แบรนด์เล่นกับกระแสเลือกตั้งได้แค่ไหน? ดูตัวอย่างแคมเปญโลก + Realtime Marketing ที่ทำแล้วไม่พัง

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่บรรยากาศของ การเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ สิ่งหนึ่งที่นักการตลาดมักจับตาคือ “แบรนด์ควรสื่อสารอย่างไรโดยไม่เสี่ยง แต่ยังเชื่อมโยงกับกระแสสังคมได้” เพราะการเลือกตั้งเป็น moment ทางสังคม ที่ผู้คนให้ความสนใจพร้อมกันทั้งประเทศ และเรื่องนี้ไม่ได้เป็น “เรื่องต้องห้าม” ที่ต้องหลีกเลี่ยงแต่อย่างใด

บทความนี้จะพาไปดู ตัวอย่างแคมเปญจากแบรนด์ระดับโลกและแบรนด์ในไทย ที่เคยหยิบเอาธีม “การเลือกตั้ง” มาต่อยอดเป็นแคมเปญรวมถึงนำมาทำคอนเทนต์ได้อย่างน่าสนใจ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้นำไปปรับใช้กับบริบทไทยได้แบบเนียนๆ

1. Levi’s กับแคมเปญ “Use Your Vote”

Levi’s “Use Your Vote”
ภาพจากแคมเปญ Levi’s “Use Your Vote” ที่ใช้สัญลักษณ์ VOTE เป็นแกนหลัก

Levi’s เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่พูดเรื่อง “การใช้สิทธิเลือกตั้ง” อย่างต่อเนื่อง โดยไม่เลือกข้างทางการเมือง ตัวอย่างก็คือแคมเปญ “Use Your Vote” ถูกปล่อยออกมาก่อนหน้า “การเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา” หลายช่วงเวลา โดยเฉพาะช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งกลางเทอมตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา

โดย Levi’s ใช้การสื่อสารผ่านหนังโฆษณา เสื้อยืดลาย VOTE และยังมีความร่วมมือกับองค์กรอย่าง Rock the Vote เพื่อช่วยให้คนรุ่นใหม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันให้เยอะๆ

สิ่งที่น่าสนใจคือ Levi’s เลือกวางตัวเองในฐานะแบรนด์ที่สนับสนุน “กระบวนการประชาธิปไตย” มากกว่าการแสดงจุดยืนทางการเมือง แคมเปญนี้จึงโฟกัสไปที่การกระตุ้นให้ผู้คนออกมาใช้สิทธิ์ มีส่วนร่วม และตระหนักว่าการโหวตคือพลังของแต่ละคน โดยไม่ชี้นำว่าควรเลือกฝ่ายใด ทำให้แบรนด์สามารถสื่อสารเรื่องการเลือกตั้งได้อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันก็ยังยืนอยู่ฝั่งคุณค่าพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยโดยไม่สร้างความแตกแยกในหมู่ผู้บริโภค

2. Nike กับแคมเปญ “You Can’t Stop Our Voice”

ภาพจากแคมเปญ Nike Get Out The Vote ที่ใช้พลังของนักกีฬาและคนดังเป็นตัวแทนของ “เสียง”

Nike เลือกสื่อสารเรื่องการเลือกตั้งในบริบทของ การเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดี ผ่านแคมเปญ “You Can’t Stop Our Voice” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Get Out The Vote แบบไม่เลือกข้างทางการเมือง แบรนด์ใช้พลังของนักกีฬาและคนดังในการสื่อสารว่า “ทุกเสียงมีความหมาย” เพื่อแสดงออก และการใช้สิทธิเลือกตั้งคือหนึ่งวิธีการแสดงออกที่ว่านั้น

สิ่งที่ทำให้แคมเปญนี้น่าสนใจคือ Nike เชื่อมโยงเรื่องการเลือกตั้งเข้ากับ DNA ของแบรนด์ได้แบบเนียนๆ จากเดิมที่แบรนด์พูดเรื่องการผลักดันศักยภาพของมนุษย์ผ่านกีฬา ก็ขยายความหมายของศักยภาพที่ว่านั้นให้รวมไปถึง “เสียง” ที่ได้ส่งออกมาผ่านการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตย โดยไม่จำเป็นต้องชี้นำว่าควรเลือกฝ่ายใด

แคมเปญนี้ก็เป็นอีกรูปแบบของการสื่อสารที่ทำให้แบรนด์สามารถอยู่ในบทสนทนาทางสังคมได้โดยยังรักษาความเป็นกลางไว้ได้เช่นกัน

3.Tata Tea แบรนด์ชาอินเดียกับแคมเปญ “Jaago Re”

ภาพโฆษณาจากแคมเปญ Tata Tea “Jaago Re” ที่ใช้การตั้งคำถามกับหน้าที่พลเมืองและการเลือกตั้ง

