
ในสถานการณ์ปัจจุบัน ต้นทุนต่างๆ เริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและยังไม่สามารถคาดเดาได้ ซึ่งหนึ่งในตลาดที่ได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้คือธุรกิจร้านอาหาร (HoReCa) และร้านค้าปลีกรายย่อยหรือร้านโชห่วย ที่ในปัจจุบันถึงจะสาดโปรโมชันแข่งขันกันขนาดไหน แต่สุดท้ายต้นทุนเบื้องหลังธุรกิจยังคงเป็นสมรภูมิหลักที่สำคัญกว่าในภาวะที่ตลาดเกิดความผันผวน
โดยทั้งกลุ่มธุรกิจ HoReCa และร้านโชห่วยล้วนแต่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ GO Wholesale โดยข้อมูลระบุชัดเจนว่า ฐานลูกค้าหลักกว่า 55% คือกลุ่ม HoReCa และ 20% คือร้านโชห่วย ที่น่าสนใจคือกลุ่มลูกค้าเหล่านี้เป็นคนรุ่นใหม่ Gen Y และ Z ที่มีอายุ 25-44 ปี มีความอ่อนไหวต่อทั้งราคาและคุณภาพ นั่นจึงทำให้ GO Wholesale เปิดตัวสินค้า House Brand หรือ GO Wholesale เรียกว่าเป็น “Own Brand” ที่จะช่วยสร้างโอกาสการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ
เผย Pain Point ผู้ประกอบการก่อนลงมือแก้
ธุรกิจ HORECA กำลังเผชิญกับความท้าทางของตลาดอย่างมาก ทั้งการเติบโตของธุรกิจ Delivery ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของวัตถุดิบ แถมด้วยการหาเชฟระดับเทพก็ยากมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นพฤติกรรมผู้บริโภคในการทานอาหารเปลี่ยนค่อยข้างไวมาก ทำให้ร้านอาหารปิดตัวและเปิดใหม่จำนวนมาก การวางแผนวัตถุดิบพลาดเพียงนิดเดียวอาจทำให้ต้องเพิ่มต้นทุนในการเก็บรักษาวัตถุดิบที่ยังขายไม่ออก

ในขณะที่ร้านโชห่วยก็เผชิญกับความท้าทายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอายุของเจ้าของร้านที่นับวันจะสูงอายุมากขึ้น แบกหามลังสินค้าขนาดใหญ่ทำได้ยากมากขึ้น แต่ด้วยสถานการณ์ที่ผันผวนก็จำเป็นต้องตุนสินค้า ซึ่งบางครั้งสินค้าที่ตุนไว้ดันขายไม่ออกก็จะกลายเป็น “เงินจม” จนสินค้านั้นแทบจะจมฝุ่นอยู่บนชั้นวางสินค้า ทำให้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนกับธุรกิจที่ต้องหมุนเงินสดให้ทัน
3 Own Brands ที่แตกต่างเพื่อลดต้นทุน
เมื่อ Pain Point ของทั้ง 2 กลุ่มมีความแตกต่างกัน แต่ก็ยังมีจุดร่วมกันอย่างการลดต้นทุน ทำให้ GO Wholesale มองหา ทางออกด้วยการวางกลยุทธ์ Own Brand ที่แตกต่างกัน เพื่อเข้าถึงความต้องการลดต้นทุนในแต่ละจุด โดย Go Wholesale จึงแตก Own Brand แบรนด์ออกเป็น 3 แบรนด์หลัก ไม่ว่าจะเป็น

A CHOICE แบรนด์ที่ถูกวางให้เจาะกลุ่มร้านอาหาร ธุรกิจจัดเลี้ยง (Catering) และร้านริมทาง (Street Vendors) โดยเฉพาะ ซึ่งจะเน้นไปที่เนื้อสัตว์ตัดแต่งพร้อมใช้ อาหารแช่แข็ง ไปจนถึงเครื่องเทศและเครื่องปรุงรส ที่เป็นวัตถุดิบหลัก ช่วยให้ร้านอาหารสามารถหยิบจับมาปรุงต่อยอดได้ โดยไม่ต้องอาศัยทักษะระดับเชฟ ลดเวลาการเตรียมอาหารให้สั้นลง และยังลดปัญหาวัตถุดิบเหลือทิ้ง
SUPER SAVE หนึ่งในต้นทุนหลักของธุรกิจอาหารที่อยู่ในกลุ่ม Delivery คือบรรจุภัณฑ์อาหาร (Food Packaging) และกลุ่มอาหารแช่แข็งในระดับราคาที่ประหยัด ช่วยให้ร้านค้าสามารถซื้อบรรจุภัณฑ์อาหารได้ในราคาที่ถูกลง แต่ยังคงคุณภาพ ทำให้ยอดขายที่เกิดขึ้นกลายเป็นกำไรสุทธิส่วนใหญ่

