รู้จัก AURA เทคโนโลยี IVF พลังหุ่นยนต์ AI เพิ่มอัตราสำเร็จเกิน 50% โอกาสธุรกิจใหม่ ความหวังแก้สังคมสูงอายุ

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของ “สายพานการผลิตมนุษย์”? ไปทำความรู้จักกับ AURA ระบบหุ่นยนต์แบบสายพานการผลิตที่สามารถทำกระบวนการ IVF ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงก่อนฝังตัวอ่อนในมดลูกได้ทั้งหมด ที่อาจ Scale กลายเป็นธุรกิจใหม่ ที่นำไปสู่การแก้ปัญหาสังคมสูงอายุในอนาคตก็เป็นได้

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตประชากรขั้นรุนแรง โดยในปี 2568 ยอดเด็กเกิดใหม่ลดเหลือเพียง 417,000 คน ต่ำสุดในรอบ 75 ปี และหายไปกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับอดีตที่เคยเกิดเกิน 1 ล้านคนต่อปี หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป ประชากรไทยอาจลดลงเหลือเพียง 40 ล้านคนในอีก 60 ปีข้างหน้า

ขณะเดียวกัน จำนวนคนตายเริ่มมากกว่าคนเกิดมาตั้งแต่ปี 2564 นำไปสู่ภาวะ Super-Aged Society ที่เป็นระเบิดเวลาทำลายศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ปัญหานี้จึงต้องอาศัยทั้งนโยบายรัฐ สวัสดิการสังคม รวมไปถึงการนำนวัตกรรมทางการแพทย์เข้ามาใช้กันอย่างจริงจัง

ในบทความนี้ Marketing Oops! จะพาไปรู้จักกับเทคโนโลยีที่ว่านี้มีชื่อว่า “AURA” ระบบหุ่นยนต์ Robotic Assembly Line หรือหุ่นยนต์แบบสายพานการผลิต แห่งแรกของโลก ที่สามารถทำกระบวนการสร้างตัวอ่อนมนุษย์ได้ ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายก่อนฝังตัวในมดลูก โดยไม่ต้องผ่านมือมนุษย์เลย

ความยอดเยี่ยมของมันก็คือสามารถทำ IVF ได้ในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น เพิ่มอัตราความสำเร็จได้มากกว่า 50% และแน่นอนว่าในอนาคตเทคโนโลยีนี้อาจกลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่จะมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาอัตราการเกิดน้อยที่นำไปสู่ปัญหาสังคมสูงอายุได้ในอนาคตก็ได้

Pain Point ของอุตสาหกรรม IVF แบบเดิมๆ

ที่ผ่านมา การทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF คือความหวังของคนที่อยากมีบุตร แต่ความเป็นจริงกลับไม่ได้ทำได้ง่ายๆแบบนั้น

เพราะข้อมูลจาก CDC ระบุว่าอัตราความสำเร็จเฉลี่ยของ IVF ทั่วโลกอยู่ที่เพียง 37.5% นั่นหมายความว่า ในทุกๆ 10 คู่ที่ยอมจ่ายเงินหลักแสน มีเพียงไม่ถึง 4 คู่เท่านั้นที่สมหวัง

สาเหตุสำคัญมาจากกระบวนการทำงานแบบ “Artisanal” หรือการพึ่งพาฝีมือมนุษย์เป็นหลัก หมายความว่านอกจากตัวแปรอย่างสุขภาพและอายุของคุณแม่แล้ว

อัตราความสำเร็จของการทำ IVF แต่ละครั้งยังต้องขึ้นอยู่กับความนิ่งของมือนักวิทยาศาสตร์ ก็คือหากวันนั้นเขามีอาการเหนื่อยล้า หรือมีความคลาดเคลื่อนเพียงระดับไมโครเมตร โอกาสที่ตัวอ่อนจะรอดชีวิตก็ลดลงทันที

นอกจากนี้ ต้นทุนการทำ IVF ยังสูงมากๆ ถึงแม้ในประเทศไทยที่ขึ้นชื่อว่ามีราคาย่อมเยาว์กว่าหลายที่ในโลกจนกลายเป็นจุดหมายปลายทางจากชาวต่างชาติ ก็ยังมีราคาสูงถึง 200,000 – 400,000 บาท ทำให้บริการนี้เป็นบริการระดับ “พรีเมียม” ที่จำกัดอยู่แค่คนบางกลุ่มเท่านั้น

