
รู้หรือไม่ว่า New Year Resolution ที่เราต่างตั้งเป้าหมายกันเอาไว้นั้น สถิติบอกเอาไว้ว่าพอก้าวเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์จะมีคนสัดส่วนมากถึง 80% ที่มักจะทำภารกิจเหล่านั้นไม่สำเร็จหรือล้มเลิกกันไปดื้อๆ โดยเฉพาะเเป้าหมายอย่างเช่น การเข้ายิมทุกวัน การตื่นเช้ามาวิ่งทุกวัน หรือการอ่านหนังสือให้ได้เดือนละเล่ม แต่ในบทความนี้นักประสาทวิทยาบอกวิธีการตั้งเป้าหมายแบบใหม่ที่จะทำให้เราไม่ล้มเลิกง่ายๆที่เรียกว่า Tiny Experiments
การหาวิธีการใหม่ๆในการทำเป้าหมายให้สำเร็จ เกิดขึ้นจากคำถามที่ว่า ทำไมสมองของเราถึงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจากการวางเป้าหมายแบบที่เราทำๆกัน ทั้งๆ ที่เราตั้งเป้าเอาไว้ด้วย “ความตั้งใจจริง” ทำไมถึงเราถึง “ยอมแพ้” จนวนลูปเข้าสู่ความเคยชินเดิมๆ
คุณ Anne-Laure Le Cunff นักประสาทวิทยา (Neuroscientist) ได้ให้คำตอบที่น่าสนใจของคำถามนี้ผ่าน CNBC ว่าจริงๆแล้วปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ความขี้เกียจของเราก็ได้แต่อยู่ที่ “วิธีการตั้งเป้าหมาย” ที่ผิดธรรมชาติของสมองต่างหาก
1. “โดปามีน” ภาพลวงตาแห่งความสำเร็จ
คุณ Le Cunff บอกว่าสาเหตุแรกที่ทำให้ New Year Resolutions ล้มเหลว คือสิ่งที่เรียกว่า “The False Hope Syndrome” หรือการเสพติดความรู้สึกดีเวลาที่ได้ “ประกาศ” เป้าหมายออกไป
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ เช่น เมื่อเราตั้งเป้าหมายแล้วได้บอกเพื่อนหรือโพสต์ลงโซเชียลว่า “ปีนี้จะลดน้ำหนัก 10 กิโล!” แล้วมีคนชื่นชม หรือมีคนมากดไลก์ให้กำลังใจ สมองจะหลั่ง “Dopamine” ออกมาทันที ทำให้รู้สึกพึงพอใจเหมือนกับว่า “ทำสำเร็จแล้ว” ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย
ผลคือแรงจูงใจในการลงมือทำจริงๆ กลับลดน้อยลง
นอกจากนี้การ “ตั้งเป้าหมายที่ใหญ่เกินไป” ยังสร้างความเครียดให้กับสมองส่วน Amygdala ซึ่งควบคุมความกลัว ทำให้เมื่อทำไม่ได้ตามแผนเพียงแค่วันเดียว สมองจะสั่งให้ “ล้มเลิก” เพื่อกลับไปอยู่ในเซฟโซนเดิมทันที
แล้วถ้าจะหลีกเลี่ยง The False Hope Syndrome เราจะมีวิธีตั้งเป้าหมายอย่างไรได้บ้าง? คุณ Le Cunff แนะนำว่าให้ใช้วิธีสร้าง Tiny Experiments หรือสร้าง “การทดลองเล็กๆ” ขึ้นมาแทน
2. Tiny Experiments ลองเปลี่ยนตัวเองด้วยเป้าหมายเล็กๆ
แทนที่เราจะกดดันตัวเองด้วยเป้าหมายที่ดูใหญ่หรือเครียดเกินไป คุณ Le Cunff แนะนำให้ลองสวมบทบาทเป็น “นักวิทยาศาสตร์” แล้วใช้การตั้งเป้าหมายแบบ Tiny Experiments หรือสร้าง “การทดลองเล็กๆ” ขึ้นมา
ความน่าสนใจของ Tiny Experiments คือการเปลี่ยนความรู้สึก “ตัดสินตัวเอง” จากเป้าหมายให้กลายเป็น “ความอยากรู้อยากเห็น” (Curiosity) ของนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังทดลองอะไรบางอย่าง หากทำไม่ได้ตามแผน นักวิทยาศาสตร์จะไม่โทษตัวเองว่าล้มเหลว แต่จะมองว่า “ข้อมูลนี้บอกว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล ลองสมมติฐานใหม่ดูดีกว่า”
