สรุป 7 เรื่องที่เด็กจบใหม่และคนทำงานต้องรู้ ข้อคิดจากคุณซีเค Fastwork และคุณกร TechUp

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

บอกเลยว่า “เดือด” และ “ตึง” จริงๆ สำหรับเวที FUTURE OF WORK ในงาน The Standard Economic Forum 2025 ที่มี 2 CEO ตัวตึงอย่าง คุณซีเค เจิง (CK) จาก Fastwork และ คุณกรวุฒิ ลาภปรารถนา จาก Tech Up มาถกกันในประเด็นที่คนทำงาน โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ ในประเด็นที่คนกังวลก็คือ “โลกที่ AI กำลังยิ่งใหญ่ เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือไม่?”

ต้องบอกว่า Session นี้ นอกจากปลุกไฟการทำงานแล้วยังมี insight น่ารู้หลายเรื่องทั้งกับคนทำงาน เจ้าของธุรกิจ รวมไปถึง ภาครัฐเลยทีเดียว ซึ่ง Marketing Oops! สรุป 7 ประเด็น ที่น่าสนใจจากเวทีนี้มาให้อ่านกันในโพสต์นี้

1. AI จะมาแย่งงาน ก็ “ให้งานเขาไปเถอะ!”

คุณซีเคเปิดประเด็นอย่างตึงในประเด็นนี้ว่า ไม่ต้องกลัว AI แย่งงาน เพราะงานที่ AI จะเอาไป คืองานที่ “เราโคตรไม่อยากทำอยู่แล้ว!” ดังนั้นก็ “ให้เขาไปเถอะ!”

เพราะงานที่ AI จะแย่งไปคือพวกงานน่าเบื่อ เช่น Customer Service ตอบคำถามซ้ำๆ ต้องรับมือลูกค้าเหวี่ยงๆ, งาน Operation อย่างการตรวจ PO, ตรวจ Invoice น่าเบื่อๆ ทำ Data Entry หรืองาน QC ต่างๆนานา

คุณกร เสริมว่า แถม AI ค่าจ้างยังแค่ 700 บาท เป็นพนักงานที่ไม่บ่น ไม่ลา ไม่ป่วย ไม่ขอ OT ในราคาหลักร้อย

ดังนั้นสถานการณ์นี้บังคับให้มนุษย์คิดมากขึ้น การที่ AI มาแทนงานเหล่านี้คือ “เรื่องดี” เพราะมันบังคับให้มนุษย์ต้องอัปเลเวลตัวเอง ไปทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การวางกลยุทธ์ ที่ AI ทำไม่ได้นั่นเอง

2. “Lost Generation” มีจริง

คุณซีเคชี้เป้าว่าในยุคนี้มี 2 กลุ่มที่หางานยากที่สุดนั่นก็คือ “เด็กจบใหม่” กลุ่ม “Senior 45+”

“เด็กจบใหม่” ก็จะมีปัญหาเรื่อง “ไม่มีประสบการณ์” บริษัทไม่อยากเสียเวลาสอน สู้ไปจ้างคนมีประสบการณ์ 2-3 ปีมาทำเลยดีกว่า

ดังนั้นคุณซีเคแนะนำให้ “สร้างพอร์ตเอง” อยากตัดต่อ? ไปถ่ายสตาร์บัคส์มาตัดโฆษณาเลย!  ส่วน คุณกรเสริมว่า ให้ใช้ความได้เปรียบ Digital Native ไป “เรียน AI ให้เก่งกว่าหัวหน้า” แล้วเสนอตัวช่วยองค์กรให้ได้

“กลุ่มซีเนียร์ 45+” กลุ่มนี้อันตรายไม่แพ้กัน มักมีเงินเดือนสูง อีโก้สูง และ “ไม่ยอมปรับตัว” บางคนยังคิดว่า TikTok เป็นเรื่องของเด็ก กลุ่มนี้มักถูก AI แทนที่ได้ง่ายและเป็นกลุ่มแรกๆ ที่บริษัทจะ Layoff

ดังนั้นต้อง “ทิ้งอีโก้” และเลิกยึดติดกับ Hierarchy เก่าๆ เช่น “ผมเป็น VP ผมไม่ทำงาน” คุณซีเคย้ำว่าต้องยอมรับว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว และต้องเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ เพื่ออัปเกรดตัวเองให้เป็น “เป็ดที่ตึง” (Specialist) ที่มีประสบการณ์และยังใช้ของใหม่เป็น 

3. โอกาสทองคือ “หัวหน้ายังใช้ AI ไม่เป็น!”

