กาง 8 เทรนด์พลิกเกมธุรกิจปี 2026 ฝ่ากระแสโลกที่ไม่แน่นอน

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

หากปีที่ผ่านมาคือการเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในปี 2026 โลกธุรกิจจะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม โดยเฉพาะเมื่อ AI Agentic เข้ามาผสานการทำงานจนกลายเป็นเพื่อนร่วมงาน สอดรับกับการมาถึงของ Robotic Humanoid ที่ก้าวออกจากห้องแล็บสู่สายพานการผลิตและงานบริการอย่างเต็มตัว ขณะที่เทคโนโลยีได้ยกระดับภาคการเกษตรสู่ Agri-Tech ที่ไร่นาจะกลายเป็น Data Center ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อความแม่นยำและความยั่งยืนในการเพิ่มผลผลิต

ท่ามกลางความก้าวหน้าเหล่านี้ Trust Economy จะกลายเป็นรากฐานที่ธุรกิจต้องยึดถือ ผ่าน Human Touch ที่จะเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลผู้บริโภค ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเข้าสู่ยุค Fragmentation ที่ต้องการเจาะจงเฉพาะกลุ่มมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความเป็นปัจเจกบุคคล ขณะที่แนวคิด Longevity กลายเป็นโจทย์ที่แบรนด์ต้องตีให้แตก เมื่อผู้คนมีอายุยืนยาวและแข็งแรงขึ้น สอดรับกับ Quality Tourism ที่เน้นการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ในการท่องเที่ยวมากกว่าปริมาณนักท่องเที่ยว ทั้ง 8 เทรนด์นี้จะกลายเป็นแนวทางใหม่ของโลกธุรกิจในปีนี้

 

Agentic AI จาก Chatbot สู่ Agent ที่คิดและทำงานแทนคนได้

ปี 2025 นับเป็นจุดเริ่มต้นของยุค Agentic AI หรือ AI ที่มีความคิดและกระทำแทนมนุษย์ได้ ซึ่งพัฒนาไปไกลกว่า Chatbot เดิมๆ ที่ทำได้แค่ถาม-ตอบ โดยเราเห็นสัญญาณชัดเจนจากการเปิดตัว ChatGPT Agent ของ OpenAI และแพลตฟอร์ม Opal จาก Google ที่ช่วยให้ทุกคนสร้าง AI Workflow ได้เองแบบ No-code รวมถึงล่าสุด ChatGPT Group Chat ที่เปลี่ยนสถานะ AI จาก “เครื่องมือ” (Tool) มาเป็น “เพื่อนร่วมงาน” (Teammate) เทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้เรามองเห็นว่าอนาคต AI จะมีบทบาทกับการทำงานของมนุษย์มากขึ้น สามารถจัดการงานซับซ้อนข้ามโปรแกรม เช่น การซื้อของออนไลน์ จองคิว หรือทำพาวเวอร์พอยต์ ได้เองโดยมนุษย์เพียงแค่คนอนุมัติขั้นสุดท้าย

ในปี 2026 เราอาจได้เห็น Use Case ของ Agentic AI มากขึ้น เราอาจได้เห็นทีมการตลาดที่มี AI Agent เป็นสมาชิกทีม ในขณะที่เรากำลังประชุม Brainstorm ไอเดีย Agent ตัวหนึ่งกำลังกวาดข้อมูล Social Listening เพื่อหา Insight แบบ Real-time ส่วนอีกตัวกำลังร่าง Proposal แคมเปญพร้อมส่งอีเมลเจรจาต่อรองค่าตัว Influencer เบื้องต้นตามงบที่ตั้งไว้ และเมื่อแคมเปญรัน Agent จะคอยมอนิเตอร์งบโฆษณาและโยกงบไปลงในช่องทางที่คุ้มค่าที่สุดให้อัตโนมัติได้ นี่คืออนาคตที่เราอาจได้เห็นกันในเร็วๆนี้ ไม่ช้าไม่นาน และจะเกิดเป็นธุรกิจที่ทำรายได้จริงในอนาคตแน่นอน

