
ความสำเร็จของคอนเทนต์ไทยบน Netflix กลายเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามอง ผลงานอย่าง ‘สงคราม ส่งด่วน’ หรือ Mad Unicorn ซึ่งกลายเป็นไวรัลระดับชาติเมื่อปีที่แล้วคงเป็นข้อพิสูจน์ได้ดี
ในปี 2026 นี้ Netflix ประเทศไทยประกาศไลน์อัปคอนเทนต์ใหม่รวม 8 เรื่อง ดังนี้:
ภาพยนตร์:
- เส้นตาย สายลวง (The Red Line): เรื่องราวระทึกขวัญที่ตีแผ่กลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ผ่านสถานการณ์ที่ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน (มิว นิษฐา)
- เลือดรัก นักฆ่า (My Dearest Assassin): แนวแอ็กชันดราม่าที่เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์อันซับซ้อนภายใต้ภารกิจการเป็นนักฆ่า (ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก, ต่อ ธนภพ)
- คนเดือดทวงแค้น (The Debt Collector): การต่อสู้ทวงคืนความยุติธรรมในโลกหนี้นอกระบบที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการล้างแค้น (ณเดชน์ คูกิมิยะ)
- แก๊งโอเวอร์ (Overacting): ภาพยนตร์คอเมดีที่จะสร้างรอยยิ้มผ่านการรวมตัวของกลุ่มคนที่พยายามทำเรื่องเหนือความคาดหมาย (เท่ง เถิดเทิง, โบว์ เมลดา)
ซีรีส์:
- ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer): ซีรีส์กฎหมายที่พาไปสำรวจมิติสีเทาของกระบวนการยุติธรรมและการใช้เล่ห์เหลี่ยมในศาล (หญิง รฐา, ณัฏฐ์ กิจจริต)
- ภาพลวงตาย (Delusion): แนวระทึกขวัญจิตวิทยาที่เล่นกับความเชื่อและความจริงจนยากจะแยกออก (แต้ว ณฐพร)
- เพลิงพระนาง (Empress of Flames): การตีความใหม่ของตำนานการชิงอำนาจในราชสำนัก มาพร้อมโปรดักชันฟอร์มยักษ์ (ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก, ญดา นริลญา, แพนเค้ก เขมนิจ)
สารคดี:
- คดีชมพู่: เด็กหายที่ถูกลืม (Chompoo: Lost & Forgotten): สารคดีอาชญากรรมเรื่องแรกจาก Netflix ประเทศไทยที่เจาะลึกคดีดังซึ่งอยู่ในความสนใจของคนทั้งประเทศ
สำหรับนักการตลาด การอ่านไลน์อัปคอนเทนต์ย่อมไม่ใช่การดูว่ามีอะไรฉายบ้าง แต่ข้อมูลชุดนี้ช่วยให้แบรนด์คาดการณ์ความสนใจและอารมณ์ของผู้บริโภคในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าได้ การรับรู้แนวทางคอนเทนต์ล่วงหน้าเปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถเตรียมแคมเปญให้สอดรับกับกระแส ไวรัล มีม ที่จะเกิดขึ้น และเปลี่ยนความบันเทิงให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง
นอกจากนี้คอนเทนต์ไทยบน Netflix มีสถิติการรับชมสูงถึง 750 ล้านชั่วโมงทั่วโลก นักการตลาดต้องมองไกลกว่าแค่ตลาดในไทย เพราะแคมเปญที่เกาะกระแสเหล่านี้มีโอกาสถูกส่งต่อไปยังสายตาชาวโลกได้ทันที
และนี่คือเทรนด์สำคัญๆ ที่อ่านได้จากไลน์อัป Netflix 2026

1. เปลี่ยนความกลัวในสังคมให้เป็นพลังของ Storytelling
จากไลน์อัปที่มีภาพยนตร์อย่าง ‘เส้นตาย สายลวง (The Red Line)’ ซึ่งหยิบยกประเด็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาเล่า นักการตลาดควรสังเกตว่าคอนเทนต์ที่อิงจากภัยใกล้ตัวในยุคปัจจุบันจะได้รับความสนใจสูง แบรนด์สามารถนำเรื่อง Safety & Trust มาเป็นแกนหลักในการสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับผู้บริโภคในช่วงที่คอนเทนต์เหล่านี้กำลังอยู่ในกระแส
แบรนด์เช่นกลุ่มสถาบันการเงิน ประกันภัย หรือบริการด้านเทคโนโลยี สามารถหันมาทำคอนเทนต์ในเชิง Educate หรือสร้างเครื่องมือที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงให้กับลูกค้า รวมทั้งใช้วิธีสร้างบทสนทนาเกี่ยวกับวิธีการสังเกตกลโกง หรือประสบการณ์การป้องกันตัว โดยอิงจากเหตุการณ์ในภาพยนตร์ จะช่วยให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในกระแสได้อย่างเป็นธรรมชาติ

