
ในโลกของการตลาดปัจจุบัน แบรนด์ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจาก “สินค้า” แล้วพยายามสร้าง “เรื่องราว” (Storytelling) มาห่อหุ้มเพื่อให้ดูน่าสนใจ แต่สำหรับ Lacoste แบรนด์สัญชาติฝรั่งเศสที่มีโลโก้อันเป็นเอกลักษณ์นั้น แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
สำหรับ Lacoste “จระเข้” ไม่ได้ขายเสื้อผ้า แต่มันขายเรื่องราวที่ดำรงอยู่มาก่อนที่บริษัทจะถือกำเนิดขึ้นเสียอีก
นี่คือความแตกต่างพื้นฐานที่นักการตลาดยุคใหม่ควรเข้าใจ การสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการสร้างเรื่องราวขึ้นมารองรับสินค้า แต่เกิดจากการมีเรื่องราวที่แท้จริงอยู่แล้ว แล้วจึงนำมาถ่ายทอดผ่านสินค้า
เราลองมาเรียนรู้การสร้างแบรนด์ Lacoste ผ่านโลโก้ ทั้งการสร้างสรรค์อันเป็นตำนานและการสลัดตำนาน
จาก “ความพ่ายแพ้” สู่ “ฉายา” ระดับตำนาน
จุดเริ่มต้นของอาณาจักร Lacoste ไม่ได้เริ่มที่โรงงานทอผ้า แต่เริ่มบนคอร์ตเทนนิสในช่วงทศวรรษ 1920 โดย René Lacoste นักเทนนิสระดับท็อปของโลกผู้มีสไตล์การเล่นที่ดุดัน กัดไม่ปล่อย และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เรื่องราวที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นระหว่างการทัวร์แข่งขันในสหรัฐอเมริกา เมื่อ René ไปสะดุดตากับกระเป๋าเดินทางหนังจระเข้ใบหนึ่งในร้านค้า และเดิมพันกับกัปตันทีมของเขาว่าหากเขาชนะการแข่งขัน เขาจะต้องได้กระเป๋าใบนั้น
แม้สุดท้ายเขาจะพ่ายแพ้ในการแข่งขันนัดนั้น แต่สื่อมวลชนที่ทราบเรื่องราวการเดิมพันกลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลแพ้ชนะเท่ากับ “จิตวิญญาณ” ของเขา นักข่าวเริ่มขนานนามเขาว่า “The Crocodile” ซึ่งสะท้อนถึงสไตล์การเล่นที่แข็งแกร่งและไม่ยอมแพ้ใคร
ในมุม Marketing Insight บทเรียนแรกของ Lacoste คือ ความล้มเหลวที่มีเรื่องราว และมีค่ามากกว่า ‘ความสำเร็จที่ไร้ตัวตน’ ผู้คนไม่ได้จดจำว่าเขาชนะหรือแพ้ แต่จดจำว่าเขาเป็นใคร และต่อสู้เพื่ออะไร นี่คือต้นทุนของ Brand Authenticity ที่ไม่สามารถซื้อได้ด้วยงบโฆษณา

Influencer ยุคแรก/คนแรก? กับการสร้าง Identity ก่อนการสร้าง Brand
แทนที่ René จะเพิกเฉยต่อฉายาที่ได้มาจากการพนันที่พ่ายแพ้ เขากลับเลือกที่จะ “โอบรับมัน” ในปี 1927 เขาตัดสินใจปักรูปจระเข้ตัวเล็กๆ ลงบนเสื้อเบลเซอร์เทนนิสของตัวเอง
นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญทางการตลาด เพราะสิ่งที่ René ทำไม่ใช่การทำ Brand Awareness เพื่อขายของ แต่เป็นการสร้าง Personal Identity (แม้ในขณะนั้นจะยังไม่มีคำนิยามนี้) เพื่อประกาศว่าเขาคือใคร และเขามีจิตวิญญาณแบบไหน
เมื่อเขาลงสนาม ผู้คนไม่ได้เห็นเพียงแค่นักกีฬา แต่เห็น ‘เจ้าจระเข้’ ที่พร้อมจะขย้ำชัยชนะเสมอ เมื่อเขาตัดสินใจเปิดตัวแบรนด์ Lacoste อย่างเป็นทางการในปี 1933 โลโก้จระเข้จึงไม่ได้ถูกคิดค้นโดยนักการตลาดที่พยายามหาจุดขาย แต่มันถูกเลือกโดย “ชื่อเสียงและความเชื่อถือ” (Reputation) ที่ฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำของผู้คนไปแล้ว