แคมเปญ Jaago Re ของ Tata Tea ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของ การตลาดเชิงสังคมที่เชื่อมโยงแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคเข้ากับกระบวนการประชาธิปไตยได้

แคมเปญ Jaago Re นี้เปิดตัวครั้งแรกในช่วงปี 2007–2008 ก่อน “การเลือกตั้งทั่วไปของอินเดีย” โดยใช้คำว่า “Jaago Re” ซึ่งแปลว่า “ตื่นเถอะ” ในภาษาฮินดีเป็นคำชวนดื่มชาในตอนเช้า และยังเป็นคำเชิญให้ประชาชน “ตื่นตัว” กับบทบาทหน้าที่พลเมืองของตัวเอง

Tata Tea เลือกโฟกัสไปที่ปัญหาใหญ่ของสังคมอินเดียในเวลานั้น คืออัตราการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งที่ต่ำมากๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลาง ซึ่งนอกจากการปล่อยโฆษณาสร้าง Awareness แล้ว แบรนด์ยังทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาชนเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขั้นตอนการโหวต และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนด้วย

ต่อมา Jaago Re ยังพัฒนาไปตามบริบทของการเลือกตั้งในแต่ละช่วง เช่น แคมเปญ “Power of 49” ก่อนการเลือกตั้งอินเดียปี 2014 ที่ชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงคิดเป็น 49% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด แต่กลับมีเสียงในระบบการเมืองน้อยกว่าที่ควรจะเป็น Tata Tea จึงใช้แคมเปญนี้กระตุ้นให้ผู้หญิงออกมาใช้สิทธิ มีการรวบรวมประเด็นปัญหาจากเสียงของผู้หญิงจริง ๆ ไปทำ Voice of 49% Manifesto เพื่อส่งต่อให้พรรคการเมืองพิจารณาทำเป็นนโยบายต่อไปด้วย

4.Realtime Marketing ของแบรนด์ไทยช่วงเลือกตั้ง

ในช่วงการเลือกตั้งไทย แบรนด์จำนวนมากเลือกไม่ทำแคมเปญใหญ่ แต่หันมาใช้ Realtime Marketing หรือการทำคอนเทนต์เกาะกระแสแบบทันเหตุการณ์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคในจังหวะที่สังคมกำลังโฟกัสเรื่องเดียวกัน

จากตัวอย่างแบรนด์ไทยที่นำเรื่อง “เลือกตั้ง” มาเล่นในการเลือกตั้งปี 2023 พบว่า แบรนด์ไทยหลายเจ้า เช่น KFC, Bar B Q Plaza, Pizza Hut, เนื้อแท้ และ Mo-Mo Paradise เลือกใช้ภาษาของ “การเลือก – การตัดสินใจ – การโหวต” ในเชิงสร้างสรรค์ ผ่านโพสต์โซเชียล กราฟิก หรือโปรโมชัน โดยหลีกเลี่ยงการพูดถึงพรรคการเมืองหรือจุดยืนทางการเมืองโดยตรง

รูปแบบที่พบได้บ่อยคือ การออกแบบภาพให้คล้ายป้ายหาเสียง การเล่นคำที่โยงกับการใช้สิทธิ หรือการตั้งคำถามให้ผู้ติดตามร่วมโหวตในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง เช่น เมนูที่ชอบ หรือโปรโมชันพิเศษในวันเลือกตั้ง ซึ่งช่วยให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในบทสนทนาสังคมได้แบบเนียน ๆ และปลอดภัย

กรณีคอนเทนต์ของ “เนื้อแท้” ประสบความสำเร็จมากๆกับการเล่นกับตัวเลข “250” (เชื่อมโยงกับจำนวน สว.) เป็นเทคนิคของการเล่นกับประเด็นที่คนกำลัง “อิน” และวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดในขณะนั้น

นี่คือเทคนิคของการใช้ใช้มุกตลกเปลี่ยนความตึงเครียดทางการเมืองให้เป็นความสนุก และถือว่าเป็นความกล้าที่จะแตะประเด็นแหลมคมอย่างพอดี ทำให้แบรนด์ได้ใจคนรุ่นใหม่และกลายเป็น Viral ได้และนี่คือรูปแบบในแบบที่เนื้อแท้ถนัดจริงๆ

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้เราก็เริ่มเห็นแบรนด์อย่าง Netflix ที่เริ่มเข้ามาจับกระแสเลือกตั้งแล้วเช่นกัน ดังนั้นโดยสรุปแล้วสำหรับแบรนด์ไทย ความเร็ว ความเข้าใจบริบท และความระมัดระวัง คือเรื่องสำคัญในการเกาะกระแสเลือกตั้ง แบรนด์ที่ทำได้ดีคือแบรนด์ที่เข้าใจว่า “คนอยากมีส่วนร่วม” แต่ไม่อยากถูกชี้นำ และเลือกใช้การเลือกตั้งสร้าง Engagement มากกว่าการสื่อสารสารทางการเมืองนั่นเอง

