
“ทำงาน 4 วัน หยุด 3 วัน” แต่ “รับเงินเดือนเท่าเดิม” ไม่ใช่แค่ความฝันของคนทำงาน แต่นี่กำลังเป็น “นโยบาย” และ “กลยุทธ์ธุรกิจ” ที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังทดลองกันอย่างจริงจัง แนวคิดนี้เกิดขึ้นหลังโลกเจอกับ The Great Resignation และภาวะ Burnout ครั้งใหญ่ เทรนด์การทำงานเลยเปลี่ยนไปและโจทย์ใหญ่ที่ทุกองค์กรต้องแก้ก็คือ “Productivity” และ “Well-being”
ตอนนี้ เทรนด์นี้กำลังเคลื่อนตัวจาก “สวัสดิการพนักงาน” เป็น “กลยุทธ์ธุรกิจ” ที่ใช้ดึงดูด Talent และวัดผล Productivity กันแบบใหม่หมด
Marketing Oops! สรุปผลการทดลองจากประเทศต่างๆ (ที่รวมๆ แล้วตอนนี้เกิน 10 ประเทศ) มาให้เราดูกันว่า มัน “เวิร์ค” รึเปล่าและถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยหรือองค์กรในไทยจะนำมาปรับใช้กัน?
“อังกฤษ” กับการทดลองครั้งใหญ่
ต้องบอกว่าประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีการทดลอง 4-day work-week ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในตอนนี้ ล่าสุดมีบริษัทเข้าร่วมกว่า 60 แห่งแล้วและ ผลลัพธ์ก็คือ “ประสบความสำเร็จสุดๆ”
เพราะ 92% ของบริษัทที่เข้าร่วม “ยังคงใช้นโยบายนี้ต่อ” หลังจบการทดลอง พนักงานลาออก (Turnover) ลดลง 57% ในขณะที่ตัวเลขพนักงานลาป่วยลดลง 65%
ส่วนผลลัพธ์ในแง่ธุรกิจรายได้บริษัทที่ทดลอง “ไม่ลดลง” แถมยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ส่วนในแง่ “ความสุข” พนักงานเครียดน้อยลง (39%) และลดภาวะ Burnout (71%)
“ไอซ์แลนด์” ผู้บุกเบิก
ไอซ์แลนด์ทดลองมาตั้งแต่ปี 2015-2019 ถือเป็นเคสที่จุดประกายให้ทั่วโลก ซึ่งผลคือ “ประสบความสำเร็จสุดๆ” เหมือนกันการทดลองครั้งนั้นผลักดันโดยรัฐบาลโดยมีคนทำงานเข้าร่วมกว่า 2,500 คน สัดส่วนราว 1.3% ของแรงงานทั้งประเทศ โดยลดชั่วโมงทำงานจาก 40 ชั่วโมง เหลือ 35-36 ชั่วโมง แต่ “ไม่ลดเงินเดือน”
ผลลัพธ์คือProductivity และการให้บริการ “คงที่ หรือ ดีขึ้น” ในเกือบทุกจุด พนักงานรายงานว่ามี Work-Life Balance ดีขึ้น เครียดน้อยลง และมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น
การทดลองนี้ “สำเร็จ” จนทำให้เกิดการเจรจาข้อตกลง (Union Agreement) ใหม่ทั้งประเทศ และผลักดันให้ 86% ของประชากรวัยทำงานในไอซ์แลนด์ ได้ทำงานน้อยลง หรือมีสิทธิ์เลือกทำงาน 4 วัน
“นิวซีแลนด์” เคสจุดกระแสไวรัล
เคสของบริษัท Perpetual Guardian บริษัทที่ให้บริการจัดการมรดกและกองทุนทรัสต์ ในปี 2018 ถือเป็นหนึ่งในเคสที่ดังที่สุดและทำให้ “โมเดล 100-80-100” หรือการทำงาน 100% ในเวลา 80% และรับเงิน 100% กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
ผลลัพธ์ของการทดลองครั้งนั้นก็คือ Productivity ไม่ลดลง, ความเครียดพนักงานลดลง 45%, และ Engagement พุ่งสูงขึ้น จนบริษัทนำมาใช้อย่างถาวร และเป็นแรงบันดาลใจให้บริษัทอื่นๆ ทั่วโลกรวมถึง Unilever สาขานิวซีแลนด์ ได้ทดลองใช้ตามไปด้วย
“ญี่ปุ่น” แก้ปัญหาทำงานหนัก
ญี่ปุ่นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำงานหนักก็ยังร่วมทดลองแนวคิดนี้เช่นกันโดยเฉพาะการลดปัญหาการเสียชีวิตจากการทำงานหนักที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในประเทศญี่ปุ่น
สำหรับการทดลอง 4 day work-week ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็คือ Microsoft Japan ที่ทดลองในปี 2019 และได้ผลเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น Productivity พุ่งขึ้นถึง 39.9% ประหยัดค่าไฟ 23% และลดการพิมพ์กระดาษ 58% ส่วนพนักงาน 92% บอกว่า “ชอบ” นโยบายนี้
ปัจจุบัน รัฐบาลญี่ปุ่นก็เริ่มสนับสนุนให้บริษัทต่างๆ เสนอให้พนักงาน “เลือก” ได้ว่าจะทำงาน 4 วัน หรือไม่ เพื่อแก้ปัญหา Work-Life Balance และกระตุ้นเศรษฐกิจให้คนมีเวลาออกมาใช้เงิน โดยบริษัทใหญ่อย่าง Panasonic หรือ Hitachi ก็เริ่มใช้โมเดลนี้กับพนักงานบางส่วนแล้ว