เมื่อ AI และหุ่นยนต์ “สร้างชีวิต” ได้

สำนักข่าว Bloomberg รายงานไปเมื่อไม่นานนี้ว่า มีสตาร์ทอัปจากนิวยอร์กชื่อ Conceivable Life Sciences มองเห็น Pain Point นี้ จึงได้พัฒนา “AURA” หุ่นยนต์แบบสายพานการผลิตความยาวประมาณ 17 ฟุตขึ้นมา

เป้าหมายของ Conceivable Life Sciences คือการเปลี่ยนกระบวนการทำเด็กหลอดแก้วจาก “งานฝีมือ” ให้กลายเป็น “มาตรฐานอุตสาหกรรม” มากขึ้น

ความเจ๋งของ AURA ที่ทำการทดสอบกันจริงๆที่กรุงเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ก็คือการเป็น ระบบอัตโนมัติหนึ่งเดียวในโลกที่ทำได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดแยกสเปิร์ม การคัดเลือกไข่ที่มีคุณภาพ ไปจนถึงการผสมเซลล์และการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนในตู้ฟัก (Incubator) โดยดึงเทคโนโลยีจากอุตสาหกรรมอื่นมาปรับใช้

เช่นการใช้แขนกลแบบเดียวกับที่ Space X และ Meta ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนยานอวกาศและชิปคอมพิวเตอร์ มีความละเอียดระดับ 1 ใน 1,000 มิลลิเมตร แก้ปัญหาเรื่อง Human Error จากมือมนุษย์

นอกจากนี้ยังใช้อัลกอริทึมค้นหาไข่ท่ามกลางเนื้อเยื่อและของเหลวชีวภาพแบบแม่นยำ วิเคราะห์สเปิร์มที่สมบูรณ์ที่สุด แทนการใช้สายตามนุษย์ส่องกล้อง ด้วยอัลกอริทึมของยักษ์ใหญ่ไอทีจีนอย่าง Baidu

รวมไปถึงในขั้นตอนของการปฏิสนธิ ยังใช้การสั่นสะเทือนระดับอัลตราโซนิกในการเจาะไข่ เพื่อลดความเสียหายและแรงกดทับของเซลล์ไข่ให้เหลือน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับเข็มที่ใช้มือมนุษย์

ผลลัพธ์ที่ได้คือ อัตราการสร้างตัวอ่อนที่พร้อมฝังตัวพุ่งสูงถึง 51% ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงมากเมื่อเทียบกับการทำด้วยมือแบบเดิม ช่วยลดความเจ็บปวดให้กับผู้หญิงที่ต้องไปเก็บไข่หลายรอบได้ด้วย

จุดเริ่มต้น Conceivable Life Sciences

Conceivable Life Sciences ก่อตั้งขึ้นมาโดย Joshua Abram และ Alan Murray นักธุรกิจโฆษณาดิจิทัล ที่มีประสบการณ์เหมือนกันคือรอดชีวิตจากโรคมะเร็งคู่  นั่นทำให้ทั้งคู่อินกับเทคโนโลยีเกี่ยวกับการแพทย์มากๆ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Joshua ได้เห็นกระบวนการเก็บไข่ของเพื่อนร่วมงานเพื่อทำ IVF ที่ต้องแช่แข็งไข่เอาไว้ในภาชนะที่เหมือน “ถังใส่นมในฟาร์มวัว” และระบุความเป็นเจ้าของด้วยการเขียนชื่อบนแผ่นกระดาษแปะเอาไว้เท่านั้น เลยเกิดไอเดียที่จะพัฒนากระบวนการเหล่านี้และลดความเสี่ยงต่างๆลงให้ได้มากที่สุด

นั่นจึงนำไปสู่การจับมือกับ Dr. Alejandro Chavez-Badiola แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเจริญพันธุ์ เกิดเป็นเทคโนโลยีในการสร้าง “สมอง” ให้กับหุ่นยนต์ พัฒนากลายเป็นเทคโนโลยี AURA หุ่นยนต์ IVF ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขึ้นมา

แน่นอนว่า AURA ทำงานสำเร็จแล้ว ผลงานแรกก็คือลูกสาวของ Aike Ho นักลงทุนสาวผู้ตัดสินใจเข้าร่วมการทดลองด้วยตัวเอง ตัวอ่อนของเธอถูกสร้างขึ้นโดยหุ่นยนต์ AURA รุ่นทดลอง

ลูกสาวของ Aike Ho เพิ่งลืมตาดูโลกเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้เองและ กลายเป็นเด็กคนแรกในสหรัฐฯ ที่เกิดจากการทำงานของหุ่นยนต์ AURA ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม Joshua Abram เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งก่อนที่ลูกสาวของ Aike Ho จะเกิดเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น พร้อมกับบอกความต้องการสุดท้ายของตัวเองเอาไว้ว่าอยากให้เด็ก 5% ของโลกเกิดจากเทคโนโลยีของ Conceivable เพื่อเติมเต็มชีวิตให้กับหลายล้านครอบครัวทั่วโลก