5. LINE Thailand เสนอตัวเป็นแพลตฟอร์มช่วงเลือกตั้ง

ฤทธิชัย วานิชย์หานนท์ หัวหน้าที่ปรึกษา หน่วยงานภาครัฐ LINE ประเทศไทยนำเสนอแพลทฟอร์ม Line กับการเลือกตั้งช่วงปลายปี 2565

แม้จะไม่ได้ทำแคมเปญโฆษณาเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยตรง แต่ LINE Thailand มีบทบาทสำคัญอย่างต่อเนื่องในช่วงการเลือกตั้งไทยหลายครั้ง ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลที่คนไทยใช้งานในชีวิตประจำวัน LINE กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร” ที่ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

บทบาทของ LINE ปรากฏผ่านหลายรูปแบบ เช่น การเปิดให้หน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องใช้ LINE Official Account เพื่อสื่อสารข้อมูลอย่างเป็นทางการ การแจ้งเตือนข่าวสารสำคัญ การอัปเดตวันเลือกตั้ง ขั้นตอนการใช้สิทธิ รวมถึงการช่วยลดความสับสนของข้อมูลในช่วงที่ข่าวปลอมและข่าวคลาดเคลื่อนแพร่กระจายได้ง่าย

กรณีของ LINE สะท้อนให้เห็นว่า แบรนด์ไม่จำเป็นต้องสร้างแคมเปญที่หวือหวาเสมอไปเพื่อเชื่อมโยงกับช่วงเลือกตั้ง แต่สามารถเลือกทำหน้าที่เป็น ‘ตัวช่วย’ ที่ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยทำงานได้ราบรื่นขึ้นก็ได้เช่นกัน

อยากหยิบ “เลือกตั้ง” มาทำแคมเปญต้องคิดอะไร?

ที่ต้องคิดก่อนก็คือเราต้องแยกให้ออกระหว่าง “การเล่นกับรูปแบบ” และ “การเลือกข้าง” แบรนด์สามารถใช้ภาษาหรือสัญลักษณ์ของการเลือกตั้ง เช่น การเลือก การโหวต หรือการตัดสินใจ เพื่อสร้าง Engagement ได้ แต่ในอีกมุมก็ควรหลีกเลี่ยงการชี้นำทางการเมืองอย่างชัดเจน

อีกปัจจัยที่สำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมจริง ไม่ว่าจะเป็นการโหวต แสดงความคิดเห็น หรือเลือกบางอย่างได้ด้วยตัวเอง เพราะแก่นของการเลือกตั้งคือการมีส่วนร่วม ไม่ใช่การสื่อสารทางเดียว

ในขณะเดียวกัน แบรนด์อาจถูกคาดหวังให้แสดงจุดยืนทางการเมืองได้เช่นกันดังนั้นการเตรียมแนวทางรับมือกับคำถามและกระแสตีกลับ พร้อมยึด Brand Purpose เป็นหลัก จะช่วยให้การเกาะกระแสเลือกตั้งไม่กลายเป็นความเสี่ยงได้ในที่สุด

ในแง่ของการยิงโฆษณา สิ่งที่ต้องคิดก็คือเรื่องความหนาแน่นเพราะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะถูกจับจองด้วยโฆษณาจากพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งจำนวนมหาศาล ซึ่งมักจะเป็นเนื้อหาที่ดึงดูดอารมณ์ โฆษณาปกติของแบรนด์จึงเสี่ยงต่อการถูก “เบียด” จนมองไม่เห็นได้

ซึ่งเมื่อเป็นแบบนั้นราคาค่าโฆษณา (CPM และ CPC) ย่อมพุ่งสูงขึ้น แบรนด์ก็จำเป็นต้องวางแผนงบประมาณให้ยืดหยุ่นกว่าปกติ หรือพิจารณาการใช้สื่อทางเลือกที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโฆษณาการเมืองโดยตรง

และที่สำคัญก็คือช่วงเวลาที่เนื้อหาทางการเมืองจะเยอะมากที่สุดคือช่วง 1-2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันลงคะแนนดังนั้นควรเลี่ยงการทำแคมเปญใหญ่ในช่วงนี้ แล้วหันมาสื่อสารในช่วงที่คนเริ่มผ่อนคลาย หรือสื่อสารล่วงหน้าก่อนที่การหาเสียงจะเข้าสู่ช่วงพีค จะช่วยให้แบรนด์ประหยัดงบและมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่า

สุดท้ายเราต้องเข้าใจว่า “การเลือกตั้ง” ไม่ใช่พื้นที่ต้องห้ามของแบรนด์และนักการตลาด แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องใช้ความเข้าใจและความรับผิดชอบสูง เพื่อให้สามารถสร้างแคมเปญที่ปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยที่การเมืองเป็นเรื่องอ่อนไหวนั่นเอง

ที่มา Levi’s, musebyclios, Tata Tea, springnews, informatechtarget


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
CLOSE
CLOSE