และหากเปรียบเทียบกับยุคปัจจุบั René Lacoste อาจจะเป็น Influencer คนแรก ที่ประสบความสำเร็จก่อนยุคโซเชียลมีเดีย เขาสร้าง Personal Branding จนกลายเป็น Product Branding ในยุคนี้ เราเห็นปรากฏการณ์คล้ายกันใน Celebrity Brands เช่น Fenty Beauty ของ Rihanna, Skims ของ Kim Kardashian หรือ Honest Company ของ Jessica Alba แต่สิ่งที่ Lacoste ทำได้พิเศษกว่าคือการสร้าง Legacy ที่อยู่ได้นานกว่าตัว Founder

วิเคราะห์กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ระดับตำนานของ Lacoste
ความสำเร็จของ Lacoste สามารถวิเคราะห์ผ่านมุมมองการตลาดสมัยใหม่ได้ 4 มิติหลัก
-
Authenticity is King (ความจริงแท้คือหัวใจสำคัญ)
โลโก้จระเข้ไม่ใช่สิ่งที่ปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อความสวยงาม แต่มันมาจากบุคลิกที่แท้จริงของเจ้าของแบรนด์ ความเชื่อมโยงระหว่าง “สินค้า” กับ “จิตวิญญาณของผู้ก่อตั้ง” นั้นเหนียวแน่นจนผู้บริโภครู้สึกได้ว่า เมื่อพวกเขาสวมเสื้อที่มีโลโก้นี้ พวกเขากำลังสวมใส่ “ความมุ่งมั่น” และ “ความแข็งแกร่ง” ของ René ไปด้วย
สำหรับนักการตลาดยุคปัจจุบัน ใช้เวลาค้นหา “ความจริง” ของแบรนด์ให้พบก่อนสร้างแคมเปญ ความจริงแท้ไม่สามารถปลอมแปลงได้ และผู้บริโภค Gen Z และ Millennials สามารถรู้สึกได้ทันทีว่าแบรนด์ไหนแท้ แบรนด์ไหนแกล้งทำ
-
Symbolic Branding (การใช้สัญลักษณ์แทนคำพูด)
Lacoste เป็นหนึ่งในแบรนด์แรกๆ ของโลกที่นำโลโก้มาไว้บนหน้าอกเสื้อ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสถานะของเสื้อผ้าจาก “เครื่องนุ่งห่ม” ให้กลายเป็น “ป้ายประกาศสถานะและไลฟ์สไตล์” โดยไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ
ดังนั้น โลโก้จระเข้ขนาดเล็กนั้นกลายเป็น “ภาษาสากล” ที่ทุกคนเข้าใจโดยไม่ต้องอ่านคำโฆษณา นี่คือจุดกำเนิดของ Logo-Driven Marketing ที่เราเห็นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Nike Swoosh, Apple หรือ McDonald’s ที่แค่เห็นสัญลักษณ์ก็เข้าใจทันทีว่าแบรนด์นี้แทนค่าอะไร

-
Selling the “Origin Story” (การขายเรื่องราวต้นกำเนิด)
สัญญะของจระเข้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของประโยคที่ว่า “The crocodile doesn’t sell clothes. It sells a story.” ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อเพียงแค่ผ้าฝ้าย Piqué ที่ระบายอากาศได้ดี แต่พวกเขากำลังซื้อหน้าประวัติศาสตร์เทนนิส และตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่