สำหรับเทรนด์ Agentic AI นี้ธุรกิจมีโอกาสลดต้นทุนมหาศาลจากการใช้ AI Agent จัดการงาน Routine และเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจด้วยข้อมูล แต่ความท้าทายสำคัญคือเรื่อง Data Privacy และ Accountability หรือเรื่องของความรับผิดชอบ เพราะหาก Agent ตัดสินใจผิดพลาดขึ้นมาก็จะส่งผลเสียหายได้เช่นกัน ดังนั้น องค์กรจึงต้องวางกรอบ Governance ให้ชัดเจนก่อนนำมาใช้จริง

 

เมื่อชีวิตยืนยาวขึ้น กลายเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างธุรกิจยุคใหม่

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่การมีชีวิตยืนยาวกลายเป็นเรื่องปกติของคนจำนวนมาก อายุขัยเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ความก้าวหน้าทางการแพทย์ และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ทำให้ผู้คนใช้ชีวิตยาวขึ้น แข็งแรงขึ้น และคาดหวังคุณภาพชีวิตที่ดีต่อเนื่องยาวนานกว่าที่เคยเป็นมา การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลในเชิงสังคม สาธารณสุข และกำลังเขย่าโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง

เมื่อผู้คนมีช่วงชีวิตที่ยาวขึ้น เส้นแบ่งระหว่างวัยเริ่มเลือนราง พฤติกรรมการทำงาน การใช้เงิน และการบริโภคไม่ถูกจำกัดด้วยอายุอีกต่อไป คนวัย 50–60 ปียังเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ดูแลสุขภาพเชิงรุก และลงทุนกับประสบการณ์ชีวิต ขณะเดียวกันคนวัยทำงานก็ให้ความสำคัญกับการดูแลร่างกายตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อรองรับชีวิตระยะยาว ส่งผลให้ตลาด Wellness สุขภาพ การเงิน การอยู่อาศัย และการท่องเที่ยว ถูกขยายออกไปตลอดช่วงชีวิต ไม่ได้กระจุกอยู่เพียงบางวัยเหมือนในอดีต

ในมุมของธุรกิจ แนวคิด Longevity กำลังเปลี่ยนวิธีมองลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ สินค้าและบริการจำนวนมากถูกออกแบบโดยอิงกับ Demographic แบบตายตัวมานาน แต่ในโลกที่ผู้บริโภคมีชีวิตยืนยาวและเปลี่ยนบทบาทหลายครั้งตลอดชีวิต การออกแบบประสบการณ์ต้องคำนึงถึงความต่อเนื่องและความยืดหยุ่น แบรนด์ที่เข้าใจเรื่อง Longevity จะเริ่มมองลูกค้าในฐานะความสัมพันธ์ระยะยาว มากกว่ายอดขายในช่วงใดช่วงหนึ่ง และให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าในหลายช่วงชีวิตอย่างสม่ำเสมอ

Longevity ยังส่งผลโดยตรงต่อการนิยามคำว่าคุณค่าของสินค้าและบริการ ผู้บริโภคเริ่มประเมินแบรนด์จากผลกระทบต่อสุขภาพกาย ใจ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว ความคุ้มค่านอกจากวัดจากราคาหรือโปรโมชั่น ยังรวมถึงความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการอยู่เคียงข้างผู้ใช้ได้อย่างยั่งยืน ธุรกิจที่มอง Longevity อย่างผิวเผินอาจติดอยู่กับการขายสินค้าเชิงฟังก์ชัน ขณะที่องค์กรที่เข้าใจแก่นของเทรนด์นี้จะเริ่มสร้าง Ecosystem ที่ช่วยให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตได้ดีขึ้นในระยะยาว

เมื่อมองไปข้างหน้าสู่ปี 2026 Longevity จะกลายเป็นโจทย์พื้นฐานของการวางกลยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบสินค้า บริการ หรือแบรนด์ คำถามสำคัญสำหรับองค์กรจึงไม่ใช่แค่ว่าจะเข้าถึงลูกค้าในวันนี้อย่างไร แต่จะสามารถมีบทบาทในชีวิตของเขาไปอีกกี่ปี ธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็ว จะต้องตอบโจทย์การมีอายุยืนของผู้บริโภค และเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของชีวิตในทุกช่วงเวลาอย่างแท้จริง

 

Human Touch มนุษย์โหยหาความใส่ใจต้องใช้คนดูแลลูกค้า

 

 

