เจาะลึกอัลกอริทึม IG Story 2026 ทำยังไงให้ยอดวิวพุ่ง! พร้อมกลยุทธ์ที่แบรนด์ต้องรู้จาก Buffer

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Instagram (IG) ไม่ได้เป็นแพลตฟอร์มที่มีไว้สำหรับลงรูป-วิดีโอสวยๆ บน Feed เท่านั้น แต่ยังมี “Story” อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจที่เรามักจะเลือกจิ้มเป็นอันดับแรกทันทีที่เปิดแอป ด้วยเสน่ห์ของเนื้อหาที่ดูเรียล เข้าถึงง่าย และมีความเป็นปัจจุบันเพราะมันจะคงอยู่เพียงแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ Story สามารถสร้าง Engagement ได้ดีกว่าโพสต์ปกติได้ในหลายแง่มุม

Adam Mosseri ผู้บริหารของ Instagram เคยกล่าวไว้ว่า “การลง Story เป็นวิธีที่จะเข้าถึงกลุ่มผู้ติดตามที่มีความชื่นชอบในแบรนด์หรือตัวตนของเรามากที่สุด” นั่นหมายความว่า Story ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อหา Follower ใหม่ๆ แต่มีไว้เพื่อ “รักษาฐานแฟนคลับเดิม” และสร้างความใกล้ชิดให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้น

บทความนี้จะพาเราไปเจาะลึกกลยุทธ์จาก Buffer แพลตฟอร์มบริหารโซเชียลมีเดียระดับโลก ที่จะช่วยให้แบรนด์ชนะอัลกอริทึมและเปลี่ยนยอดวิวให้เป็นยอดขายได้จริงกัน

Story IG ทำอะไรได้บ้าง?

พื้นฐานที่ต้องรู้คือเวลาเราจะลง Story เราจะใช้ภาพแนวตั้งขนาดมาตรฐาน 1080 x 1920 พิกเซล (9:16) และวิดีโอความยาวสูงสุด 60 วินาที เวลาเราลง Story ใหม่ โปรไฟล์ของเราจะถูกดันไปอยู่ลำดับต้นๆ ในแถบด้านบนสุดของผู้ติดตาม พร้อมวงกลมสีสันสดใสที่ช่วยดึงดูดสายตา และที่สำคัญคือเนื้อหาจะมีอายุเพียง 24 ชั่วโมง ซึ่งความ “จำกัด” นี้เองที่ช่วยกระตุ้นให้คนอยากรีบดูมากขึ้น

IG Story stickers : เครื่องมือสร้าง Engagement

IG Story Stickers คือฟีเจอร์ที่หลายคนมองข้าม และฟีเจอร์นี้จะช่วยให้สตอรี่ของเราน่าสนใจมากขึ้น และช่วยสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ติดตามได้เป็นอย่างดี ซึ่ง IG Story Sticker ก็มีอยู๋หลายแบบด้วยกันที่เราจะหยิบมาใช้ได้

1. ‘Add Yours’ sticker

ใช้สร้างเธรดสาธารณะขึ้นมาเพื่อดึงดูดผู้ใช้ที่คล้ายๆกัน มากดเพิ่มไปยังสตอรี่ของตนเอง เมื่อกดเข้าไปแล้วเนื้อหาจะถูกส่งต่อเป็นทอดๆ เหมือนการเล่นเกม และดึงดูดผู้ใช้ที่ไม่ได้ติดตามเข้ามามีส่วนร่วม ยกตัวอย่างการใช้งานก็เช่น แบรนด์คาเฟ่ตั้งหัวข้อ “แชร์เมนูโปรดของเราในเช้านี้” แล้วให้ผู้ติดตามกด Add yours เพื่อให้ลูกค้าลงรูปแก้วกาแฟของร้าน แล้ว Tag กลับมา เป็นการทำ User Generated Content (UGC) วิธีหนึ่ง ที่ยังช่วยให้ร้านกาแฟสามารถเก็บข้อมูล พฤติกรรมการซื้อกาแฟของลูกค้าได้อีกทางหนึ่ง

