“เกาหลีใต้” เคยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทย เป็นผลมาจากการใช้ Soft Power ผ่าน K-Pop, K-Series, K-Beauty, K-Food ทำให้ใครๆ ก็อยากไปตามรอย แต่ที่ผ่านมามักปรากฏข่าวเหตุการณ์คนไทยติด ตม.เกาหลี และบางคนถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปัญหาผีน้อย คำที่ใช้เรียกคนไทยที่หนีเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้แบบผิดกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวไทยที่ตั้งใจจะมาเที่ยวจริงๆ ต้องถูกตรวจเข้มไปด้วย!
สิ่งที่ตามมาคือ เกิดเป็นกระแส #แบนเกาหลี บนโซเชียลมีเดีย ประกอบกับในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลายประเทศต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศของตนเอง ด้วยการใช้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสร้างรายได้ จึงได้ใช้นโยบาย Free Visa เพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ทำให้คนไทยเลือกเดินทางไปยังประเทศอื่นแทน
อย่างไรก็ตาม “องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี” (Korea Tourism Organization: KTO) เล็งเห็นว่าตลาดนักท่องเที่ยวไทยมีศักยภาพ และต้องการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวไทยไปเกาหลีมากขึ้น โดยในปี 2024 ยอดนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยเดินทางไปเกาหลี 323,000 คน ถือว่ายังไม่ฟื้นกลับมาเท่ากับก่อน COVID-19 ซึ่งอยู่ที่กว่า 570,000 คน
ดังนั้น เพื่อดึงคนไทยไปเกาหลี ”KTO” จึงทุ่มงบประมาณ 70 ล้านบาท ในการทำการตลาด การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมทั้งผนึกกำลังพาร์ทเนอร์อย่าง “KTC” ทำแคมเปญ “Unique Korea, Experience Yours” และใช้ Influencer โปรโมทการท่องเที่ยว
ปี 2024 นักท่องเที่ยวไทยไปเกาหลีกว่า 300,000 คน ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 500,000 กว่าคนภายใน 2-3 ปี
คุณคิม เซฮี รองผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Organization: KTO) ฉายภาพว่าประเทศไทยเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่สำคัญของเกาหลี โดยก่อนเกิด COViD-19 นักท่องเที่ยวไทยไปเกาหลี มีจำนวน 570,000 คน ขณะที่หลังจาก COVID-19 นักท่องเที่ยวไทยเริ่มกลับมา โดยในปี 2024 จำนวนนักท่องเที่ยวไทยไปเกาหลีประมาณ 323,000 คน
เทรนด์การเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวไทยไปเกาหลีกว่า 82% ให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระในการออกแบบการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ต้องการสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่าง และตรงกับความสนใจเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม นอกจากจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่ยังไม่ฟื้นกลับมาเท่ากับก่อน COVID ประกอบกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ยังเจอความท้าทายด้านการแข่งขัน จากหลายประเทศใช้นโยบาย Free Visa ดังนั้น เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับการท่องเที่ยวเกาหลี และดึงคนไทยไปเกาหลีมากขึ้น ในปีนี้ “KTO” จึงได้วางงบการตลาดและการสื่อสารกว่า 70 ล้านบาทสำหรับเจาะตลาดนักท่องเที่ยวไทย รวมทั้งสื่อสารให้ข้อมูลที่ถูกต้องผ่าน Social Media และการใช้ Influencer
“นโยบายของการท่องเที่ยวเกาหลีที่กำลังทำในปีนี้ เราใช้ Social Media ในการสื่อสารให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นตัวช่วยในการดึงคนไทยกลับไปเที่ยว รวมทั้งจับมือกับพาร์ทเนอร์ทำแคมเปญ และมอบส่วนลด เพื่อสร้างแรงจูงใจนักท่องเที่ยวมากขึ้น นอกจากนี้เรายังใช้ Influencer ช่วยในการโปรโมท ซึ่งเราคาดหวังว่านักท่องเที่ยวไทยจะกลับมาอยู่ที่ประมาณกว่า 500,000 คน ภายใน 2 – 3 ปีนี้”