ทุกวันนี้ AI ถูกนำมาใช้แทบทุกจุดของธุรกิจ ตั้งแต่แชตบอต งานบริการลูกค้า ไปจนถึงงานทางเทคนิคหลังบ้าน แต่ข้อมูลงานวิจัยเผยชัดเจน ว่าผู้บริโภคจำนวนมากไม่ต้องการให้ AI มาดูแลทุกอย่างแทนมนุษย์อย่างรายงานจาก Euromonitor International ที่ระบุว่า มีแค่ 19% ของกลุ่มตัวอย่างที่รู้สึกสบายใจให้ AI จัดการปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาที่ซับซ้อนยุ่งยาก สะท้อนว่าแม้ AI จะเก่งขึ้น แต่ยังไว้ใจมนุษย์มากกว่า

ในมุมธุรกิจ งานวิจัย Journal of Retailing and Consumer Services บน Science Direct เผยว่า ผู้ใช้บริการพึงพอใจกับการดูแลจากมนุษย์มากกว่า โดยไม่สนใจว่า AI จะให้บริการได้รวดเร็ว หรือแม่นยำแค่ไหน เพราะรู้สึกชอบที่มีคนตั้งใจฟัง และพยายามแก้ไขปัญหาด้วยความรู้สึกเอาใจใส่ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างแบรนด์ และลูกค้าด้วย

ฝั่งผู้บริโภค งานสำรวจด้าน Customer Experience ของ LinkedIn พบว่ามากกว่า 80% รู้สึกว่าการตัดสินใจต่างๆ ที่มีความเสี่ยงสูงต้องคุยกับมนุษย์เท่านั้น เช่น การซื้อสินค้าราคาแพง การร้องเรียน หรือการแก้ปัญหาข้อผิดพลาด และเมื่อมีตัวเลือกให้เลือก ผู้บริโภคประมาณสองในสามจะเลือกมนุษย์มากกว่า AI แม้จะรู้ว่า AI อาจตอบได้เร็วกว่า

ในปี 2026 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่วงการ AI จะก้าวหน้าไปอีกหลายขั้น เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในปี 2025 นี้ ภาพสะท้อนจากงานวิจัย และข้อมูลต่าๆ ทำให้เห็นว่ายิ่ง AI เก่งขึ้นเท่าไหร่ ผู้คนยิ่งคิดถึง ‘ฝีมือ’ ของมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น ในด้านขององค์กรท่ามกลางยุคเอไอต้องจับจุดให้ถูกว่าตรงไหนควรให้เอไอดูแล ตรงไหนที่ยังต้องให้มนุษย์จัดการ เพื่อให้ยังสามารถครองใจผู้บริโภคได้ ขณะเดียวกันยังแข่งขันได้ทัดเทียมกับคู่แข่งในตลาดด้วย

 

Quality Tourism ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ

จากผลสำรวจ Marketing Trends: 2026 Way Forward ที่จัดทำโดย สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) ซึ่งได้รวบรวมมุมมองจาก ผู้บริหารระดับสูงด้านการตลาด (C-Level Executives) และผู้นำองค์กรชั้นนำในไทยกว่า 126 ท่าน โดยส่วนใหญ่ดูแลองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานกว่า 5,000 คน ได้ข้อมูลชัดเจนว่า Quality Tourism คือ 1 ใน 3 อุตสาหกรรม “เดอะแบก” ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2026  โดยผลสำรวจชี้ว่ากว่า 65% ให้ความสำคัญกับการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง มากกว่าการเน้นจำนวนหัวเหมือนในอดีต

สอดคล้องกับข้อมูลจาก World Bank ที่จัดให้ Sustainable & Health Tourism เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย โดยเน้นย้ำให้ไทยเปลี่ยนผ่านจากการท่องเที่ยวที่เน้นปริมาณ (Volume) ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value) ผ่านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืน เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

ในปี 2026 คำว่า “Luxury” ในโลกท่องเที่ยวจะไม่ได้หมายถึงโรงแรม 5 ดาวที่มอบบริการแบบไร้ที่ติเท่านั้นแล้ว แต่จะหมายถึง “Exclusive & Meaningful Experience” นักท่องเที่ยวจะโหยหาประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น (Unseen & Untold) และต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ผู้ประกอบการต้องเลิกแข่งกันตัดราคา แต่ต้องแข่งกันที่ “Storytelling” และ “Experience Design” ต้องนำ Data มาใช้เพื่อ Personalize บริการให้รู้ใจลูกค้าก่อนที่ลูกค้าจะเอ่ยปาก และต้องผนวกเรื่อง Wellness เข้าไปในทุก Touchpoint

ความท้าทายใหญ่สำหรับปีหน้าคือการสร้างบุคลากรที่มีทักษะสูง (High-skilled Talent) ให้เพียงพอรองรับบริการระดับพรีเมียม และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติไม่ให้ช้ำจากการท่องเที่ยว เพราะหากธรรมชาติพัง จุดขายของ Quality Tourism ก็จะจบลงทันที

 

Humanoid จุดเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลงภาพจำของหุ่นยนต์

นอกจากเรื่องของ AI ที่หลายคนให้ความสนใจแล้ว ในแง่ของเทคโนโลยีอย่าง “หุ่นยนต์” ก็มีการพัฒนาอย่างมาก เห็นได้จากการเปิดตัวหุ่นยนต์ “Robotic Humanoid” ในปี 2025 ที่มีการเปิดตัวอย่างมากมายทั้งจากค่ายฝั่งซีกโลกตะวันตกและฝั่งซีกโลกตะวันออก จนมีการคาดกันว่าในปี 2026 จะเป็นปีที่ Robotic Humanoid จะตบเท้าก้าวสู่โลกกว้างหลังถูกพัฒนาในห้องแล็ปมาอย่างยาวนาน และพร้อมเข้าสู่สายพานการผลิตอย่างเต็มตัว

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Robotic Humanoid ได้รับความสนใจเป็นเพราะหลายประเทศกำลังประสบปัญหาด้านแรงงาน แม้จะมีหุ่นยนต์ในภาคการผลิตอยู่แล้วแต่ก็มีขนาดใหญ่ Robotic Humanoid จะเข้ามาแก้ Pain Point ของภาคอุตสาหกรรมได้ ที่สำคัญ Robotic Humanoid ยังมีโอกาสเข้าสู่งานด้านบริการ โดยเฉพาะการเป็นหุ่นยนต์ทำงานบ้านที่ช่วยลดภาระของมนุษย์ลงไปได้อย่างมาก

นั่นเพราะการขยับตัวของยักษ์ใหญ่อย่าง Tesla Optimus หรือหุ่นยนต์ Neo จาก 1X Technologies ที่เน้นการสร้างให้เสมือนมนุษย์มากที่สุด ทางฝั่งจีนเองก็สร้างเสียงฮือฮาด้วย IRON จาก XPeng ที่ชี้ให้เห็นถึงเทคโนโลยีที่ทัดเทียมกัน ที่สำคัญหุ่นยนต์เหล่านี้ยังพร้อมวางจำหน่ายเพื่อนำไปใช้งานจริง นั่นทำให้ในปี 2026 เราอาจจะได้เห็น Robotic Humanoid เพิ่มขึ้น ทั้งในอุตสาหกรรมกระบวนการผลิตและการบริการต่างๆ หรือแม้แต่บางบ้านที่อาจเริ่มมีการนำ Robotic Humanoid เข้ามาเป็นแม่บ้านอยู่ในบ้านด้วย

 

The Trust Economy ของธุรกิจยุคใหม่ เมื่อความเชื่อใจไม่ใช่แค่ความรู้สึก  

ในอนาคตอันใกล้ที่เทคโนโลยี AI และโลกดิจิทัลเข้ามามีบทบาทจนเราแทบแยกไม่ออกว่าอะไรคือเรื่องจริง ผู้บริโภคยุคใหม่จะเริ่มเกิดอาการเหนื่อยหน่ายกับความสมบูรณ์แบบที่ดูประดิษฐ์และหันมามองหาแบรนด์ที่มีความเป็นมนุษย์ มีความผิดพลาดได้ และกล้าที่จะยอมรับตัวตนที่แท้จริง ซึ่งความเชื่อใจนี้เองจะเป็นการสร้าง S Curve ใหม่ที่มีค่ามากกว่ายอดขายในระยะสั้น

หัวใจสำคัญที่ทำให้เทรนด์ Trust & Authenticity ทวีความสำคัญขึ้นในอนาคต ประกอบไปด้วย ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ (Radical Transparency) การเปิดเผยข้อมูลจริง เช่น ที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิตจะกลายเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นที่ทรงพลังที่สุด, ความเป็นมนุษย์ (Human-Centricity) แบรนด์ที่กล้าเผยเบื้องหลัง การทำงานของทีมงาน หรือทัศนคติของผู้บริหาร จะสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกว่าแบรนด์ที่สื่อสารผ่านหุ่นยนต์

