
ในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องเผชิญกับปัจจัยลบหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้สถาบันการเงินยกระดับความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สถานการณ์นี้กระทบโดยตรงต่อกลุ่มผู้ซื้อบ้านในระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจชะลอการซื้อออกไป
ท่ามกลางสภาวะตลาดที่มีความผันผวนเช่นนี้ พฤกษา โฮลดิ้ง เลือกที่จะปรับสมดุลในการดำเนินงานเพื่อรักษาความแข็งแกร่งขององค์กร บริษัทรายงานรายได้รวมในปี 2568 อยู่ที่ 14,983 ล้านบาท แม้จะเป็นตัวเลขที่ลดลง 29% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่สิ่งที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการคือความสามารถในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ไว้ได้ในระดับสูงถึง 33.3% การรักษาระดับกำไรในขณะที่ตลาดมวลรวมกำลังซบเซาเป็นผลมาจากการตัดสินใจปรับเปลี่ยนสัดส่วนสินค้าในพอร์ตโฟลิโอให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อจริง และการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย
ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า พฤกษาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินทุนและสภาพคล่องอย่างระมัดระวัง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ครั้งใหม่ในปี 2569 ต่อไป

การปรับตัวเพื่อรักษาเสถียรภาพ
ความสำเร็จของพฤกษาในปี 2568 เกิดจากการตัดสินใจปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจอย่างรวดเร็วเพื่อให้สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจจริง โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้
- การปรับพอร์ตสินค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย (Reshaping Portfolio)
พฤกษาเลือกใช้วิธีลดสัดส่วนการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในกลุ่มราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทลง เนื่องจากกลุ่มนี้มียอดขายคงค้างและประสบปัญหาการขอสินเชื่อได้ยาก บริษัทเลือกหันไปให้ความสำคัญกับการเปิดตัวโครงการในระดับกลางถึงบน (Mid-to-Premium) แทน โดยในปีที่ผ่านมามีการเปิดตัวโครงการกลุ่มนี้สูงถึง 45% การย้ายจุดโฟกัสไปหาลูกค้าที่มีความพร้อมทางการเงินช่วยให้บริษัทบริหารจัดการยอดขายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น - การรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด (Financial Resilience)
แม้รายได้รวมจะมีการปรับตัวลดลงตามสภาพตลาด แต่บริษัทสามารถทำกำไรขั้นต้น (GPM) ได้ถึง 33.3% ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการเลือกทำโครงการที่มีคุณภาพและให้ผลตอบแทนสูงแทนการเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้บริษัทยังรักษาอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Gearing Ratio) ไว้ที่ระดับ 0.28 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำมาก การรักษาสภาพคล่องเช่นนี้ทำให้องค์กรมีความพร้อมในการเผชิญกับความไม่แน่นอนได้เป็นอย่างดี - การบริหารจัดการที่ดินและสินทรัพย์ (Asset Management)
บริษัทดำเนินการคัดเลือกที่ดินเปล่าที่ไม่ได้อยู่ในแผนการพัฒนาหลัก (Non-core Land Bank) ออกมาขายจำนวน 12 แปลง เพื่อนำเงินทุนกลับมาสร้างสภาพคล่องและลดภาระในการถือครองสินทรัพย์ที่ยังไม่สร้างรายได้ การดำเนินการนี้เป็นการเปลี่ยนทรัพย์สินให้กลายเป็นกระแสเงินสด เพื่อนำไปต่อยอดในธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม
ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการเติบโตในปี 2569
พฤกษา โฮลดิ้ง วางเป้าหมายสร้างรายได้รวมในปี 2569 ไว้ที่ 18,800 ล้านบาท โดยแผนงานสำคัญถูกกำหนดไว้ภายใต้กรอบแนวคิด “Asset-Optimized, Capital-Efficient, Well Living-Focused” ซึ่งมีรายละเอียดการดำเนินงานที่ลึกซึ้งขึ้นดังนี้
- การเพิ่มมูลค่าจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ (Asset-Optimized)
บริษัทเน้นการนำที่ดินและทรัพย์สินมาใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีแผนการเปลี่ยนที่ดินเปล่าในมือให้เป็นโครงการที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการพัฒนาโครงการคลังสินค้าอัจฉริยะ (Omega Project) และการนำอาคารพาณิชย์มาปรับปรุงเพื่อสร้างรายได้จากการเช่า แนวทางนี้ช่วยลดการพึ่งพารายได้จากการขายบ้านเพียงอย่างเดียว และสร้างความมั่นคงของกระแสเงินสดในระยะยาว - การผนึกกำลังเพื่อสร้างประสบการณ์สุขภาพ (Well Living-Focused)
ความแตกต่างที่พฤกษานำมาใช้แข่งขันในตลาดคือการรวมบริการสุขภาพเข้ากับที่อยู่อาศัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีโรงพยาบาลวิมุตเป็นแกนหลักในการส่งต่อบริการทางการแพทย์ไปถึงหน้าบ้านของลูกบ้าน มีการเปิดตัวบริการ “แพทย์ประจำครอบครัว” เพื่อดูแลสุขภาพของผู้อยู่อาศัยอย่างใกล้ชิด การสร้างมูลค่าเพิ่มในลักษณะนี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความโดดเด่นและตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่มีคุณภาพมากกว่าการเป็นเพียงผู้สร้างที่พักอาศัย - เป้าหมายและการขยายตัวของธุรกิจใหม่
ในปี 2569 พฤกษาตั้งเป้าสร้างรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 15,000 ล้านบาท ผ่านการเปิดตัวโครงการใหม่ที่มีมูลค่ารวมกว่า 8,200 ล้านบาท ขณะเดียวกันธุรกิจเฮลท์แคร์ถูกวางเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 2,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตที่สำคัญ นอกจากนี้ยังมีรายได้เสริมจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและคลังสินค้าที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มสัดส่วนรายได้รวมให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
ทิศทางและก้าวต่อไปของธุรกิจ
ข้อมูลในปี 2568 ชี้ให้เห็นว่าการปรับตัวตามสถาวะเศรษฐกิจมีความสำคัญมาก การลดน้ำหนักในตลาดที่กู้ผ่านยากและเพิ่มงานในกลุ่มลูกค้าที่มีความพร้อม ช่วยให้บริษัทยังรักษากำไรและสถานะทางการเงินไว้ได้ในระดับที่ดี การมีภาระหนี้ต่ำทำให้บริษัทมีความคล่องตัวในการเริ่มทำธุรกิจใหม่ๆ ได้ทันที
แผนงานในปี 2569 จึงเป็นการขยับไปสู่การสร้างรายได้จากหลายช่องทาง การนำบริการจากโรงพยาบาลวิมุตเข้ามาช่วยดูแลลูกบ้าน และการปรับเปลี่ยนที่ดินในมือให้กลายเป็นโครงการที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง เป็นแนวทางที่ช่วยลดการพึ่งพายอดขายบ้านเพียงอย่างเดียว วิธีการนี้ช่วยให้โครงสร้างธุรกิจมีความมั่นคงและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้ดีขึ้น
เป้าหมายรายได้ 18,800 ล้านบาท เกิดจากการจัดวางแผนงานที่เน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พฤกษาในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการสร้างระบบธุรกิจที่มีความสมดุล ทั้งการขายที่อยู่อาศัยและการให้บริการด้านสุขภาพ เพื่อให้องค์กรสามารถเติบโตไปได้อย่างมั่นคงและสอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในระยะยาว


