ชวนมารู้จัก Octopus CRM เครื่องมือที่ช่วยหา – เชื่อมโยง – สานสัมพันธ์ธุรกิจแบบ B2B บน LinkedIn

  • 3
  •  
  •  
  •  
  •  

หากธุรกิจกำลังทุ่มงบยิงแอด Facebook จนค่า ROAS (Return on Ad Spend) ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน หรือพยายามสร้างคลิปตลกสั้นๆ ใน TikTok เพื่อหวังสร้างการรับรู้ในวงกว้าง แต่พอถอยออกมาดูคู่แข่ง อู้หูว์….เขากำลังปิดดีลมูลค่า 7 หลักเงียบๆ บน “LinkedIn” โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาแม้แต่บาทเดียว คงต้องกลับมานั่งทบทวนกันแล้วว่า สิ่งที่ทำมาทั้งหมดคุ้มค่าหรือเปล่า?

ลองจินตนาการดูนะครับ ถ้า Social Media อื่นคือ งานปาร์ตี้ที่เต็มไปด้วยเสียงเพลงและความบันเทิง ขณะที่ LinkedIn คือ Business Club สุด Exclusive ที่รวบตัวของเหล่า CEO, ฝ่ายจัดซื้อ และเจ้าของกิจการตัวจริงเสียงจริงที่มีอำนาจการตัดสินใจกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก นั่นเพราะเป้าหมายของการเข้ามาที่ LinkedIn คือการเข้ามาเพื่อหาโอกาสทางธุรกิจ แต่ต่างจากภาพจำเดิมที่มองว่า LinkedIn มีไว้แค่ฝากประวัติรอให้มีบริษัทโทรมาเรียกตัวไปทำงาน

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลชี้อีกว่า Conversion Rate ใน LinkedIn มีสูงกว่าแพลตฟอร์มอื่นถึง 3 เท่าโดยเฉพาะกลุ่ม B2B ซึ่งถ้าต้องไล่กด Connect กับกลุ่มเป้าหมายวันละ 50 คน พิมพ์ข้อความแนะนำตัวเดิมๆ รับรองว่าไม่ได้ผลตามที่ข้อมูลชี้แน่นอน แต่ก็มีเครื่องที่ช่วยให้เรื่องเหล่านั้นง่ายขึ้นด้วย “Octopus CRM” ไม่ใช่แค่โปรแกรมช่วยกดไลก์ แต่เป็นการทำ Lead Generation บน LinkedIn ที่ไม่ต้องเสียเวลาชีวิตไปกับทำงานเดิมๆ ซ้ำๆ

 

Octopus CRM เครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์

เพื่อให้เข้าใจ Octopus CRM มากที่สุด เครื่องมือนี้เปรียบเสมือน “เลขาฯ ส่วนตัว” ที่เจาะจงทำงานเฉพาะบน LinkedIn เท่านั้น แถมยังทำงานแบบ 24 ชั่วโมงตลอด 7 วัน ถ้าผู้ใช้งานไม่เหนื่อยล้าหรือป่วยไปเสียก่อน โดย Octopus CRM ได้รับการออกแบบมาเพื่อจัดการ Sales Funnel บน LinkedIn โดยเฉพาะ หน้าที่หลักจึงไม่ใช่แค่การ “เพิ่มเพื่อน” แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์แบบอัตโนมัติที่ดูเนียนเหมือนมนุษย์

Photo Credit: Octopus CRM

ไม่เหมือนการใช้ Bot ที่ทักไปขายแบบตรงๆ จนผู้ใช้รำคาญหนักหน่อยก็ด่าสวนกลับมา แต่ความฉลาดของ Octopus CRM คือการที่สามารถออกแบบ Customer Journey ได้ เช่น หากทักไปหาผู้ใช้ในรูปแบบที่ 1 แล้วเขาไม่ตอบ อีก 3 วันระบบจะเปลี่ยนวิธีทักไปหารูปแบบอื่นที่ไม่ซ้ำเดิม หรือหากมีการกดรับเป็นเพื่อนแล้ว ระบบสามารถส่งข้อความขอบคุณไปพร้อมแนบ Portfolio ทันที ทั้งหมดนี้เพียงตั้งค่าแค่ครั้งเดียว แล้วปล่อยให้ระบบทำงานอัตโนมัติ