2. การกลับมาของ Nostalgia ในมาตรฐานงานสร้างระดับสากล
การนำละครในตำนานอย่าง ‘เพลิงพระนาง (Empress of Flames)’ มาตีความใหม่ สะท้อนให้เห็นเทรนด์การหยิบรากเหง้าทางวัฒนธรรมมาอัปเกรดให้ร่วมสมัย นักการตลาดสามารถใช้กระแสความนิยมจากซีรีส์แนวพีเรียดฟอร์มยักษ์นี้ในการวางกลยุทธ์ Nostalgia Marketing โดยการนำเอกลักษณ์หรือจุดเด่นดั้งเดิมของแบรนด์มานำเสนอในรูปแบบที่ดูพรีเมียมและร่วมสมัยมากขึ้น ธุรกิจในกลุ่มแฟชั่น ความงาม หรือสินค้าไลฟ์สไตล์สามารถใช้โอกาสนี้ในการสื่อสารภาพลักษณ์ที่เน้นความประณีตและการรักษาคุณค่าความคลาสสิก การเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับงานสร้างที่ดูหรูหราจะช่วยยกระดับการรับรู้ของผู้บริโภคให้รู้สึกถึงความพิเศษและความใส่ใจในรายละเอียดของสินค้า เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นทั้งฐานแฟนเดิมและคนรุ่นใหม่
3. เจาะลึกความจริงผ่าน Investigative Content
สารคดีอาชญากรรมเรื่องแรกของ Netflix ประเทศไทย ‘คดีชมพู่: เด็กหายที่ถูกลืม (Chompoo: Lost & Forgotten’ ถือเป็นก้าวสำคัญของคอนเทนต์ไทยที่หยิบยกคดีจริงซึ่งเป็นที่สนใจของคนทั้งประเทศมานำเสนอเชิงลึก การที่ผู้ชมให้ความสำคัญกับเนื้อหาประเภทนี้สะท้อนถึงพฤติกรรมการเสพข้อมูลที่เปลี่ยนไป โดยผู้บริโภคเริ่มมองหาข้อเท็จจริงที่ผ่านการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและการนำเสนอความจริงในหลายแง่มุม การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งสัญญาณให้นักการตลาดทราบว่า ความโปร่งใสและความลึกของข้อมูล คือหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อถือ
แบรนด์ควรปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอเนื้อหาจากการโฆษณาแบบผิวเผิน มาเป็นการให้ข้อมูลในลักษณะ Insight-Driven Content หรือการทำเนื้อหาเชิงลึกที่ให้สาระแก่ผู้บริโภค ธุรกิจที่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นสูง เช่น การแพทย์ การลงทุน หรือกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ สามารถใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอเบื้องหลังกระบวนการผลิต การวิจัย หรือที่มาของผลิตภัณฑ์อย่างตรงไปตรงมา การสื่อสารที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดและข้อเท็จจริงจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ความเชี่ยวชาญ และทำให้แบรนด์ดูมีคุณภาพในสายตาผู้บริโภคที่ชื่นชอบการวิเคราะห์

4. พื้นที่สีเทาและมิติของ Anti-Hero
ซีรีส์อย่าง ‘ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer)’ และภาพยนตร์ ‘คนเดือดทวงแค้น (The Debt Collector)’ นำเสนอตัวละครที่มีมิติความซับซ้อนสูง โดยไม่ได้มีลักษณะเป็นคนดีตามอุดมคติ แต่เป็นตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์ มีความโกรธ การล้างแค้น และการใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อความอยู่รอด เทรนด์ตัวเอกสายเทา หรือ Anti-Hero นี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มเบื่อหน่ายกับภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบจนเกินจริง และต้องการเห็นตัวละครที่สะท้อนถึงด้านมืดหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้จริงในสังคม
นักการตลาดสามารถนำบทเรียนจากการสร้างตัวละครเหล่านี้มาปรับใช้กับ Brand Persona โดยการเลิกยึดติดกับความสมบูรณ์แบบที่ดูห่างเหิน แบรนด์สามารถนำเสนอความจริงใจผ่านการยอมรับในข้อบกพร่องหรือการบอกเล่าถึงอุปสรรคที่เคยพบเจออย่างตรงไปตรงมา การทำ Authentic Marketing ที่แสดงให้เห็นว่าแบรนด์เข้าใจ Pain Points และมิติต่างๆ ของมนุษย์จะช่วยสร้างความรู้สึกเป็นมิตรและเข้าถึงง่าย การสื่อสารที่ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบจะช่วยลดช่องว่างและสร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

5. ความหลากหลายของแนวเรื่องคือหัวใจของ Hyper-Personalization
ไลน์อัป Netflix ในปี 2026 ครอบคลุมตั้งแต่อาชญากรรม จิตวิทยา ไปจนถึงคอเมดีอบอุ่นหัวใจอย่าง ‘แก๊งโอเวอร์ (Overacting)’ นี่คือสัญญาณบอกนักการตลาดว่าการทำแคมเปญแบบ One Size Fits All ไม่น่าใช่ การทำ Personalization หรือการเลือกใช้ Influencer ที่มีความเฉพาะทางในแต่ละแนวคอนเทนต์ต่างหากที่จะเป็นกุญแจสำคัญ
ความหลากหลายนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคเลือกเสพคอนเทนต์ตามสภาวะอารมณ์ ในแต่ละช่วงเวลา แบรนด์ควรเปลี่ยนวิธีคิดจากการเลือกกลุ่มเป้าหมายตาม Demographics มาเป็นการเลือกตามบริบทและอารมณ์ นักการตลาดต้องวิเคราะห์ว่าสินค้าหรือบริการของตนเหมาะสมกับช่วงอารมณ์แบบใดของผู้บริโภค เช่น แบรนด์ที่เน้นความสนุกสนานควรเข้าไปมีส่วนร่วมในช่วงที่คอนเทนต์คอเมดีกำลังเป็นกระแส หรือแบรนด์ที่ต้องการความน่าเชื่อถือควรวางตำแหน่งให้อยู่ในกลุ่มคอนเทนต์แนวสืบสวน การวางแผนการสื่อสารโดยยึดอารมณ์เป็นแกนจะช่วยให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในจังหวะชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างแนบเนียน และสร้างประสบการณ์การรับรู้ที่ประทับใจมากกว่าเดิม