2. ‘Add Yours Templates’ sticker

การใช้งานคล้ายๆ Add Yours Sticker แต่จะต่างกันตรงที่ ตัวนี้จะออกแบบมาเป็นเทมเพลต เพื่อส่งต่อให้ผู้ใช้งานเล่นลงสตอรี่กันเป็นทอดๆ โดยไม่สามารถแก้ไขเทมเพลตในสตอรี่ได้ ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์แฟชั่นทำเทมเพลต “Outfit of the Day (OOTD)” ที่มีช่องว่างให้ลูกค้าเติมรูปชุดที่ใส่คู่กับกระเป๋าของแบรนด์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ทันสมัยมากขึ้นก็ทำได้

3. Questions sticker

ใช้สำหรับตั้งคำถามกับผู้ติดตาม ทำให้รู้ว่าผู้ติดตามหรือกลุ่มลูกค้าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และยังสามารถเปิดให้ผู้ติดตามเป็นฝ่ายถามคำถาม อีกทั้งสามารถสร้าง Story ใหม่เพื่อตอบคำถามได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์สกินแคร์เปิดกล่องคำถาม “ปัญหาผิวที่เรากังวลที่สุดตอนนี้คืออะไร?” เมื่อลูกค้าตอบกลับ แบรนด์สามารถทัก DM ไปแนะนำสินค้าที่ตอบโจทย์ได้โดยตรง ช่วยปิดการขายได้ทันที

4. Poll sticker

ใช้ตั้งคำถามกับผู้ติดตาม ให้ผู้ติดตามเลือกคำตอบ โดยสามารถใส่ตัวเลือกได้สูงสุด 4 ตัวเลือก ตัวอย่างวิธีใช้งานก็เช่นร้านอาหารเปิดโพลล์ “เมนูพิเศษสัปดาห์หน้า อยากให้เป็น พาสต้า พิซซ่า หรือ สเต็ก?” นอกจากจะสร้างส่วนร่วมแล้ว ยังช่วยให้แบรนด์รู้ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าก่อนผลิตสินค้าได้อีกด้วย

5. Countdown sticker

สามารถใช้ในการเปิดตัวสินค้าใหม่ หรืออะไรสำคัญๆ ซึ่งฟีเจอร์นี้ตัวสติกเกอร์จะนับเวลาถอยหลัง และเมื่อมีคนกดสติกเกอร์ในสตอรี่เรา จะได้รับการแจ้งเตือนทันทีเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ตัวอย่างการใช้งานสติกเกอร์นี้ก็เช่น แบรนด์เครื่องสำอางใช้เคาท์ดาวน์การเปิดตัวสินค้า Limited Edition ลูกค้าที่กดสติกเกอร์จะได้รับการแจ้งเตือนทันทีเมื่อสินค้าเริ่มวางขาย ช่วยกระตุ้นยอดขายวันแรกได้

6. Link sticker

ใช้สำหรับแปะลิงค์สินค้า คลิปวิดีโอ เว็บไซต์ หรืออะไรก็ตามที่อยากให้ผู้ติดตามรับรู้เช่นแบรนด์ Gadget ลงรีวิวการใช้งานสั้นๆ แล้วแปะลิงก์ “สั่งซื้อที่นี่รับส่วนลด 10%” เพื่อลาก Traffic จาก IG ไปยังหน้าการชำระเงินโดยตรงได้

นอกจาก Sticker แล้วยังมีฟีเจอร์อื่นๆที่น่าสนใจอีกหลายอย่างเช่น

Story Highlight

การจัดกลุ่มสตอรี่ที่สำคัญ ที่อยากให้ผู้ติดตาม หรือผู้ใช้ที่ไม่ได้ติดตามเห็น แม้ว่าสตอรี่จะหมดอายุไปแล้ว สามารถจัดตั้งเป็นหมวดหมู่ ตั้งชื่อ ตั้งรูปหน้าปกได้ โดย Story Highlight จะโชว์อยู่ที่หน้าโปรไฟล์

ตัวอย่างการใช้งานก็เช่น แบรนด์เสื้อผ้าออนไลน์ใช้ Highlight เพื่อจัดระเบียบข้อมูลให้ลูกค้าหาเจอง่ายๆ เช่น หมวด “New Arrival” สำหรับคอลเลกชันล่าสุด, “How to Order” สอนขั้นตอนการสั่งซื้อ และ “Customer Reviews” รวมรีวิวจากลูกค้าจริงเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ซึ่งช่วยให้ปิดการขายได้แม้ว่าแบรนด์จะไม่ได้อัปเดต Story ในวันนั้นก็ตาม

Story analytics

ฟังก์ชันนี้จะช่วยให้รู้ว่าคอนเทนต์แบบไหนดึงดูดผู้ใช้งานได้มากที่สุด โดยจะแสดงข้อมูลยอดดูสตอรี่ทั้งจากผู้ติดตามและไม่ได้ติดตาม การโต้ตอบ การมีปฏิสัมพันธ์ กลุ่มเป้าหมาย การกดถูกใจ เป็นต้น

ยกตัวอย่างแบรนด์อาหารเสริมอาจเข้าไปเช็กข้อมูลหลังบ้านเพื่อเปรียบเทียบว่า สตอรี่แบบ “วิดีโอรีวิวจากผู้ใช้จริง” กับ “ภาพกราฟิกบอกสรรพคุณ” แบบไหนที่มีคนดูจนจบ (Completion Rate) มากกว่ากัน หรือดูว่าคนส่วนใหญ่กดออกจากสตอรี่ (Exit) ในเฟรมไหน เพื่อนำข้อมูลมาปรับการเล่าเรื่องในครั้งหน้าให้กระชับและน่าสนใจยิ่งขึ้น

กลยุทธ์การลง Story ยังไงให้ปัง?

จากการสำรวจของ Buffer พบว่าการใช้ IG Story ช่วยเพิ่มการเข้าถึงได้ประมาณ 20% แต่จะทำยังไงถ้าอยากใช้ Story เป็นเครื่องมือในการเพิ่มยอดขาย สร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ติดตาม และจะทำยังไงให้อัลกอริทึมของ IG ดันสตอรี่ของเราไปอยู่ด้านหน้าของแถบสตอรี่ได้

การทำให้สตอรี่ของเราปังได้นั้นไม่ยาก แค่ปรับเล็กๆน้อยๆ ก็สามารถช่วยให้เราใช้ฟีเจอร์นี้ได้โปรมากขึ้นด้วยเทคนิคดังนี้

1. โพสต์ Story ทุกวัน

จากการสำรวจของ Buffer พบว่าการลงสตอรี่ 1-7 โพสต์ต่อวัน มีอัตราการดูจนจบตั้งแต่สตอรี่แรก จนถึงสตอรี่สุดท้ายกว่า 70% แต่ถ้าหากโพสต์สตอรี่มากกว่านั้นอัตราการดูจนจบจะลดลงมาต่ำสุดประมาณ 50% สำหรับสตอรี่ที่มีมากกว่า 20 โพสต์ขึ้นไป ความสม่ำเสมอ คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้อัลกอริทึมของ IG ดันสตอรี่เราไปอยู่ด้านหน้า

สตอรี่แรกของวันคือส่วนที่สำคัญที่สุด ต้องดึงดูดใจ (Hook) ให้ได้ เพราะจุดที่คนกดออกมากที่สุดคือเฟรมแรก

2. เลือกเวลาให้เหมาะสม

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการลงสตอรี่ คือการหาช่วงเวลาที่ผู้ติดตามของเราใช้งานเยอะที่สุด จากการสำรวจพบว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการลงสตอรี่คือช่วง “บ่ายของวันธรรมดา”

