
จบลงอย่างสวยงามและยิ่งใหญ่กว่าเดิมสำหรับ BYD HYROX Bangkok 2026 การแข่งขันฟิตเนสระดับโลกที่กลับมาเขย่าวงการ Wellness ในไทยอีกครั้ง ณ ไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 20-22 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา
ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่แค่ใครชนะ แต่อยู่ที่ “ตัวเลข” และ “กระแส” ที่สะท้อนว่าคนไทยและคนทั่วโลกกำลังคลั่งไคล้กีฬาประเภท Fitness Racing นี้ขนาดไหน เพราะปีนี้มียอดนักแข่งทะลุ 17,500 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 100% หรือเท่าตัว ส่วนคนดูก็พุ่งไปถึง 21,250 คน เลยทีเดียว
เรามาแกะรอยกันว่า ทำไม HYROX ถึงกลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่แบรนด์และนักการตลาดไม่ควรพลาด
1. The Fitness Race for Everybody

หัวใจสำคัญที่ทำให้ HYROX เติบโตอย่างก้าวกระโดดคือการวาง Position เป็นกีฬาที่เข้าถึงง่าย ภายใต้แนวคิด “The Fitness Race for Everybody” โดยจุดเริ่มต้นในปี 2017 โดย Christian Toetzke และ Moritz Fürste นั้นมีผู้เข้าร่วมเพียง 650 คน แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นการแข่งขันระดับโลกที่จัดขึ้นในกว่า 30 ประเทศ
เสน่ห์ของ HYROX คือความเปิดกว้างที่มีหมวดหมู่รองรับคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่ประเภทเดี่ยว (Singles), คู่ (Doubles), ทีมผลัด (Relay) ไปจนถึงประเภท Adaptive สำหรับผู้มีความบกพร่องทางร่างกาย ซึ่งทุกคนสามารถลงสนามได้ในรูปแบบมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก (Standardized) สร้างความท้าทายที่น่าเสพติดและวัดผลเปรียบเทียบอันดับโลกได้จริง
โดยหัวใจของการทดสอบคือการสลับระหว่างการวิ่ง 1 กม. และสถานีฟังก์ชันนัลฟิตเนสทั้งหมด 8 รอบ ประกอบด้วย:
- SkiErg (เครื่องสกี) 1,000 ม.
- Sled Push (ผลักเลื่อน) 50 ม.
- Sled Pull (ดึงเลื่อน) 50 ม.
- Burpee Broad Jumps (เบอร์ปี้กระโดดไกล) 80 ม.
- Rowing (เครื่องพาย) 1,000 ม.
- Farmers Carry (แบกน้ำหนัก) 200 ม.
- Sandbag Lunges (ลันจ์พร้อมกระสอบทราย) 100 ม.
- Wall Balls (ขว้างบอลผนัง) 100 ครั้ง
2. สนามแข่งที่เป็น Music Festival

หนึ่งในจุดเด่นของสนามกรุงเทพฯ คือการเนรมิตโซน BYD HYROX House ให้กลายเป็นเฟสติวัล มีทั้งการแสดงสดจาก TWOPEE และ GAVIN:D รวมถึงดีเจที่คอยบิ้วต์อารมณ์ตลอดงาน ทำให้มันกลายเป็น “Lifestyle Event” ที่ดึงดูดทั้งนักกีฬาและครอบครัว
นอกจากนี้ยังมี Singha Sparkling Recovery Lounge ที่ยกระดับประสบการณ์หลังการแข่งด้วยบริการซาวน่าอบไอน้ำ บ่อแช่น้ำร้อนและน้ำเย็น ไปจนถึงนวัตกรรมรองเท้านวดระบบแรงดัน เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็น Touchpoint ที่น่าสนใจมากสำหรับแบรนด์สาย Wellness

สิ่งนี้ทำให้ HYROX ต่างจากการแข่งวิ่งมาราธอนทั่วไปตรงที่มันกลายเป็น “Lifestyle Event” ที่มีกองเชียร์และผู้ชมหลั่งไหลมามากกว่า 21,250 คน เพื่อมาสัมผัสประสบการณ์และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ มากกว่าแค่มาดูคนแข่งกีฬา
3. ตลาดใหม่ธุรกิจ Wellness 150+ Training Clubs ทั่วไทย
เราเห็นการเติบโตของ Ecosystem นี้ได้อย่างชัดเจนผ่านจำนวน HYROX Training Club ในไทยที่พุ่งสูงกว่า 150 แห่ง ยิมและฟิตเนสต่างปรับตัวเพื่อรองรับคนที่ต้องการซ้อมเพื่อมาลงสนามนี้โดยเฉพาะ สิ่งนี้ยืนยันว่า HYROX ไม่ได้เป็นแค่การแข่งกีฬาธรรมดาๆ แต่ได้กลายเป็นวัฒนธรรมการออกกำลังกายที่สร้างรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปีให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องไปแล้ว
4. พลังของแบรนด์สปอนเซอร์และโอกาสทางการตลาด

การที่แบรนด์ใหญ่อย่าง BYD เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลัก (Title Sponsor) สะท้อนให้เห็นว่าตลาดนี้ดึงดูดกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง (High Purchasing Power) และให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและไลฟ์สไตล์
นอกจากนี้ยังมีแบรนด์อย่าง Puma, Red Bull, AirAsia และเมืองไทยประกันภัย ที่เข้ามาแทรกตัวอยู่ในทุก Touchpoint ของนักกีฬา ตั้งแต่ชุดแข่ง อาหารเสริม ไปจนถึงการฟื้นฟูร่างกาย (Recovery)
William Petty ผู้จัดการฝ่ายอีเวนท์ของ HYROX APAC กล่าวอย่างน่าสนใจว่า “ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี กรุงเทพฯ ได้ก้าวขึ้นเป็นสนามที่น่าจับตามองที่สุดในภูมิภาค และเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีบทบาทโดดเด่นบนเวทีโลก”
สรุปผลการแข่งขันที่น่าสนใจ (Pro Category)
สรุปรายชื่อผู้คว้าชัยชนะที่ทำผลงานโดดเด่น (Pro Category)
- HYROX Pro Men: Dexter Buchanan (New Zealand) – 56:48 นาที
- HYROX Pro Women: Tanja Stroschneider (Austria) – 1:03:16 ชั่วโมง
- HYROX Pro Doubles Men: James Hogg & Luke Hastings – 55:33 นาที
- HYROX Pro Doubles Women: Maire Mc Ginley & Rachel O’Connor – 57:42 นาที
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เราเห็นว่า HYROX ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นพลังทางสังคมและโอกาสทางธุรกิจที่มหาศาล ดังนั้นคำถามสำคัญก็คือในซีซั่นหน้า เราเข้าไปลุยสนาม HYROX ในฐานะนักแข่ง หรือในฐานะแบรนด์ที่เข้าไปครองใจคอมมูนิตี้สายฟิตเนสก็คงต้องลอง