อธิบายเพิ่มว่าความแตกต่างระหว่างวิธีการตั้งเป้าใหม่แบบเดิมและ Tiny Experment ที่สำคัญคือ “ชุดความคิด” (Mindset) ที่เปลี่ยนไป 3 เรื่องนั่นก็คือ
- การมองทุกอย่างเป็น “ข้อมูล” แทนการ “ตัดสินตัวเอง” ว่าล้มเหลว
- เป้าหมายคือ “การเรียนรู้” ไม่ใช่ “ความสมบูรณ์แบบ”
- ใช้ “ความสงสัยอยากรู้” มาลด “ความกลัว” ที่จะทำพลาด
เมื่อเปลี่ยนมุมมองจากการต้อง “ทำให้ได้” เป็นการ “ทดลองทำ” สมองจะรู้สึกผ่อนคลายและไม่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนั้นๆนั่นเอง
3. Framework 4 ขั้นตอน ทำ Tiny Experiments
หากต้องการสร้างนิสัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว ลองใช้ 4 ขั้นตอนนี้
- “ตั้งสมมติฐาน” คือแทนที่จะบอกว่า “ต้องทำ” ให้เปลี่ยนเป็น “ถ้าฉัน…ฉันจะ…” เช่น “ถ้าฉันลองวิ่งหน้าบ้านวันละ 20 นาทีช่วง 6 โมงเช้า ฉันน่าจะรู้สึกสดชื่นและมีพลังทำงานมากขึ้น”
- “ทดลองทำระยะสั้น” อย่าเพิ่งสัญญากับตัวเองว่าจะทำไปตลอดปี ให้ลองเพียง 1 สัปดาห์เพื่อลดแรงต้านในสมอง
- “เรียนรู้จากข้อมูล” เมื่อจบสัปดาห์ ให้กลับมาวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง? เช่น “อ๋อ… ช่วง 6 โมงเช้ามันยังเช้าเกินไปทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย หรือร่างกายยังพักผ่อนไม่เพียงพอเพราะนอนดึก”
- “ปรับปรุงและทำซ้ำ” ปรับสมมติฐานใหม่ เช่น เปลี่ยนเวลาเป็นช่วงเย็นหลังเลิกงาน หรือปรับวิธีการเป็นเดินเร็ว 20 นาที แล้วเริ่มการทดลองถัดไปอีกที
คุณ Le Cunff อธิบายว่าเหตุผลที่การทำ Tiny Experiments จะได้ผลดีกว่าก็คือการลดระดับความคาดหวังที่ตึงเกินไปลง และเปิดพื้นที่ให้สมองได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง เมื่อเรามองว่าทุกอย่างคือการทดลอง เราก็จะกล้าลงมือทำมากขึ้นโดยไม่ต้องกังวลว่าจะล้มเหลวนั่นเอง
นอกจากนี้การที่เราได้เก็บ “ชัยชนะเล็กๆ” (Small Wins) จากการทดลองที่สำเร็จในแต่ละสัปดาห์ ก็จะช่วยทำให้เรามั่นใจและสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง และดีกว่าแรงฮึดช่วงสั้นๆในช่วงต้นปี
กระบวนการที่ว่านี้เป็นวิธีการที่สะท้อนหลักการพื้นฐานด้วยว่าบางครั้งการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆก็ไม่ได้เกิดจากการก้าวกระโดดครั้งเดียว แต่เกิดจากกระบวนการปรับตัวและเรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป และสุดท้ายพัฒนากลายเป็นนิสัยที่ติดตัวเราไปตลอดได้นั่นเอง
ดังนั้น ลองปรับเปลี่ยนวิธีการด้วยการเลิกตั้งเป้าหมายที่ทำให้รู้สึกผิดเมื่อทำไม่ได้ แล้วหันมาสนุกกับการ “ทดลอง” วันละนิด เพราะนิสัยที่จะเปลี่ยนแปลงและติดตั้วไปได้ตลอดไม่ได้จะเกิดจากแรงฮึดในวันขึ้นปีใหม่เท่านั้น แต่จะเกิดจากการเรียนรู้และปรับตัวอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ วันนั่นเอง
ที่มา CNBC
