
หากใครที่ติดตามสงคราม AI มาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า Google พยายามวิ่งไล่ตาม OpenAI อย่างหนักหน่วง และล่าสุด Google ก็เปิดตัว Gemini 3 โมเดล AI รุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการโมเดลที่ Google บอกเลยว่า “ฉลาดที่สุดเท่าที่เคยมีมา” นับเป็นย่างก้าวที่นักวิเคราะห์มองว่าอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ Google จะเอาชนะ ChatGPT ในอนาคตก็ว่าได้
Gemini 3 เก่งกว่า 2.5 อย่างไร?

Google พัฒนา Gemini 3 โดยเน้นไปที่ 3 แกนหลักคือ Learn, Build และ Plan โดยฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาอีกก็คือฟีเจอร์ที่เรียกว่า “Deep Think” หรือความสามารถในการให้เหตุผล (Reasoning) ที่ซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าเดิมมาก ส่วนสิ่งที่เก่งกว่า Gemini 2.5 ก็มีหลายอย่างเช่น
- Reasoning – Gemini 3 ทำคะแนนสอบวัดระดับ AI (Benchmarks) ชนะรุ่น 2.5 Pro แบบขาดลอย และยังทำคะแนนระดับ PhD ในการทดสอบ Humanity’s Last Exam ได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือช่วย
- Multimodal – การรับรู้ทั้งภาพ เสียง วิดีโอ และข้อความ ทำได้ลื่นไหลและแม่นยำขึ้นมาก เช่น คุณสามารถถ่ายวิดีโอการตีแบดมินตันของคุณ แล้วให้ AI วิเคราะห์ท่าทางพร้อมวางแผนการฝึกซ้อมให้ได้ทันที
- Agentic Capabilities – สามารถ Take Action แทนเราได้ เช่น วางแผนการเดินทาง จองตั๋ว หรือจัดการ Inbox อีเมลที่ยุ่งเหยิงได้แบบ End-to-End
- Vibe Coding – สำหรับสาย Tech หรือ Developer โมเดลนี้เขียนโค้ดได้โหดขึ้นมาก สามารถสร้าง Visual Interactive บนหน้าเว็บได้จากการสั่งงานด้วยภาษาพูดเพียงไม่กี่ประโยค
ใครใช้ได้บ้าง? ไทยใช้ได้หรือยัง?
Google เปิดให้ใช้งาน Gemini 3 ทันที ตั้งแต่วันแรกโดยแบ่งสิทธิ์การเข้าถึงดังนี้
- ผู้ใช้ทั่วไป (Free): สามารถใช้งานโมเดล Gemini 3 Pro ได้ฟรีผ่านทาง Gemini App ทั้งบนเว็บและมือถือ
- ผู้สมัครสมาชิก (Pro & Ultra): เข้าถึง Gemini 3 ผ่าน Google Search ในโหมด “AI Mode” ได้ทันทีโดยไม่ต้องสลับแอป ซึ่งช่วยให้การค้นหาข้อมูลซับซ้อนทำได้ดีกว่า
- ผู้ใช้ระดับ Ultra: นอกจากฟีเจอร์ข้างต้นแล้ว จะได้รับสิทธิ์เข้าถึง Gemini 3 Deep Think (โหมดคิดวิเคราะห์เชิงลึก) และฟีเจอร์ Agent ขั้นสูงในเร็วๆ นี้
- นักพัฒนาและองค์กร: สามารถเข้าถึงผ่าน Google AI Studio และ Vertex AI ได้ทันที

ในประเทศไทยอัปเดตล่าสุดผู้ใช้งานในไทยสามารถลองเล่น Gemini 3 ผ่านหน้าเว็บและแอปพลิเคชันได้แล้ว โดยรองรับภาษาไทยและการใช้งานร่วมกับ Google Workspace ได้
ทำไม Gemini อาจจะเอาชนะ ChatGPT ได้?
แม้แบรนด์ “ChatGPT” จะติดปากคนทั่วโลกไปแล้ว เหมือนที่เราเรียกแฟ้บ หรือ ซีร็อกซ์ แต่บทวิเคราะห์จาก Business Insider ล่าสุดก็มองว่า Google เองก็มีจุดเด่นที่จะเอาชนะ ChatGPT ได้นั่นก็คือความได้เปรียบจาก Full-Stack หรือการมี Ecosystem และเจ้าของ Supply Chain ทั้งหมด
บทวิเคราะห์บอกว่าในขณะที่ OpenAI ต้องพึ่งพา Microsoft (Azure) ในการรันระบบ และพึ่งพา Nvidia ในการผลิตชิป Google กลับถือไพ่เหนือกว่าเพราะเป็นเจ้าของ Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
- Chips: Google ออกแบบและผลิตชิป TPU (Tensor Processing Unit) เอง ทำให้ประหยัดต้นทุนและปรับแต่งประสิทธิภาพได้สูงสุดโดยไม่ต้องง้อ Nvidia
- Cloud & Infrastructure: มี Data Center และระบบ Cloud ระดับโลกเป็นของตัวเอง
- Distribution หมายถึง Google เป็นเจ้าของ Android, Chrome, Gmail, และ Search ที่มีผู้ใช้นับพันล้านคนที่สามารถเข้าถึง Gemini ได้อยู่แล้ว
Business Insider วิเคราะห์ว่า Google ไม่จำเป็นต้องรอให้คนโหลดแอปเหมือน ChatGPT แต่ Google ใช้วิธี “ยัด” Gemini เข้าไปในสิ่งที่คนใช้อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์งานใน Docs ก็มี Gemini 3 ช่วยเขียน การค้นหาใน Google Search ก็มี Gemini 3 ช่วยสรุป (สำหรับสมาชิก) หรือแม้แต่การใช้มือถือ Android ก็มี Gemini 3 ฝังอยู่ในระบบ
นี่คือกลยุทธ์ของการใช้ Ecosystem ที่แข็งแกร่งสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งนั่นเอง
การมาของ Gemini 3 ในช่วงปลายปี 2025 นี้ เชื่อว่าน่าจะทำให้อุตสาหกรรม AI ดุเดือดขึ้นอีกในปี 2026 ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ดีกับผู้บริโภคอย่างเราๆ และในแง่ของคนทำงานสิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนไปเลยก็คือเรื่องของ Workflow ใหม่ เพราะเครื่องมือที่เราใช้ทำงานอย่าง Google Workspace จะมี AI ฉลาดๆมาทำ Productivity เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หากใครปรับตัวได้ก่อนก็ย่อมได้เปรียบอย่างแน่นอน
Source: Google Blog, Business Insider