การมี Origin Story ที่แข็งแกร่งทำให้แบรนด์มี Premium Value สูงกว่าราคาต้นทุนการผลิตหลายเท่าตัว ลองนึกดูว่า หากผู้บริโภครับที่จะจ่าย 3,000-5,000 บาทสำหรับเสื้อโปโล Lacoste แทนที่จะซื้อเสื้อโปโลทั่วไปในราคา 500 บาท ไม่ใช่เพราะคุณภาพผ้าดีกว่า 10 เท่า แต่เพราะพวกเขาซื้อ “เรื่องราว” และ “สถานะ” ที่มากับจระเข้ตัวนั้น
สำหรับธุรกิจสมัยใหม่: คำถามที่ต้องถามตัวเองคือ แบรนด์ของเราขายแค่ product features หรือขาย emotional story?” แบรนด์ที่รอดในระยะยาวคือแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้สึก emotionally connected ไม่ใช่แค่ rationally satisfied
-
Consistency & Heritage (ความสม่ำเสมอและการรักษาคุณค่า)
ตลอดหลายทศวรรษ Lacoste ยังคงรักษาความเป็นต้นตำรับไว้ได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะมีการขยายไลน์สินค้าไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็น รองเท้า น้ำหอม แว่นตา นาฬิกา แต่หัวใจสำคัญของแบรนด์ยังคงยึดโยงอยู่กับกีฬาเทนนิสและความสง่างามแบบสปอร์ต (Sporting Elegance) ซึ่งเป็นรากฐานที่ René วางไว้
บทเรียนสำคัญจากสิ่งนี้ ทำให้เห็นว่า การขยายแบรนด์เราไม่จำเป็นต้องทิ้ง DNA เดิม การรักษา Brand Consistency คือการทำให้ทุกทัชพ้อยท์ยังคง เป็น Lacoste ที่เราหลงใหล ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า โฆษณา บรรจุภัณฑ์ หรือประสบการณ์ลูกค้า
Case Study แคมเปญ “Save Our Species” (2018)
ตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการนำหลักการข้างต้นมาประยุกต์ใช้ในยุคสมัยใหม่คือ แคมเปญ “Save Our Species” ที่ Lacoste ร่วมมือกับ IUCN (International Union for Conservation of Nature) เริ่มต้นครั้งแรกในปี 2018 ที่อาจกบอกได้ว่าสะท้อนการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกของ Lacoste

การยอมสละ “จระเข้” ครั้งแรกในรอบ 85 ปี
นี่คือสิ่งที่สร้างความฮือฮาที่สุด เพราะอย่างที่เราได้กล่าวไว้ “จระเข้” คือสัญลักษณ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ของแบรนด์ แต่ Lacoste ยอมถอดโลโก้จระเข้ออกชั่วคราว เพื่อนำรูปสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์มาปักลงบนเสื้อโปโลสีขาวคลาสสิกแทน
ความอัจฉริยะของแคมเปญนี้คือ จำนวนเสื้อที่ผลิตออกมาในแต่ละลาย จะเท่ากับจำนวนสัตว์ชนิดนั้นที่เหลือรอดอยู่ในธรรมชาติจริงๆ” ณ ขณะนั้น
- เต่ากระ (Vaquita): ผลิตมาเพียง 30 ตัว
- แรดชวา (Javan Rhino): ผลิตมาเพียง 102 ตัว
- เสือโคร่งสุมาตรา (Sumatran Tiger): ผลิตมาเพียง 350 ตัว

ผลลัพธ์ Scarcity Marketing ที่ทรงพลัง
แคมเปญนี้ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย เสื้อคอลเลกชันนี้ขายหมดเกลี้ยง (Sold Out) ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในทุกที่ที่วางขาย โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายนำไปสนับสนุนการอนุรักษ์สัตว์เหล่านี้ วิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ ทำไมแคมเปญนี้ถึงทรงพลัง?
