช่น การ Work from Home 

โดยในช่วงปี 2565 TSMC ทุ่มเงินราว 44,000 ล้านดอลลาร์เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต แต่กลับต้องลดอัตราการผลิตลงกว่า 20% ในปีถัดไป เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไป และเริ่มคลี่คลาย การลงทุนที่เกิดขึ้นจึงถูกใช้งานไม่เต็มที่ และเสียโอกาส ซึ่ง TSMC ไม่อยากซ้ำรอยนี้

 

2. ต้องแบบรับต้นทุนมหาศาลคนเดียว

 

การเปิดโรงงานการผลิตที่ตรงตามโจทย์ใช้เงินราว 20,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 720,000 ล้านบาท และใช้เวลาสร้าง 3-4 ปี แม้ TSMC สัญญาว่าจะสร้างโรงงานเพิ่มอีก 6 แห่งในอเมริกา แต่ด้วยอุตสาหกรรมก่อสร้างซบเซาทำให้ต้นทุนเหล่านี้ยิ่งสูงขึ้นไปอีก ทั้งยังล่าช้า ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล มีแค่ TSMC ต้องแบกรับต้นทุนคนเดียว โดยลูกค้าอย่าง NVIDIA หรือ OpenAI ไม่ต้องรับความเสี่ยงใดๆ 

 

นอกจาก TSMC มีใครผลิตชิปได้อีกไหม?

 

 

แม้ TSMC จะเป็นชื่อเดียวที่มักถูกพูดถึงในเรื่องการผลิตชิป แต่จริงๆ แล้วยังมีผู้เล่นหลักอื่นๆ ที่มีเทคโนโลยีพอจะผลิตชิป AI ได้ เทียบเคียงกับ TSMC 

 

1. Samsung

 

ซัมซุงถูกมองว่าเป็นผู้เล่นหนึ่งมีศักยภาพสูง แต่ยังไม่พอให้พึ่งพาได้ เพราะยังควบคุมปริมาณผลผลิตได้ไม่ดี จึงเกิด ‘ชิปเสีย’ เยอะ จำนวนชิปที่ใช่ได้จริงจึงต่ำกว่า TSMC อย่างมาก 

โดยในเดือนกรกฎาคม Tesla ได้เซ็นสัญญามูลค่า 533,610 ล้านบาท กับซัมซุงเพื่อเริ่มผลิตชิป AI ที่รัฐเท็กซัสในปีหน้า แต่โครงการดังกล่าวมีรายงานว่า ล่าช้ากว่ากำหนด

 

2. Intel 

 

อดีตแชมป์ที่ติดอยู่ในยุค 14 นาโนเมตร อย่างยาวนาน ปัจจุบัน อินเทลผลิตชิปเทียบเท่า 3-5 นาโนเมตรได้แล้ว แต่ยังควบคุมปริมาณ และความเสถียรได้ไม่สู้ TSMC อยู่ดี 

แม้จะท้าทายด้วยการเปิดตัว Intel 18A (เทียบเท่า 1.8 นาโนเมตร) แต่ยังมีปัญหาในการผลิตปริมาณมาก นอกจากนี้ การแข่งขันกับ TSMC และ Samsung ในการเป็น ‘ผู้รับจ้างผลิตชิป’ ทำให้ Intel ลงทุนด้าน CapEx มหาศาล กดดันการเงินของบริษัทให้ขาดทุน จนต้องประกาศปลดพนักงาน และลดการใช้จ่ายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินไว้

 

แม้ Samsung และ Intel จะยังกระท่อนกระแท่นในการเป็นคู่แข่งกับ TSMC แต่จะมองข้ามไม่ได้เช่นกัน เพราะสุดท้ายหาก Samsung และ Intel สามารถแก้ปัญหาได้ ขาบัลลังก์ของ TSMC จะตกอยู่ในอันตรายทันที เพราะลูกค้าสามารถเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่นได้เสมอ

 

แม้ความต้องการชิป AI พุ่งทะยาน แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะ ไม่ควรคาดหวังให้ TSMC เปลี่ยนใจ

 

 

NVIDIA: คาดการณ์ว่าจำเป็นต้องจัดส่งชิป AI ถึง 6.3 ล้านชิป ในปีหน้า ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 23% จากปีนี้

Broadcom: คาดว่าจะมีความต้องการชิปสำหรับลูกค้า Cloud Giant (Google, Meta) ถึง 5.4 ล้านชิป ในปีหน้า หรือเพิ่มขึ้น 29%

OpenAI: ผู้พยายามลดการพึ่งพา NVIDIA ได้เซ็นสัญญาจัดหาชิป AI กับ AMD มูลค่า 6 กิกะวัตต์ (GW) และกับ Broadcom อีก 10 กิกะวัตต์ ซึ่งรวมแล้วกว่า 8-16 ล้านชิป นอกจากนี้ยังมีข่าวว่า Sam Altman วางแผนเพิ่มความสามารถในการประมวลผลให้สูงถึง 250 กิกะวัตต์ภายในปี 2576

Tesla: ด้านอีลอนเผยแผนการสร้าง TeraFab ตั้งเป้าผลิตชิป 1 ล้านเวเฟอร์ต่อเดือน เพื่อให้ได้ชิปในปริมาณมหาศาลที่จำเป็นสำหรับหุ่นยนต์ Optimus และรถยนต์ไร้คนขับ

 

ด้าน Bristlemoon Capital กองทุนเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) สัญชาติออสเตรเลีย แชร์มุมมองว่า 

 

ความระมัดระวังของ TSMC เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจเพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทต้องล่มสลายจากวัฏจักรขาลง และ ‘ไม่ควรคาดหวัง’ ว่า TSMC จะยอมเปลี่ยนนโยบายความระมัดระวังนี้ เพียงเพื่อตอบสนองความเร่งด่วนของใครบางคน

 

Source: The Economist , Tom’s Hardware , รายงานผลประกอบการ TSMC Q3/2025 ,


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
CLOSE
CLOSE