PRO SAVE อีกหนึ่งต้นทุนที่หลายธุรกิจต้องเผชิญและมักจะถูกมองข้ามอย่าง ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โดยจะเน้นขายแบบแกลลอนใหญ่ ในราคาที่คุ้มค่าช่วยผู้ประกอบการเซฟต้นทุน โดยเน้นไปที่กลุ่มโรงแรมระดับกลางและเล็กขนาด 2-3 ดาว ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยง
จัดโปรลดต้นทุนสำหรับร้านโชห่วย
มาถึงตรงนี้อาจมีคำถามว่า ทั้ง 3 แบรนด์แทบจะไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับร้าน “โชห่วย” ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้องเพราะทางผู้บริหารอย่าง คุณซันนี่ ซิดิค รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริหารสินค้าธุรกิจค้าส่ง บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด เน้นว่า Own Brand ไม่ได้ทำมาเพื่อตอบโจทย์ร้านโชห่วย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้ “จิตวิทยาของผู้บริโภคหน้าร้าน”

โดย GO Wholesale วิจัยพบว่า ผู้บริโภคที่เดินเข้าร้านโชห่วยไม่ได้เข้าไปเพื่อมองหาสินค้าทางเลือกใหม่ แต่เข้าไปเพราะความคุ้นเคยในการซื้อสินค้าที่คุ้นชิน หากร้านโชห่วยวางสินค้า Own Brand ที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ชนกับแบรนด์ใหญ่ในตลาก อย่างน้ำอัดลมหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยเน้นที่ “ถูกกว่า” จะส่งผลให้สินค้าเหล่านั้นคงค้างบนชั้นวางสินค้านานกว่าแบรนด์ทั่วไป เพราะผู้บริโภคไม่คุ้นเคย ซึ่งจะส่งผลต่อปัญหา “เงินจม” มากกว่าเดิม
ดังนั้น Own Brand จึงถูกวางไว้สำหรับกลุ่ม HoReCa เท่านั้น ขณะที่กลุ่มโชห่วยทาง Go Wholesale จะเลือกใช้แคมเปญส่งเสริมการขายอย่าง “Go Plus” และ “Go Bonus” ที่ให้ร้านโชห่วยสามารถสะสมยอดซื้อเพื่อแลกเป็นเงินสดหรือส่วนลด นำไปใช้ลดต้นทุนในการซื้อสินค้าทั่วไปที่ร้านค้าขายดีอยู่แล้ว ช่วยให้กลุ่มร้านโชห่วยมองว่าไม่ได้ยัดเยียดขายแต่ Own Brand เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
จับตาเป้าหมายเติบโต Own Brand
ในปัจจุบัน ทาง GO Wholesale ระบุว่า สัดส่วนยอดขายของ Own Brand อยู่ที่ประมาณ 10% ของสินค้าที่วางจำหน่าย โดยมีแผนตั้งเป้าจะดันขึ้นไปให้ถึงสัดส่วน 13% ภายในปี 2026 สอดรับกับแผนยกระดับธุรกิจในปี 2026 (Acceleration 2026) โดยแผนดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่ทิศทางหลัก 2 ด้าน ที่จะทำให้ Own Brand สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

พัฒนานวัตกรรมร่วมกับซัพพลายเออร์ (Collaboration & NPD) แทนที่จะทำให้ Own Brand เป็นคู่แข่งกับแบรนด์อื่นๆ ที่เป็น Supplier ของ GO Wholesale แต่จะใช้วิธีจับมือกับ Supplier กว่า 1,800 ราย รวมสินค้ากว่า 23,000 SKUs เพื่อร่วมกันพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง โดยเฉพาะการขยายไลน์สินค้าในกลุ่ม Non-Food อย่างบรรจุภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดแบบมืออาชีพ ที่ยังมีช่องว่างให้ลงไปเล่นอีกมาก
เชื่อมพฤติกรรมด้วย Omni-Sales Channels โดยข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าระบุชัดเจนว่า ตะกร้าสินค้าส่วนใหญ่กว่า 48% คือของสดและผักผลไม้ โดยมีเนื้อสัตว์/ซีฟู้ดและผักผลไม้ในสัดส่วน 24% ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องมาเลือกดูคุณภาพด้วยตาและมือตัวเอง จะมีทีมเซลส์และ KAM (Key Account Manager) เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะที่สินค้าที่ต้องซื้อซ้ำหรือมีต้องการความรวดเร็วสามารถสั่งผ่านแอปพลิเคชัน GO Wholesale ที่ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดทะลุ 1 ล้านครั้งและมีผู้ใช้งาน Active ถึง 250,000 รายต่อเดือน
โดยแอป GO Wholesale ยังถูกยกระดับให้เป็นเครื่องมือทำการตลาด (CRM) และคอยแจ้งเตือนให้ไม่ลืมซื้อวัตถุดิบ ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น GO Wholesale ยังได้จับมือกับ GrabMart เพื่อเข้ามาเติมเต็มในการด้านความรวดเร็วการจัดส่ง หากร้านอาหารประสบปัญหา “วัตถุดิบขาดด่วน”

การออก Own Brand ของ Go Wholesale ถือเป็นกลยุทธ์เข้ามาถูกช่วงจังหวะที่เหมาะสม ในช่วงที่สถานการณ์กดดันด้านต้นทุน อย่างไรก็ตาม Own Brand ต้องได้รับบทพิสูจน์ถึงเรื่องคุณภาพที่เหมาะสมกับราคา ซึ่งนั่นจะช่วยสร้างความไว้วางใจทำให้กลุ่มธุรกิจ HoReCa และโปรลดต้นทุนสำหรับธุรกิจโชห่วยจะได้ใจผู้ประกอบการหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม
