
70% ของผู้บริโภคใช้ ChatGPT ในการค้นหาข้อมูล ตามรายงานของ Hubspot ทลายภาพในหัวเดิมที่เวลาเราอยากรู้อะไรให้ถาม Google ไปเรียบร้อย เพราะแทนที่จะต้องมานั่งนึกคีย์เวิร์ด และไล่อ่านแต่ละเว็บด้วยตัวเอง การถาม AI ไปตรงๆ เลยนั้นรวดเร็วกว่ามาก
ข้อมูลจาก Writesonic ระบุว่า หลายกลุ่มธุรกิจตอนนี้กำลังเจอปัญหา เมื่อจำนวนคนคลิกเข้าเว็บไซต์จาก Google น้อยลงอย่างมาก พร้อมเผยอันดับกลุ่มธุรกิจที่ผู้คนเปลี่ยนพฤติกรรมไปใช้การค้นหาผ่าน AI แทน Search Engine เดิม
- Healthcare: 76%
- Technology: 49%
- Insurance: 45%
- Education: 44%
โดยผลสำรวจยังเผยอีกว่ากว่า 72% ของผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างตัดสินใจซื้อสินค้าโดยใช้ข้อมูลจาก AI ฝั่งนักการตลาดกว่า 88% จึงเชื่อว่าการโฟกัสเพิ่มประสิทธิภาพ AEO สำคัญอย่างมากต่อการตลาดใน 2 ปีข้างหน้า ทั้งนี้จากสำรวจแบรนด์ตัวอย่างกว่า 300 แบรนด์โดย Hubspot กว่า 29% ไม่เคยวัดประสิทธิภาพ AEO และครึ่งหนึ่ง (14%) ไม่รู้วิธีการวัด หรือไม่รู้จัก AEO เลย
จึงอยากชวนมาดู 6 เทรนด์ AEO ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2026 นี้ ว่าสิ่งไหนที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพื่อให้คอนเทนต์ที่ทำติด AEO เพื่อไปถึงสายตาผู้บริโภคได้จริงๆ มากกว่าการทำคอนเทนต์ที่ไม่มีใครเห็น ซึ่งเสียทั้งเวลา และพลังงาน
1. ทำหน้าเพจให้เจาะจงพื้นที่ AI ถึงจะมองเห็น
เมื่อผู้บริโภคถาม AI ด้วยบริบทที่ซับซ้อนขึ้น เช่น “หาร้านทำฟันใกล้ฉัน ที่ยังเปิดอยู่ตอนนี้” AI จะมองคีย์เวิร์ด พร้อมบริบทเชิงพื้นที่อย่างละเอียด
การมีหน้า ‘ติดต่อเรา’ เพียงหน้าเดียวที่รวมที่อยู่ทุกสาขาไว้ด้วยกัน ไม่เพียงพอให้ AI หยิบไปตอบได้อีกต่อไป
– ต้องสร้างหน้า Landing Page แยกสำหรับแต่ละสาขาหรือพื้นที่ให้บริการ (Local Pages) โดยเฉพาะ เพื่อให้ AI สามารถดึงข้อมูลไปตอบผู้ใช้ที่อยู่ใกล้เคียงได้
– ใส่เนื้อหาที่ระบุความเป็นท้องถิ่นลงไปจริงๆ เช่น จุดสังเกตใกล้เคียง (Landmark), รีวิวจากลูกค้าในสาขานั้นๆ และที่สำคัญคือการทำ Schema Markup ระบุพิกัดและเวลาทำการให้แม่นยำ เพื่อให้ AI กล้าการันตีกับผู้ใช้
2. เลิกเกริ่นนำ แต่ให้ ‘ตอบทันที’
หมดยุคของการเขียนบทความที่ต้องปูพื้นหลังยาวเหยียด เพราะทั้งคน และ AI ในปี 2026 ต่างมีพฤติกรรมเหมือนกันคือ ไม่มีเวลา และต้องการเนื้อๆ เน้นๆ ทันที เพราะเป็นไปได้สูงว่าหาก AI เข้ามาสแกนแล้วหาคำตอบไม่ได้ในย่อหน้าแรก มันจะข้ามไปหาเว็บอื่นทันที
– พลิกโครงสร้างการเขียนใหม่แบบ ปิรามิดหัวกลับ
– วางคำตอบที่สรุปจบครบถ้วนไว้ที่ส่วนบนสุดของบทความ หรือวางไว้ใต้หัวข้อคำถาม (H2, H3) ทันทีภายใน 40-60 คำแรก โดยไม่ต้องอารัมภบท วิธีนี้จะช่วยให้ AI Agent ดึงข้อความส่วนนี้ไปเป็นคำตอบให้ผู้ใช้ได้ง่ายที่สุด ยิ่งตอบตรงประเด็น โอกาสถูกเลือกเป็น Source หลักยิ่งสูง
3. สร้างความน่าเชื่อถือด้วยข้อมูลที่เป็น ‘หนึ่งเดียว’
ในสายตาของ AI แบรนด์คือ ‘Entity’ (หน่วยข้อมูลเฉพาะ) ที่ระบบใช้จดจำ และเชื่อมโยง ความท้าทายคือ AI ไม่ได้อ่านแค่เว็บของที่เดียว แต่จะ Cross-check ข้อมูลจากทั่วทั้งอินเทอร์เน็ตเพื่อยืนยันความถูกต้อง
– ความสม่ำเสมอจึงสำคัญ เพราะถ้า AI ดันไปเจอข้อมูลที่ขัดแย้งกันชัดเจน มันจะเลือกที่จะไม่ตอบดีกว่าเสี่ยงให้ข้อมูลผิด
– ต้องทำ Digital Audit ข้อมูลแบรนด์ทั้งหมด โดยเฉพาะ NAP (Name, Address, Phone) รวมถึงเวลาทำการ และรายละเอียดสินค้าให้ตรงกันทุกตัวอักษร ไม่ว่าจะบน Website, Facebook, Google Business Profile หรือ Directory ภายนอก จะช่วยสร้าง Knowledge Graph จน AI มั่นใจที่จะหยิบแบรนด์ไปแนะนำ
4. เลิกยึดติดกับยอดคลิก แล้วหันมาวัด ‘การถูกพูดถึง’
เมื่อเทรนด์ Zero-click search มาแรง (ค้นแล้วได้คำตอบเลยโดยไม่ต้องกดลิงก์) นักการตลาดต้องยอมรับความจริงใหม่ว่า Traffic เข้าเว็บอาจลดลง แต่ไม่ได้แปลว่าแบรนด์ได้รับความนิยมน้อยลงเสมอไป
– เปลี่ยน KPI จากการนับจำนวนคลิก (CTR) แบบเดิม มาเป็นการวัดผลแบบ Share of Model (SoM)
– โฟกัสที่ ‘Citations’ หรือการที่แบรนด์ถูก AI หยิบชื่อไปอ้างอิงในคำตอบ ยิ่ง AI ระบุชื่อแบรนด์เป็นแหล่งข้อมูล หรือเป็น Top Recommendation บ่อยแค่ไหน นั่นคือเป้าหมายใหม่ในการสร้าง Brand Awareness
5. อย่าเพิ่งทิ้ง SEO
หลายคนเข้าใจผิดว่า AEO จะมาฆ่า SEO แต่ความจริงแล้วทั้งคู่ต้องทำงานร่วมกันแบบขาดไม่ได้ เพราะ AI ยังคงต้องอาศัยรากฐานทางเทคนิคที่ดีจาก SEO (เช่น ความเร็วเว็บ, Backlink, หรือ Mobile-friendly) เพื่อใช้ประเมินคุณภาพ และความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ก่อนจะดึงข้อมูลไปใช้
– ใช้แนวทางแบบ Hybrid Model รักษามาตรฐาน Technical SEO ให้แข็งแกร่งเหมือนเดิม เพื่อให้บอทเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย แต่ต้องเสริมเลเยอร์ของ AEO เข้าไป ด้วยการปรับภาษาในคอนเทนต์ให้เป็นภาษาพูดแบบมนุษย์ และใช้โครงสร้าง Q&A เพื่อรองรับ Voice Search ซึ่งเป็นการปิดช่องว่างให้แบรนด์ถูกมองเห็นทั้งในหน้า Search เดิม และในแชทของ AI
6. ขยายพื้นที่คำตอบสู่ ‘ภาพและเสียง’
AI ปี 2026 สามารถเข้าถึงได้ทั้งบทความตัวอักษร ภาพ และเสียง การจำกัดตัวเองอยู่แค่คอนเทนต์บทความ เท่ากับปิดโอกาสการเข้าถึงผผู้บริโภคอีกจำนวนมากที่เริ่มค้นหาข้อมูลด้วยการถ่ายรูป หรือถามด้วยเสียง
– ให้ความสำคัญกับ Video Content โดยการทำ Transcripts และใส่ Timestamps ระบุช่วงเวลาของเนื้อหาแต่ละส่วนอย่างละเอียด เพื่อให้ AI สามารถดูวิดีโอแทนผู้ใช้ และกระโดดไปดึงคำตอบจากวินาทีที่ใช่ในคลิปมานำเสนอได้ทันที รวมถึงการเขียน Alt Text ให้รูปภาพแบบเป็นประโยคอธิบายด้วยเพื่อให้แบรนด์ถูก AI นำไปเป็นคำตอบให้ผู้บริโภค
ด้าน Hubspot ยังคาดการณ์ไว้ด้วยว่าการตลาด AEO จะเติบโตจาก 886 ล้านดอลลาร์ ในปี 2024 ไปสู่ 7,300 ล้านดอลลาร์ในปี 2031 สะท้อนความเร่งด่วนที่แบรนด์ต้องหันมาโฟกัสเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยผลกระทบจากการอัปเดต AEO มักห็นภายใน 2-6 สัปดาห์ ซึ่งแบรนด์ที่ลงทุนใน SEO อยู่แล้วอาจเห็นผลลัพธ์เร็วกว่านั้นได้ จึงเป็นเหตุผลว่าในปี 2026 นี้ การทำ SEO จะต้องควบคู่ไปกับการทำ AEO เพิ่มเติมด้วย
