บทเรียนการตลาด Healing Marketing ตั้งแต่ปรากฏการณ์ “หมีเนย – หมูเด้ง – พันช์คุง” มาจนถึง “เจ๊เกล” แบรนด์เรียนรู้อะไรที่มากกว่าความน่ารัก

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

กลยุทธ์การตลาดในยุคปัจจุบันไม่ได้สู้กันด้วย “สรรพคุณ” หรือ “ราคา” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ยุคของ “เศรษฐกิจความรู้สึก” (Emotional Economy) ที่แบรนด์ต้องทำหน้าที่เป็นผู้เยียวยาจิตใจ บทความนี้จะชววิเคราะห์ปรากฏการณ์ “การตลาด Heal ใจ” ผ่านกรณีศึกษาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในปัจจุบัน ตั้งแต่ หมีเนย Butterbear, หมูเด้ง, พันช์คุง ไปจนถึง เซเลบริตี้ตัวน้อย “น้องเกล” กับวลี “เติมเกล” ทั้งหมดนี้กลายเป็น “ยาสามัญประจำบ้าน” ของคนยุคดิจิทัล ได้อย่างไร

 

จาก Soft Power สู่ Healing Power วิเคราะห์สมการ “ความน่ารัก” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและโลก

ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอย ความเครียดจากการทำงาน และการโหยหาความสุขที่เรียบง่าย ปรากฏการณ์ Heal ใจ Marketing” หรือ Healing Economy” ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่แบรนด์และ Content Creator ใช้เชื่อมต่อกับผู้คน โดยหัวใจสำคัญคือการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์” ผ่านตัวแทนที่มอบความรักและความสบายใจให้แบบไม่มีเงื่อนไข

 

การมาถึงของ “Healing Marketing” และ “Cute-tivation”

นักการตลาดเริ่มสังเกตเห็นว่า ผู้บริโภคมีภาวะ “Empathy Deficit” หรือการขาดแคลนความรู้สึกร่วมและการดูแลทางจิตใจ แบรนด์จึงหันมาใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Kidult” (Kid + Adult) หรือการกระตุ้นความเป็นเด็กในตัวผู้ใหญ่ ผ่านสิ่งที่น่ารัก (Cuteness) เพื่อลดกำแพงการป้องกันตัวลง

 

กรณีศึกษา ผ่าน 4  ตัวแทนแห่งการเยียวยาใจ

 

หมีเนย (Butterbear): มาสคอตที่มีชีวิตและการเยียวยาด้วย “จังหวะนรก-น่ารัก”

“น้องเนย” หรือ Butterbear ไม่ใช่แค่มาสคอตหน้าร้านขนม แต่เป็นกรณีศึกษาการสร้าง Brand Character ที่สมบูรณ์แบบที่สุดอย่างหนึ่งในประเทศไทย

จุดเด่นที่ทำให้ โลกรัก “หมีเนย” คือการขาย “Character Personality” ที่มีความขี้อ้อน เต้นเก่ง และมีกิริยามารยาทแบบไทยที่อ่อนน้อม (เช่น การไหว้) สิ่งนี้ทำให้ผู้ใหญ่รู้สึก “เอ็นดู” เหมือนลูกหลาน

ขณะที่ Healing Factor ของ “หมีเนย” คือการเห็นหมีตัวนุ่มนิ่มเต้นตามจังหวะเพลง ช่วยลดการทำงานของฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) และเพิ่มสารความสุข (Dopamine) ได้ทันที จนเกิดปรากฏการณ์ “ด้อมน้องเนย” ที่ขยายวงกว้างไปไกลถึงต่างประเทศทีเดียว

(https://www.marketingoops.com/exclusive/case-studies-exclusive/kfc-x-butterbear/)

หมูเด้ง (Moo Deng) ความเกรี้ยวกราดที่น่าเอ็นดู (Aggressive Cuteness)

ฮิปโปแคระจากสวนสัตว์เปิดเขาเขียวที่กลายเป็น Global Viral ในชั่วข้ามคืน

การวิเคราะห์ความฮิตของหมูเด้งเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า “Relatability” หรือความรู้สึกเข้าถึงได้ ภาพหมูเด้งที่พยายามสู้กลับสายน้ำ (แต่โดนฉีดน้ำใส่แล้วเด้งหนี) หลายคนอาจจะมองเป็นความน่ารักน่าเอ็นดู แต่บางคนอาจจะมองเป็นภาพสะท้อนภาพคนทำงานที่พยายามสู้กับอุปสรรคแต่ก็มีมุมที่เปราะบาง

ส่วน Healing Factor ความน่ารักแบบ “ดิบๆ” ไม่ประดิษฐ์ (Unfiltered) ของสัตว์โลก ทำให้คนรู้สึกผ่อนคลายจากการถูกตีกรอบด้วยมาตรฐานทางสังคมที่สมบูรณ์แบบเกินไป