รวมถึง ความสอดคล้องระหว่างคำพูดและการกระทำ (Consistency) ในอนาคต “ตัวตน” ของแบรนด์ต้องชัดเจนและสม่ำเสมอในทุกช่องทาง ความจริงใจจะถูกตัดสินจากสิ่งที่แบรนด์ทำในวันที่เกิดวิกฤต มากกว่าสิ่งที่แบรนด์พูดในวันที่มีกำไร

ก้าวต่อไปของโลกธุรกิจ Trust & Authenticity จะไม่ใช่แค่ “ภาพลักษณ์” แต่จะกลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ลอกเลียนแบบได้ยากที่สุด เมื่อเราเข้าสู่ยุคที่ AI สามารถสร้างคอนเทนต์ที่ดูดีเพอร์เฟกต์ได้ในไม่กี่วินาที สิ่งที่ผู้บริโภคจะโหยหาคือ หลักฐานของความจริง (Proof of Reality) โดยต้องอาศัยสิ่งต่างๆ เหล่านี้

  • Storytelling สู่ Storyliving ในอนาคต: การแค่เล่าเรื่องเก่ง (Storytelling) อาจไม่เพียงพอ แต่แบรนด์ต้องทำตามที่พูดจริง (Storyliving) ผ่านตรวจสอบลึกไปถึงวัฒนธรรมองค์กร
  • ความจริงใจในรูปแบบ Data Privacy: เมื่อข้อมูลคือสมบัติที่มีค่า การรักษาความปลอดภัยและความโปร่งใสในการใช้ข้อมูลลูกค้าจะกลายเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อใจที่สำคัญที่สุด
  • Decentralized Trust: ความน่าเชื่อถือจะไม่ได้มาจากตัวแบรนด์พูดเองเพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นไปที่ความเชื่อใจที่มาจาก “ชุมชน” (Community) หรือกลุ่มผู้ใช้จริง การสร้าง Community ที่แข็งแกร่งและจริงใจจะเป็นเกราะคุ้มกันแบรนด์ที่ดีที่สุด

ธุรกิจที่กล้า “ถอดหน้ากาก” และแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาอย่างสม่ำเสมอ คือผู้ที่จะได้รับรางวัลเป็นความจงรักภักดีที่ประเมินค่าไม่ได้ในระยะยาว

 

เกมการตลาดยุคใหม่ ต้องชนะใจผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม

ในช่วง 4-5 ปีมานี้ โลกเผชิญความวุ่นวายและความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามทางการค้า ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ทำให้เกิดกระแส “Deglobalization” หรือการทวนกระแสโลกาภิวัฒน์ คือ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกลดการเชื่อมโยงและพึ่งพากัน ประกอบกับการพัฒนาของนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มดิจิทัลมากมาย และผู้คนสามารถเข้าถึงคอนเทนต์จากทั่วโลก

สิ่งที่ตามมาคือ โลกเข้าสู่ยุค “Fragmented World” ซึ่งส่งผลมายังแวดวงธุรกิจและการตลาดในปัจจุบัน และในปี 2026 จะเห็นแนวโน้ม “Market Fragmentation” คือ ตลาดถูกแบ่งแยกย่อยและซับซ้อนขึ้น ซึ่งจะปรากฏชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลากหลายกลุ่มสินค้าและบริการ ปัจจัยหลักมาจาก:

“Fragmentation” นับเป็นอีกคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงด้านธุรกิจและการตลาด นับตั้งแต่ในอดีตยุคอุตสาหกรรมการผลิต แบรนด์ส่วนใหญ่มุ่งทำการตลาดแบบ “Mass” หรือตลาดขนาดใหญ่ นั่นคือ ผลิตและขายสินค้า-บริการแบบเดียวกันจำนวนมากให้กับผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ กระทั่งต่อมาวิวัฒนาการทางการตลาดเข้าสู่ยุค  “Segmentation” ซึ่งแบ่งตลาดและผู้บริโภคเป็นกลุ่มต่างๆ

ขณะที่เวลานี้โลกการตลาดกำลังอยู่ในยุค Fragmentation ปัจจัยหลักมาจาก:

– ผู้บริโภคมี pain point และความต้องการเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

– จากการพัฒนาของเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร หรือคอนเทนต์ต่างๆ ได้ทั่วถึง ทำให้ผู้คนมีความเป็น individual ยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวตน ความชอบ ความสนใจ ความต้องการ ไลฟ์สไตล์หรือวิถีการดำเนินชีวิต

– ผู้บริโภคเปิดรับแบรนด์ใหม่ และสินค้าใหม่ ขณะเดียวกันในอุตสาหกรรมต่างๆ ก็มีแบรนด์ใหม่แจ้งเกิดด้วยเช่นกัน ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลายขึ้น

– ท่ามกลางการแข่งขันสูงขึ้น แบรนด์ต้องหา “ช่องว่าง” ทางการตลาดใหม่ๆ ซึ่งการที่ตลาดถูกแบ่งแยกย่อยซับซ้อนขึ้น ย่อมเป็นโอกาสการเติบโตใหม่ให้กับแบรนด์ต่างๆ ที่มองเห็นช่องว่างทางการตลาดเช่นกัน

ดังนั้นแบรนด์ที่จะชนะเกมการแข่งขันในยุค Fragmented World ไม่ใช่แบรนด์ที่มองตลาดแบบ Mass แต่ต้องเลือกทำตลาด “Niche Market” ด้วยการเป็นแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะกลุ่ม-เฉพาะด้าน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ซึ่งความเชี่ยวชาญดังกล่าว จะเป็น “จุดแข็ง” ที่ทำให้แบรนด์มีตัวตนที่โดดเด่น ทำให้ผู้บริโภครับรู้ จดจำ และนำไปสู่การตัดสินใจซื้อในที่สุด!

 

เมื่อ “ไร่นา” เป็น “Data Center” ก่อนพัฒนาสู่ Agri-Tech

 

ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ของไทยจะอาศัยภูมิปัญญาในการเพาะปลูกเป็นหลัก แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการเกษตรมากขึ้น การเพาะปลูกในรูปแบบใหม่ที่ผสานกับเทคโนโลยีผ่านการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) อย่างเต็มรูปแบบจนกลายเป็น Agri-Tech ทำให้ทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการเกษตรต้องจับตามองในวันที่สภาพภูมิอากาศและวิกฤตแรงงานเกิดความผันผวนจนกลายเป็นผลกระทบต่อการเพาะปลูก

หนึ่งในทรนด์ที่โดดเด่นของที่สุดในปี 2026 ของอุตสาหกรรมการเกษตร คือ การติดตั้งเซนเซอร์และระบบ AI ในพื้นที่หรือในอุปกรณ์ที่มีอยู่ ช่วยให้เกิดการคาดการณ์ที่แม่นยำสูง (Predictable) นอกจากช่วยลดต้นทุนด้านสารเคมีมหาศาลแล้ว แต่ช่วยสร้าง Value Chain ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนและ Well Being ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับที่มาและความปลอดภัยของอาหารมากกว่าที่เคย

อีกหนึ่งโอกาสที่ Agri-Tech ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและนักธุรกิจ การเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ESG ที่จะนำไปสู่การสร้างรายได้เสริมจาก “คาร์บอนเครดิต” ช่วยสร้างความยั่งยืนทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อมและรายได้ นั่นทำให้ในปี 2026 คือปีของ Agri-Tech ที่จะเปลี่ยนให้การเพาะปลูกกลายเป็นระบบที่ง่ายผ่านการเชื่อมโยงนวัตกรรมให้เข้ากับกลยุทธ์การตลาด สู่การเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้อย่างก้าวกระโดด

 

​2026 คือปีแห่งการผสานพลังอย่างลงตัวระหว่างความล้ำสมัยของเทคโนโลยีและความลึกซึ้งของความเป็นมนุษย์ ผ่านเทคโนโลยีอย่าง Agentic AI และ Robotic Humanoid ขณะที่โครงสร้างประชากรเข้าสู่ยุค Longevity และตลาดที่แตกย่อยเป็น Fragmentation ทำให้การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายต้องมีความแม่นยำมากขึ้น หัวใจสำคัญคือการสร้าง Trust Economy โดยไม่ละทิ้ง Human Touch เพื่อให้ได้ใจผู้บริโภค และเพิ่มมูลค่าด้วยแนวคิดความยั่งยืนผ่าน Quality Tourism และขับเคลื่อนเกษตรกรรมสู่ Agri-Tech เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
CLOSE
CLOSE