นอกจากนี้ยังมีทริคเล็กๆ ที่จะช่วยให้รู้ว่าผู้ติดตามของเราใช้งานมากที่สุดเวลาไหน สามารถดูได้จาก Instagram Insights ของแอคเค้าท์ โดยเลือกไปที่ Professional dashboard ที่หน้าโปรไฟล์ จากนั้นเลือก ผู้ติดตามใหม่ (New followers) กดเข้าไปแล้วเลื่อนลงไปให้สุดจะเจอกับช่วงเวลาที่ผู้ติดตามใช้งานมากที่สุด

3. ใช้เครื่องมือสร้าง Story ให้น่าสนใจ

ในฟีเจอร์สตอรี่ มีฟังก์ชันต่างๆมากมาย ที่จะช่วยให้ผู้ติดตามมีส่วนร่วมกับเรามากขึ้น เช่น การสร้างคอนเทนต์ Add Yours จะทำให้สตอรี่ถูกส่งต่อกันเป็นทอดๆ หรือการสร้างโพลล์ตอบคำถาม เมื่อมีคนสนใจ และมีส่วนร่วมกับสตอรี่เรามากขึ้น อัลกอริทึมของ IG จะดันสตอรี่เราให้อยู่อันแรกๆ ในแถบสตอรี่ของผู้ติดตามได้

4. การยิงโฆษณา

สำหรับเจ้าของแบรนด์การใช้สตอรี่ทำโฆษณา จะช่วยให้แบรนด์ผ่านตาผู้ใช้งานมากขึ้น เมื่อผู้ใช้เกิดความสนใจสามารถคลิกไปยังร้านหรือเว็ปไซต์ได้ สามารถนำสตอรี่ที่มีอยู่มาใช้งานได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาสร้างใหม่ และถ้ามี Instagram Shop จะสามารถใส่ลิงก์สินค้าให้ผู้ใช้สามารถซื้อผ่านสตอรี่นั้นได้โดยตรง

5. ใช้เทมเพลตในการสร้าง Story

การสร้างเทมเพลตจะช่วยทำให้สตอรี่มีเอกลักษณ์ ดึงดูดผู้ใช้ให้หยุดดู สตอรี่ทั้งหมดไปในทิศทางเดียวกัน ผู้ใช้จะจำได้ทันทีที่เห็น และช่วยประหยัดเวลา นอกจากนี้ยังต่อยอดเอาไปใช้ใน Instagram Reels ได้ด้วย โดยสามารถดาวน์โหลดเทมเพลตได้จากหลายๆแหล่งเช่น Canva, Etsy  รวมถึง Visme เป็นต้น

IG Story เป็นเครื่องมือที่สามารถนำไปต่อยอดในด้านการทำธุรกิจได้ โดยการสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มผู้ติดตาม และการสร้างความสม่ำเสมอ ใช้ฟังก์ชันที่มีมาในฟีเจอร์สตอรี่ให้เป็นประโยชน์ หาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการโพสต์ เพียงเท่านี้อัลกอริทึมจะช่วยดันสตอรี่ของเราให้อยู่ด้านหน้าของแถบสตอรี่ได้แล้ว

นอกจากนี้สตอรี่ยังช่วยให้แบรนด์ไม่ถูกลืม ช่วยเพิ่มการมองเห็นไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ โดยที่ยังสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ การลงสตอรี่จะต้องมีความเรียล ดูไม่ประดิษฐ์เกินไป จะทำให้รู้สึกเข้าถึงง่าย และดึงความสนใจได้มากขึ้น ที่สำคัญการใช้สตอรี่ในการทำการตลาดจะเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยประหยัดงบการตลาดไปได้มากด้วยเช่นกัน

ที่มา: Buffer


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
CLOSE
CLOSE