 

3 จุดเด่นที่ธุรกิจต้องห้ามพลาด

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า Octopus CRM เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อหวังผลการทำธุรกิจในรูปแบบ B2B ซึ่งแตกต่างจากการทำธุรกิจในรูปแบบ B2C โดยเฉพาะความเชื่อมั่นถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญของการทำธุรกิจ ด้วยจุดเด่น 3 ด้านของ Octopus CRM ที่เข้ามาช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น

Photo Credit: Octopus CRM
  • รองรับปริมาณการติดต่อจำนวนมาก (Scalability): ปกติพนักงานขาย 1 คน อาจดูแลได้เต็มที่วันละ 20-30 ราย แต่ Octopus CRM ช่วยให้พนักงานคนเดิมสามารถเข้าถึงได้วันละ 100 คน ตามข้อจำกัดความปลอดภัยที่ LinkedIn กำหนด ช่วให้โอกาสในการปิดการขายเพิ่มขึ้น 3-5 เท่า ในขณะที่ต้นทุนค่าพนักงานเท่าเดิม
  • เข้าถึง Personalization: Pain Point ของระบบ Automation ส่วนใหญ่คือการทำตามคำสั่งแบบซื่อตรง ขณะที่ Octopus CRM สามารถใส่ข้อมูลชื่อ ตำแหน่ง หรือบริษัทของคนที่จะติดต่อในการสื่อสารได้ ช่วยให้ปลายทางรู้สึกถึงการใส่ใจไม่ใช่การหว่านแห ที่สำคัญยังมีฟีเจอร์การ Endorse Skill ด้วยการใช้จิตวิทยาพื้นฐานในการทำงาน เช่น การได้รับคำชมหรือการยอมรับ จะนำมาสู่การตอบกลับหรือเปิดใจคุยด้วยง่ายขึ้น
  • สามารถวัดผลการทำงานได้: สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ใช้งานมั่นใจในเครื่องมือต่างๆ คือการวัดผล โดย Octopus CRM จะมี Dashboard ที่บอกข้อมูลชัดเจนอย่าง Connection Acceptance Rate, Response Rate ทำให้ทราบทันทีว่าการสื่อสารนั้นได้ผลหรือไม่ หากไม่ได้ผลระบบจะเปลี่ยนข้อความใหม่เพื่อทำ A/B Testing ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจุดที่ใช่

เรียกว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การทำธุรกิจบน LinkedIn ไม่ใช่เรื่องยากหรือไม่เข้าไม่ถึงอีกต่อไป

 

เริ่มต้นใช้งาน Octopus CRM และสิ่งควรจำ

สำหรับขั้นตอนการใช้งานก็ไม่ยากมากอย่างที่คิด ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเทคนิคอะไรมากมาย แค่ต้องมีไอเดียในการทำการตลาด ซึ่งมีอยู่แล้วแน่นอน จากนั้นก็ลงมือใช้เครื่องมือ โดยขั้นแรกต้องทำการติดตั้งและสมัครเข้าใช้งาน แน่นอนว่าสามารถทดลองใช้งานก่อน 7 วันก่อนที่จะต้องเริ่มเสียค่าสมาชิก โดยไปที่ Chrome Web Store ค้นหา “Octopus CRM” แล้วกด Add to Chrome เมื่อทุกอย่างเสร็จแล้ว จะมีไอคอนปลาหมึกโผล่ขึ้นมาที่แถบเมนูของ LinkedIn

Photo Credit: Octopus CRM

เมื่อเข้าไปที่หน้า LinkedIn ทำการกด Search เพื่อค้นหาตำแหน่งงานหรือกลุ่มธุรกิจที่ต้องการเข้าถึง เช่น Marketing Manager ใน Bangkok หรือสามารถใช้ฟีเจอร์ LinkedIn Sales Navigator ใน LinkedIn ก็สามารถทำได้ หลังจากได้รายชื่อมาแล้ว กดที่ไอคอน Octopus CRM เลือกประเภทแคมเปญที่ต้องการ เช่น Connect, Message, Visit แล้วกด Transfer to CRM ระบบจะดึงรายชื่อเหล่านั้นเข้าไปในระบบหลังบ้านของ Octopus CRM โดยอัตโนมัติ