(Facebook ขาหมู แอนด์เอะแก๊ง) 

“น้องเกล” และวลี “เติมเกล”: พลังของ Little Influencer

หรือ “เจ๊เกล” ลูกสาวคนเล็กของคุณชมพู่ อารยา ที่เป็นมากกว่าลูกสาวดาราดัง แต่ความโด่งดังของน้องเกลเป็นเพราะ “Vibe” ที่ส่งต่อถึงผู้ชม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วลี “เติมเกล” กลายเป็นคำศัพท์การตลาดที่หมายถึงการรับพลังงานบวก (Positive Energy) ผ่านการดูคลิปน้องเกล บนกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เล่นกับพี่ชาย ทักทายผู้คน กินข้าว ล้วนเป็นธรรมชาติที่น่ารักไร้เดียงสา ช่วยเติมเต็มความรู้สึกขาดหายทางอารมณ์ให้กับผู้คนในยุคนี้ได้ดีทีเดียว

สำหรับ Healing Factor ของเจ๊เกล คือความเป็น “ธรรมชาติ” (Authenticity) ในยุคที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยการจัดฉาก น้องเกลคือตัวแทนของความไร้เดียงสาที่ช่วยล้างพิษ (Detox) จิตใจจากโลกที่วุ่นวายได้อย่างดี

(https://www.marketingoops.com/pr-news/711-valentines-camp/)

(https://www.marketingoops.com/pr-news/grabfood-5/)

พันช์คุง (Panch-kun) ลิงน้อยสู้ชีวิตจากญี่ปุ่น

เรื่องราวพันช์คุง ลิงน้อยที่กำลังเป็นกระแสไปทั่วโลก เราอาจจะไม่ขอเท้าความมาก (แต่สามารถอ่านได้จาก ลิงก์นี้ค่ะ) และเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่ทำให้ตุ๊กตาลิงของ IKEA ขายหมดในชั่วพริบตา รวมถึงสร้างกระแสไปถึง IKEA ทั่วโลก

ปรากฏการณ์ พันช์คุงฟีเวอร์ ทำให้เราเห็นการสร้างความรู้สึกของมนุษย์ในมุมของ “การเอาใจช่วย” (Supportive Emotion) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างความผูกพัน (Engagement) กับผู้ชมในปัจจุบันอย่างมาก

ขณะที่ Healing Factor มันคือความพยายามที่ใสซื่อของสัตว์ตัวน้อยที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในยุคที่สังคมไม่อ่อนโยนกับเราเลย ช่วยปลุกพลัง “Can-do attitude” ให้กับผู้ชมเกิดพลังชีวิตลุกขึ้นสู้ในสังคมปัจจุบัน

(https://www.marketingoops.com/campaigns/inter/ikea-punch-social-media/)

ทำไมแบรนด์ต้อง “Heal” ผู้บริโภค? (Business Insights)

เราขอชวนวิเคราะห์ผ่าน 3 เหตุผลสำคัญ ดังนี้

  • Retention & Loyalty การทำให้ลูกค้า “ยิ้มได้” สร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งกว่าการทำโปรโมชั่นลดราคา เมื่อลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์เป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาจิตใจ พวกเขาจะจงรักภักดี (Loyal) ต่อแบรนด์นั้นยาวนาน
  • The Science of Cuteness งานวิจัยจาก Hiroshima University พบว่าการดูรูปสัตว์หรือสิ่งที่น่ารัก ช่วยเพิ่มสมาธิและการทำงานอย่างระมัดระวังมากขึ้น (The Power of Kawaii) แบรนด์จึงนำความน่ารักมาช่วยลดความตึงเครียดในกระบวนการตัดสินใจซื้อ
  • Community Building สิ่งที่ “Heal ใจ” มักสร้างชุมชน (Community) ได้ง่าย เช่น กลุ่มแฟนคลับหมีเนยหรือหมูเด้ง ที่เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนพลังบวกกันเอง ช่วยขยายฐานลูกค้าแบบ Organic ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

การตลาดแบบ Heal ใจในปัจจุบันได้ถูกพัฒนาจากแค่ใช้คาแรกเตอร์มาสู่การสร้าง “ประสบการณ์” (Experiential Marketing) ที่ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าให้กับผู้บริโภคในโลกจริง ต่อไปนี้คือตัวอย่างแคมเปญจริงที่ทำถึงและได้รับความนิยม

 

#1 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) “Healing Journey Thailand”

แคมเปญระดับ Global ที่ ททท. เพิ่งเปิดตัวเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายของการ “บำบัดใจ” โดยนิยามคำว่า Luxury ใหม่ คือการได้รับการเยียวยา (Healing is the New Luxury) * สิ่งที่ทำ: ร่วมมือกับศิลปินระดับโลกอย่าง Henry Moodie (เจ้าของเพลงฮิตแนวให้กำลังใจ) เดินทางไปสัมผัสความสงบในภาคใต้ของไทย เช่น กระบี่และตรัง เพื่อสื่อสารเรื่องการพักผ่อน (Retreat) และการเชื่อมต่อกับตัวเอง ซึ่งผลลัพธ์ออกมา ช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวจากแค่ “ความสนุก” มาเป็นการ “ชาร์จพลังชีวิต”