- Brand Purpose แคมเปญนี้เปลี่ยนจากแค่การ “ขายเสื้อ” เป็นการ “ช่วยเหลือโลก” ซึ่งตรงใจกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับจริยธรรมของแบรนด์ นี่คือการสร้าง Emotional Connection ที่ลึกซึ้งกว่าการขายสินค้า
- The Power of Silence การที่โลโก้จระเข้หายไปกลับทำให้คน “สังเกตเห็น” และ “ถามหา” มากกว่าเดิม เป็นการตอกย้ำว่าโลโก้ของพวกเขามีอิทธิพลมากแค่ไหน และบางครั้ง Less is More เมื่อการลดทอนสิ่งที่คุ้นเคยทำให้คนเห็นคุณค่าของมันมากขึ้น
- Consistency with Story แม้จะเปลี่ยนสัตว์ แต่ยังคงรักษา “จิตวิญญาณ” เดิมไว้ คือการใช้สัญลักษณ์สัตว์มาเล่าเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวสินค้า (จากเรื่องของ René สู่เรื่องของธรรมชาติ) แสดงว่าแบรนด์สามารถ evolve ได้โดยไม่ทิ้ง DNA
- Scarcity Marketing การผลิตจำนวนจำกัดตามจำนวนสัตว์ที่เหลืออยู่จริง สร้าง FOMO (Fear of Missing Out) แบบธรรมชาติ ผู้คนไม่ได้ซื้อเพียงเพราะสวย แต่ซื้อเพราะรู้ว่า “มีแค่นี้ในโลก” และเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือสัตว์ป่า
และมากไปกว่านั้น แคมเปญนี้ตอกย้ำประโยคสำคัญได้อย่างสมบูรณ์แบบว่า “The crocodile doesn’t sell clothes. It sells a story.” เพราะแม้ในวันที่ไม่มีจระเข้ เรื่องราวของแบรนด์ก็ยังคงขายได้และทรงพลังยิ่งกว่าเดิม
บทสรุป: บทเรียนสำหรับนักการตลาดยุคใหม่
ความเป็นตำนานของ Lacoste เกิดจากการที่แบรนด์ไม่ได้เริ่มต้นที่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่เริ่มต้นที่ “ตัวตน” การสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนที่สุดจึงไม่ใช่การตะโกนบอกว่าสินค้าเราดีอย่างไร แต่คือการทำให้สัญลักษณ์ของเรากลายเป็นตัวแทนของเรื่องราวที่ผู้คนอยากเป็นส่วนหนึ่ง
จากเรื่องราวทั้งหมดนี้ สิ่งที่นักการตลาดควรถามตัวเองเลยมี 5 ข้อง่าย
- แบรนด์เรามี Origin Story ที่แท้จริงหรือไม่? หรือเรากำลังพยายามสร้างเรื่องราวขึ้นมาเพื่อขายของ?
- สัญลักษณ์ของเราสามารถ “พูด” แทนเราได้หรือไม่? โดยไม่ต้องอาศัยคำอธิบาย?
- ผู้บริโภครู้สึกว่าพวกเขากำลังซื้ออะไร? Product features หรือ Emotional connection?
- เรายอมเสี่ยง “ถอดโลโก้” ออกเพื่อสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่กว่าได้หรือไม่? (เหมือน Save Our Species)
- Brand DNA ของเรา consistent ในทุก Touchpoint หรือไม่? หรือเราสร้างความสับสนให้ผู้บริโภค?
และมากไปกว่านั้น ในยุคที่แบรนด์ต่างพยายามหา Purpose และสร้าง Storytelling เพื่อดึงดูดผู้บริโภค เรื่องราวของ Lacoste เตือนเราว่า “แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นในห้องประชุม แต่ถูกสร้างขึ้นจากชีวิตที่แท้จริง ความเชื่อที่มั่นคง และจิตวิญญาณที่ผู้คนสัมผัสได้”
“จระเข้” ปักบนหน้าอกเสื้อ Lacoste ไม่ได้ขายแค่ผ้า แต่มันขายความมุ่งมั่น ความแข็งแกร่ง และตำนานที่ดำรงอยู่มานานกว่า 90 ปี และนั่นคือ Power of Authentic Storytelling ที่ไม่มีงบโฆษณาใดซื้อได้
Source:
- https://corporate.lacoste.com/our-history/
- https://advertisingweek.com/the-man-behind-the-lacoste-crocodile/
- https://superpasvwx.click/product_tag/13342226_.html
- https://www.instagram.com/p/DTlGdfkkvar/?img_index=1
- https://www.marketingoops.com/campaigns/lacoste-save-our-species-2018/
- https://iucnsos.org/initiative/lacoste-x-iucn-sos/