ในขณะที่เด็กจบใหม่เสียเปรียบเรื่องประสบการณ์ คุณกรจาก Tech Up ชี้ให้เห็น “ช่องโหว่” ที่เป็นโอกาสของเด็กรุ่นใหม่ หรือเด็กจบใหม่ด้วยเหมือนกัน

เพราะขณะที่ AI สามารถทำงานแทน Junior ได้ แต่ปัญหาคือ “หัวหน้า” หรือ “ผู้บริหาร” ส่วนใหญ่ยังใช้ AI ไม่เป็น

คนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z, Gen Alpha คือ Digital Natives ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีที่สุด นี่คือข้อได้เปรียบ ดังนั้นถ้าเราจบใหม่ แต่ใช้ AI ได้เก่งกว่าหัวหน้า เราก็จะเป็นคนที่มีมูลค่าทันที

4. จงเป็น “เป็ดที่ตึง”และ “T-Shape” ที่ปรับตัวได้

ในยุคนี้ คุณซีเคบอกว่าการเป็น “เป็ด” รู้กว้างอย่างเดียวใช้ไม่ได้แล้วเพราะ AI คือ “เป็ด” ที่เก่งที่สุดในโลก เป็น Generalist ที่รู้ทุกเรื่อง แต่สิ่งที่ AI ทำไม่ได้คือ “การตรวจสอบ”

องค์กรเลยต้องการ “ผู้เชี่ยวชาญ” (Specialist) หรือคนที่ “รู้จริง” และบอกได้ว่าสิ่งที่ AI ตอบมานั้น “ถูกหรือผิด”

คุณซีเคย้ำว่า ทุกวันนี้องค์กรต้องการคนที่ “ตึง” ในสายงานตัวเองก่อน จากนั้นค่อยขยายความสามารถ เช่น ถ้าคุณเป็น “ตากล้อง” อย่างเดียว คุณจะถูกแทนที่ แต่ถ้าคุณเป็นตากล้องที่ “กำกับได้ ตัดต่อได้ ทำ Motion Graphic ได้” คุณจะกลายเป็นที่ต้องการตัว

คุณกร เสริมว่านอกจากจะต้อง “รู้ลึก” ในงานของตัวเองแล้ว แกนแนวนอนของ T-Shape หรือทักษะ “รู้กว้าง” (General Skills) ก็สำคัญที่สุดในการปรับตัว โดยเฉพาะ 3 ทักษะที่ทุกคนต้องมี ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร ก็คือ

  • การแก้ปัญหาเชิงตรรกะ (Logical Problem-Solving)
  • การสื่อสาร (Communication)
  • การเรียนรู้เร็ว (Fast Learning)

สรุปคือ ต้อง “รู้ลึก” อย่างน้อยหนึ่งเรื่อง และมีทักษะพื้นฐานที่แข็งแรง เพื่อให้ “เป็ดว่ายน้ำเปลี่ยนทิศทาง” ได้เมื่อโลกเปลี่ยนไป

5. ไม่มีพอร์ตก็ “สร้างเองดิ!”

“ทุกวันนี้เกรดเฉลี่ยไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว” คุณซีเคเล่าว่า ตลอด 9 ปีของ Fastwork ลูกค้าเป็นล้านๆเจ้า ไม่เคยมีใครถามฟรีแลนซ์ว่า “GPA เท่าไหร่?” แต่สิ่งที่เค้าถามหาก็คือ “ขอดูผลงาน (Portfolio) หน่อย”

แล้ว “ถ้าไม่มีใครจ้าง จะเอาผลงานจากไหน?” คุณซีเคตอบแบบเดือดๆว่า “สร้างเองเลยดิ!”