Photo Credit: Octopus CRM

ขั้นตอนต่อไปคือหัวใจสำคัญของการใช้งาน Octopus CRM โดยการเข้าไปที่ Dashboard ของ Octopus CRM จะเห็นรายชื่อที่ถูกดึงมาเข้ามา จากนั้นทำการตั้งค่าฟีเจอร์ต่างๆ ทั้ง

  • แคมเปญ Connect: ด้วยการเขียนข้อความทักทายสั้นๆ โดยที่อย่าเพิ่งเน้นขาย ควรบอกแค่ว่าเราเป็นใคร และทำไมถึงอยากรู้จัก เช่น “สวัสดีครับคุณ…ผมเห็นว่าเราอยู่ในวงการ FinTech เหมือนกัน เลยอยากขอ Connect เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้”
  • แคมเปญ Message: ในส่วนนี้สามารถตั้งค่าว่า หลังจากรับเป็นเพื่อนแล้ว ให้ส่งข้อความอะไรเพื่อขอบคุณหรือสานความสัมพันธ์ต่อเนื่อง ซึ่งการรับเป็นเพื่อเสมือนการเปิดใจ สามารถขายของแบบเนียนๆ ได้ในช่วงเวลานี้
  • ฟังก์ชั่น Automation Flow: โดยสามารถตั้งค่าให้ระบบทำงานอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น ระบบส่องโปรไฟล์ (Visit Profile) เพื่อให้มีการแจ้งเตือนว่ามีคนสนใจ อีก 1 วันถัดมาระบบจะทำการส่งคำขอ Connect เมื่อรับ Connect แล้วอีก 2 ชั่วโมงต่อมาระบบจะส่งข้อความขอบคุณ หากไม่มีการตอบรับกลับมาภายใน 5 วัน ระบบจะส่งข้อความอื่นเพื่อไปถามไถ่เป็นการ Follow-up ไปในตัว
Photo Credit: Octopus CRM

จากนั้น เมื่อตั้งค่าทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถกดปุ่ม Launch เพื่อให้ระบบเริ่มทำการติดต่อไปทีละคน พร้อมทั้งเว้นระยะเวลาการติดต่อ เพื่อให้ LinkedIn จับไม่ได้ว่าเป็นบอท โดยอาจจะเริ่มจากวันละ 20-30 คนแล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นไป จะเห็นได้ว่าการใช้งานค่อนข้างง่าย แต่ Octopus CRM ก็เป็น AI รูปแบบหนึ่ง ดังนั้นข้อความทักทายจึงต้องใช้ภาษามนุษย์ อย่าปล่อยให้ระบบสื่อสารเอง ไม่เช่นนั้นผู้รับจะรู้ทันทีว่านี่คือ AI ที่สำคัญแม้จะทำงานอัตโนมัติ แต่ก็ควรตรวจสอบการทำงาน เพราะ LinkedIn ก็เหมือน Facebook ที่มีการปรับอัลกอริทึมต่อเนื่อง และห้ามลืมเด็ดขาดกับกฎของ LinkedIn หากฝ่าฝืนขึ้นมาสิ่งที่ทำงานทั้งหมดจะสูญเปล่าทันที

Photo Credit: Octopus CRM

แม้ว่า Octopus CRM จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ง่ายขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่า AI ยังสื่อสารได้ดีไม่เท่ากับคนสื่อสารด้วยกันเอง ดังนั้นการใช้ภาษาถ้อยคำที่จริงใจ สร้างความเชื่อมั่น นั่นคือสิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ เพราะหากให้ AI สื่อสารข้อความเหล่านั้นจะกลายเป็น Spam ทันที แต่หากใช้ภาษาที่คนเข้าใจได้ว่ากำลังสื่อสารกับคน นั่นจะกลายเป็นประสิทธิภาพของการใช้เครื่องมือการตลาดยุคใหม่

 

Source: Octopus CRM


  • 3
  •  
  •  
  •  
  •  
Gigolo
เมื่อเทคโนโลยีอยู่ใกล้กับชีวิตทุกคน มารู้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อใช้มัน แต่อย่าให้เทคโนโลยีมันใช้เรา
CLOSE
CLOSE