(https://thailand.prd.go.th/en/content/category/detail/id/2078/iid/462095)

 

#2 Double A แคมเปญ “ข้อความฮีลใจบนป้าย Digital DOOH”

แบรนด์กระดาษที่อยู่คู่คนทำงานออฟฟิศมานาน ได้ปรับภาพลักษณ์จากการขายฟังก์ชัน มาขาย “พลังใจ” ให้กับพนักงานที่ต้องเผชิญกับภาวะ Burnout โดยการนำข้อความให้กำลังใจสั้นๆ เช่น “เหนื่อยไหม…พักบ้างก็ได้นะ”, “เก่งมากแล้วสำหรับวันนี้” ไปแสดงบนป้ายโฆษณาดิจิทัลตามจุดรถติดและย่านออฟฟิศทั่วกรุงเทพฯ เพื่อส่งพลังบวกให้คนเดินทางในช่วงเวลาที่ล้าที่สุด OOH เหล่านี้ได้ใจกลุ่มคนทำงาน และสร้างความรู้สึกดีต่อแบรนด์ (Brand Sentiment) ในระยะยาวได้

#3 IKEA แคมเปญ “Resten” แคมเปญเพื่อการพักผ่อน

IKEA ทั่วโลกเน้นย้ำเรื่อง “The Power of Sleep” โดยมองว่าการพักผ่อนคือการเยียวยาที่ดีที่สุด ดังนั้น IKEA ทั้งในสิงคโปร์และบางสาขาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ IKEA ออกแคมเปญชื่อ RESTEN ซึ่งเป็นกระเป๋าใส่ของแต่แปลงมาเป็นหมอนนุ่มได้ เพื่อสนับสนุนให้คนงีบหลับได้ทุกที่ และมีการจัดพื้นที่ในสโตร์ให้เป็นโซนพักผ่อนที่มากกว่าแค่การลองเตียงผลลัพธ์ทำให้ IKEA กลายเป็นแบรนด์ที่เป็นสัญลักษณ์ของ “ความสบายใจในบ้าน”

(https://www.designboom.com/design/ikea-resten-pillow-bag-blue-tote-08-29-2024/ )

 

 บทสรุป อนาคตของการตลาดสายเยียวยา

ในอนาคต Healing Marketing จะไม่จำกัดอยู่แค่ “ความน่ารัก” แต่จะรวมไปถึงการสร้าง Well-being Experience” เช่น การใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยพูดคุยปลอบประโลม หรือการสร้างสินค้าที่เน้นการสัมผัส (Tactile Marketing) เพื่อความผ่อนคลาย

เพราะฉะนั้นแล้วหัวใจสำคัญของการตลาดแบบเยียวยาจิตใจ คือการที่แบรนด์ต้องเป็น “ผู้ให้” มากกว่า “ผู้รับ” การตลาดแบบเยียวยาที่ประสบความสำเร็จ ต้องเริ่มจากความตั้งใจที่จะทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นจริงๆ ไม่ใช่มองเขาเป็นเพียงผู้บริโภคและคนซื้อของเท่านั้น ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ “การตลาด Heal ใจ” ยังมีแง่มุมให้ค้นหาอีกมาก เพราะตราบใดที่โลกยังหมุนเร็วและเต็มไปด้วยความกดดัน ผู้คนก็จะยิ่งมองหา “โอเอซิส” ทางอารมณ์แบบนี้อยู่เสมอ

 

อ้างอิง

  • The Standard Wealth: ถอดรหัส ‘น้องเนย Butterbear’ จากมาสคอตสู่ไอดอล https://thestandard.co/butterbear-fever-a-real-life-little-bear/
  • ทำไม “หมูเด้ง” ถึงดังระดับโลก (Psychology of Cuteness):BBC News: Why the world is obsessed with Moo Deng

https://www.facebook.com/bbcworldservice/posts/how-moo-deng-a-playful-pygmy-hippo-from-thailand-became-an-internet-star-and-the/992661346221431/

งานวิจัยเรื่องพลังของความน่ารัก (The Power of Kawaii):

10 แนวทางธุรกิจและการตลาด ฝ่าความท้าทายปี 2024 – 2025 ในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ-เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว-ภาวะโลกเดือด https://www.marketingoops.com/reports/business-and-marketing-trends-2024-2025/


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
pigabyte
การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น มาเรียนรู้และสนุกไปกับบทความ จาก MarketingOops! กันนะคะ แล้วเราจะได้ค้นพบว่าโลกของ Marketing นั้น So Sexy and Cool!