Business Model ที่จะเปลี่ยนโลก Fertility

AURA มีความน่าสนใจในแง่ธุรกิจเช่นกันในการพัฒนาไปสู่ “Superlab Concept” หรือการใช้หุ่นยนต์ช่วยให้หนึ่งห้องแล็บสามารถผลิตตัวอ่อนได้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว โดยใช้จำนวนบุคลากรน้อยลง แต่ได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า

ในอนาคตหาก AURA สามารถ Scale ธุรกิจได้ ต้นทุนจะลดลง นำไปสู่การตั้งราคาที่คนชนชั้นกลางเข้าถึงได้ ซึ่งตามข่าวเป้าหมายอยู่ที่ประมาณ 500,000 บาทเป็นเบื้องต้น นอกจากนี้บริษัทยังตั้งเป้าจะโมเดลธุรกิจแบบรับประกันผลลัพธ์ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้อย่างมหาศาล

ปัจจุบัน Conceivable สามารถระดมทุนไปได้แล้วกว่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,200 ล้านบาท) สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนเองก็มองเห็นโอกาสในตลาด Fertility ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลกเช่นกัน

ความกังวลด้านจริยธรรม 

แม้เทคโนโลยี AURA จะดูเป็นความหวังใหม่ แต่ในมุมจริยธรรม ก็มีเรื่องน่ากังวลอยู่หลายเรื่องเช่นกันยกตัวอย่างเช่น ปกติหมอจะเป็นคนเลือกสเปิร์มหรือไข่ที่ดูแข็งแรงที่สุด แต่เมื่อเป็น AI เราอาจไม่รู้เลยว่ามันใช้ “เกณฑ์” อะไรในการตัดสินใจ

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็เหมือนแอปฯ นำทางที่พาเราไปเส้นทางลัดที่เราอาจไม่คุ้น เราอาจจะถึงเร็วขึ้น แต่เราไม่รู้เลยว่าทำไมมันถึงเลือกทางนั้น ในกรณีของตัวอ่อนมนุษย์ หาก AI เลือกสเปิร์มที่มีลักษณะบางอย่างที่เราไม่ได้ต้องการ แต่ระบบ “คิดไปเอง” ว่าดี นี่คือความเสี่ยงที่มนุษย์อาจสูญเสียการควบคุมไปก็เป็นได้

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงเกี่ยวกับ Error ที่คาดการณ์ได้ยาก ยกตัวอย่างเช่นหากนักวิทยาศาสตร์ทำพลาด จะส่งผลกระทบแค่ตัวอ่อนรายนั้นๆ แต่ถ้า “ซอฟต์แวร์” ของหุ่นยนต์มีบั๊ก (Bug) ความผิดพลาดนั้นจะเกิดขึ้นกับตัวอ่อนทุกตัวในสายพานพร้อมกันทั้งหมด เหมือนโรงงานผลิตอาหารที่ถ้าเครื่องจักรเสียแค่จุดเดียว อาหารทั้งล็อตนั้นก็จะเสียไปทั้งหมด ซึ่งในที่นี้คือ “ชีวิตมนุษย์” ที่ไม่ใช่สินค้าหรือสิ่งของนั่นเอง

และสุดท้ายคือปัญหาในเชิงปรัชญา ที่บางคนก็กังวลว่าวิธีการแบบนี้จะทำให้ “คุณค่าของความเป็นมนุษย์หายไป”  การสร้างชีวิตแบบ Assembly Line อาจทำให้เรามองชีวิตเหมือน “สินค้า” ชิ้นหนึ่ง  เมื่อเราสามารถผลิตตัวอ่อนได้วันละหลายพันตัวเหมือนผลิตสมาร์ทโฟน ความมหัศจรรย์และความสำคัญของการกำเนิดชีวิตจะยังคงอยู่หรือไม่? เช่นกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น AURA ก็นับว่าเป็นอีกเรื่องน่าสนใจที่ประเทศไทยก็ควรมองเป็นโอกาสด้วยเช่นกัน เพราะไทยก็ถือเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของ Fertility Tourism โดยข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจบริการรักษาผู้มีบุตรยากในไทยมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่องของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากจีนและอาเซียน

ที่มา: Bloomberg, กรมการปกครอง, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
CLOSE
CLOSE