ถ้าคุณอยากเป็นนักตัดต่อวิดีโอ? ก็แค่เดินไปซื้อกาแฟสตาร์บัคส์ ถ่ายวิดีโอ แล้วตัดต่อเป็นโฆษณา ขึ้นมาเอง โพสต์ลงโซเชียล นั่นแหละคือ “ผลงาน” ของคุณ ทำเองได้เลย

นั่นแหละก็คือพอร์ตที่ สักวันหนึ่ง เราสามารถเข้าห้องสัมภาษณ์งานได้โดยที่ไม่ต้องแนะนำตัวเองได้ นั่นคือที่สุด

6. “ทำงานหนักให้ถูกจุด” สร้าง “ชื่อ” ให้ได้

“ทำงานหนักให้ถูกจุด” นี่คือคีย์เวิร์ดหนึ่งที่ปลุกไฟให้หลายๆคนได้ ซึ่งคุณซีเคเปรียบเทียบว่า

ถ้าเราเป็นทนายในบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ทำงานหนักถึงตี 2 สุดท้ายลูกค้าชม “บริษัท” นี่คือทำงานหนักผิดจุด

ถ้า “ทำงานหนักให้ถูกจุด” คุณเป็นทนายใน Fastwork (ฟรีแลนซ์) ทำงานหนักถึงตี 2 ลูกค้าชม “ชื่อคุณ”

ดังนั้น ในโลกยุคใหม่ “ชื่อของเรา” คือธุรกิจ การทำงานหนักต้องนำไปสู่การสร้าง Personal Brand สร้าง “ความลำเอียง” (Bias) ให้คนต้องจดจำและเลือกเราไปทำงานจากสิ่งนั้นให้ได้

7. รัฐต้องเป็น “ผู้สนับสนุน” ไม่ใช่ “ผู้เล่น”

ในภาพใหญ่ระดับประเทศ ทั้งสอง CEO เห็นตรงกันว่ารัฐต้องปรับบทบาท

คุณกร เสนอโมเดล “Learning Credits” แบบสิงคโปร์ คือรัฐแจกงบให้ประชาชนไปอัปสกิล แต่ต้องเป็นคอร์สที่ “การันตีว่าจบแล้วได้งานจริง” เช่นต้องเป็นสถานศึกษาที่มีสัดส่วนนักเรียนได้งานหลังจบใน 3-6 เดือนมากพอ เพื่อให้ภาษีถูกใช้อย่างคุ้มค่า

คุณซีเค จัดแบบเดือดๆโดยบอกว่าคนสร้างงานคือ “ผู้ประกอบการ” รัฐต้องเลิกเป็น “ผู้เล่น” เอง การที่ให้รัฐถือเงินมหาศาล มีขนาดใหญ่มีข้าราชการกระทรวงละเป็นพันๆคนมักจะเกิดคอร์รัปชัน ดังนั้น “รัฐต้องมีขนาดเล็ก” และหันมาสร้าง “สิ่งแวดล้อม” ที่ดีสำหรับผู้ประกอบการแทน

และรัฐต้องเลิกทำให้ “ทุกอย่างต้องอยู่ในกรุงเทพฯ” แก้ปัญหาการรวมศูนย์ด้วยการใช้ภาษีจูงใจให้บริษัทใหญ่ๆ ย้ายไปสร้างงานที่หัวเมืองอื่นบ้าง

นี่คือสรุปเนื้อหาบางส่วนจาก session FUTURE OF WORK: EMPOWERING THE NEXT GENERATION ที่งาน The Standard Economic Forum 2025 ที่ทำให้เราเห็นว่าตลาดแรงงานยุคใหม่จริงๆแล้วไม่น่ากลัว แต่ก็ “ไม่แคร์” คนที่หยุดนิ่ง ไม่พัฒนาตัวเองเช่นกัน ตลาดแรงงานยุคนี้ต้องการคนที่สร้างสรรค์, ตรวจสอบและใช้งาน AI ได้, และ “ทำงานหนักถูกจุด” นั่นเอง


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
CLOSE
CLOSE