“เบลเยียม” โมเดลที่แตกต่าง
สำหรับเบลเยียมมาจะมีแนวทางที่แปลกออกไปหน่อย คือออกกฎหมายให้พนักงาน “มีสิทธิ์ร้องขอ” ว่าจะทำงาน 5 วันเท่าเดิม หรือจะ “อัด” ชั่วโมงทำงาน (Compressed Week) ให้จบภายใน 4 วัน เช่น ทำงาน 9.5-10 ชม./วันไปเลยซึ่งฝั่งนายจ้างเองก็ต้อง “มีเหตุผลหนักแน่น” พอหากจะปฏิเสธ
นโยบายของเบลเยียมแม้จะไม่ได้มีการลดชั่วโมงการทำงานแต่ก็เป็นการเพิ่ม “ความยืดหยุ่น” ให้พนักงานเลือกเอง และยังมาพร้อมกับ Right to disconnect หรือสิทธิที่จะไม่รับสายหรือตอบแชทเรื่องงานหลังเลิกงานด้วย
“สเปน & โปรตุเกส” รัฐบาลสนับสนุนเต็มตัว
สองประเทศนี้มาในโมเดล “รัฐบาลหนุน” โดยประเทศสเปน รัฐบาล “จ่ายเงินช่วย” เปิดตัวโครงการนำร่อง 3 ปี อัดฉีดงบประมาณ 50 ล้านยูโร เพื่อสนับสนุนบริษัท SME ที่กล้าลดชั่วโมงทำงานเหลือ 32 ชั่วโมง (4 วัน) โดยไม่ลดเงินเดือน รัฐบาลจะช่วยอุดหนุนค่าจ่ายในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ด้านประเทศ โปรตุเกส ก็เริ่มทดลอง 4 day work-week ในปี 2023 จุดต่างคือโมเดลนี้ไม่ได้ใช้เงินอุดหนุนโดยตรง แต่เป็นการทดลองใน “โลกความจริง” ที่รัฐบาลช่วยประสานงานและเก็บข้อมูลอย่างจริงจัง เพื่อพิสูจน์ว่าโมเดลนี้สามารถ “ไปต่อได้” ด้วยตัวมันเองในระยะยาว
“สหรัฐฯ & แคนาดา” หวังดึงดูด Talent
สหรัฐฯ & แคนาดา สองประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ มีนโยบายนี้เพราะความต้องการของ “ตลาด” เพราะนโยบายนี้กลายเป็น “สงครามแย่งชิง Talent” โดยบรรดาบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี ครีเอทีฟ และสตาร์ทอัพ อย่างเช่น Kickstarter หรือ Buffer ใช้นโยบาย 4-day week เป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดพนักงานเก่งๆ ในยุคที่คนเก่งเลือกงานได้
“เยอรมนี & ออสเตรเลีย” กำลังเริ่ม
สองประเทศนี้กำลังเริ่มการทดลอง 4-day work week ครั้งใหญ่ โดยเยอรมนี มีบริษัทเข้าร่วมทดลองตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว 45 แห่ง โดยการทดลอง 6 เดือน โดยมีโจทย์หลักคือ “แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน” วิธีการนี้อาจเป็นการช่วย “ดึง” คนเก่ง หรือคนทำงานที่เคยออกจากตลาดแรงงานไปเพราะต้องใช้เวลาเลี้ยงลูก ให้กลับเข้ามาทำงานได้
ด้านออสเตรเลีย ก็มีการทดลองนโยบายนี้เช่นกันซึ่งผลลัพธ์ก็ออกมา “ดี” ไม่แพ้อังกฤษ บริษัท 95% ใช้ 4-day work week ต่อหลังจบโครงการ และพบว่าสุขภาพจิตพนักงานดีขึ้นชัดเจน
โดยสรุปแล้วผลลัพธ์จากทั่วโลกชี้ไปทางเดียวกันว่า “4-day work-week” ให้ผลลัพธ์ทั้งเชิงสุขภาวะในการทำงานและในแง่ธุรกิจที่ดี ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นตัวอย่างให้หลายๆองค์กรลอง “Rethink” กระบวนการทำงานใหม่ด้วยเช่นกัน
หลายประเทศทำให้เราเห็นว่า “4-day work-week” ไม่ได้ทำให้ Productivity หายไป แถมอาจจะเพิ่มขึ้นอีกด้วยเพราะในอีกมุมหนึ่งนโยบายนี้ก็คือการ Forced Efficiency หมายความว่าเมื่อเวลาน้อยลง ทุกคนจะโฟกัสมากขึ้น ส่วนองค์กรต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อทำงานที่สำคัญจริงๆ
โจทย์ที่ท้าทายที่สุดคือ “การเปลี่ยน Mindset” ของผู้บริหาร ที่ต้องเลิกวัดผลว่าใคร “นั่ง” อยู่ในออฟฟิศนานที่สุด แต่ต้องวัดว่า “ผลงาน” ออกมาเป็นอย่างไร และที่สำคัญนี่คือ “สวัสดิการ” ต่างหากที่จะดึงดูดใจ “คนทำงานเก่งๆ” ได้ดีกว่าการขึ้นเงินเดือน
อย่างไรก็ตามโจทย์นี้อาจจะยังใหม่มากสำหรับบริบทในไทย แต่ในโลกที่ AI กำลังจะเข้ามาทำงานซ้ำๆ แทนเรา บางที “การทำงาน 4 วัน” อาจไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” แต่เป็น “อนาคต” ที่เราทุกคนต้องปรับตัวก็เป็นได้
ที่มา cntraveler, BBC