การท่องเที่ยวเกาหลีจึงอยากชูเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคือ การสัมผัสประสบการณ์จริงในทุกที่ เช่น
- K-pop: การเข้าชมคอนเสิร์ต เยี่ยมชมบ้านเกิดของไอดอล
- K-drama: การเยี่ยมชมสถานที่ถ่ายทำละครที่โด่งดัง
- K-beauty: โปรแกรมการแต่งหน้า และจัดแต่งทรงผมอย่างมืออาชีพ รวมถึงประสบการณ์สุขภาพแบบดั้งเดิม เช่น ซาวน่า สปาสมุนไพร และบริการการท่องเที่ยวทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูง
- K-food: ทัวร์อาหารที่เน้นรสชาติของแต่ละภูมิภาค
“นักท่องเที่ยวเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวมากขึ้น จากเมื่อก่อนเที่ยวเป็นกรุ๊ปทัวร์ หรือเที่ยวแบบหมู่คณะ เปลี่ยนมาเดินทางด้วยตัวเอง ไปตามสิ่งที่ตัวเองสนใจ และไม่ใช่แค่เที่ยวในโซล แต่เมืองต่างๆ ของเกาหลีก็ได้รับความนิยมมากขึ้น เช่น ปูซาน เมืองริมทะเลที่มีทั้งความงามทางธรรมชาติ และวัฒนธรรม, เมืองจองจู มีชื่อเสียงในเรื่องหมู่บ้านฮาโนก และอาหารเกาหลีรสชาติดั้งเดิม ทำให้เกาหลีเป็นประเทศที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีไลฟ์สไตล์ความชอบที่แตกต่างกัน” คุณคิม เซรี ขยายความเพิ่มเติม

ผนึกกำลัง “KTC” เปิดตัวแคมเปญ “Unique Korea, Experience Yours”
คุณอริญชยา เลิศวัฒนชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Organization: KTO) กล่าวว่า KTO ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ด้านการตลาดที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของนักเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมออกแบบการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเอง และมองหาประสบการณ์เชิงลึกจากวัฒนธรรมท้องถิ่นจึงได้ร่วมกับ KTC ออกแคมเปญ “Unique Korea, Experience Yours”
นำเสนอโปรโมชันพิเศษเพื่อให้คนไทยได้สัมผัสเสน่ห์ของเมืองอื่นๆ นอกเหนือจากกรุงโซล ด้วยสิทธิพิเศษเที่ยว 2 เมืองราคาเดียวให้สิทธิ์นักท่องเที่ยวที่ซื้อตั๋วเที่ยวบินเส้นทางกรุงเทพฯ – โซล เลือก บินภายในประเทศเมืองปูซาน เชจู แทกู หรือ อุลซัน นอกจากนี้ยังได้คัดสรรแพ็กเกจประสบการณ์เพื่อเป็นทางเลือกที่มากกว่าการท่องเที่ยว
“ปัจจุบัน Top 5 นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเกาหลี ได้แก่ จีน, สหรัฐฯ, ฮ่องกง, เวียดนาม และสิงคโปร์ ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยเคยอยู่อันดับสูงสุดที่ 6 – 7 และก่อน COVID-19 จำนวนนักท่องเที่ยวไทยเคยเป็นอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เดินทางมาเกาหลีมากสุด ขณะที่ตอนนี้ยอดนักท่องเที่ยวไทยอยู่ที่อันดับ 10 อย่างไรก็ตามเราพยายามทำให้นักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นเป็นหลัก 500,000 คนให้ได้ ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตร ทั้ง KTC และพันธมิตรอื่นๆ”

ทางด้าน คุณวริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า KTC ในฐานะพันธมิตรบัตรเครดิตรายแรก และรายเดียวที่ได้ร่วมงานกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Organization: KTO) ในการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดร่วมกันมาเป็นระยะเวลา 7 ปี และได้จัดแคมเปญเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวมากกว่า 30 แคมเปญ พร้อมมั่นใจว่าความร่วมมือกับ KTO จะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทย และเกาหลี รวมทั้งจะช่วยสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
สำหรับยอดการใช้จ่ายของสมาชิกบัตรเครดิต KTC ที่เดินทางท่องเที่ยวประเทศเกาหลีใต้ช่วงเดือนมกราคม – เมษายน 2568 โตขึ้นต่อเนื่อง โดยยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต KTC มากสุดคือ หมวดสุขภาพและความงาม มียอดการใช้จ่ายมากที่สุด โดยเฉพาะการเข้ารับบริการจากคลินิกเสริมความงาม ตามมาด้วยหมวดช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า และแฟชั่นเสื้อผ้า
นอกจากนี้หมวดร้านค้าชั้นนำที่ขายผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ เติบโตทั้งยอดการใช้จ่าย จำนวนสมาชิกที่ใช้บริการ และจำนวนครั้งในการใช้จ่าย โดยเติบโตมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567

“เกาหลีถือเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนของการใช้ Soft Power หรือพลังทางวัฒนธรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านอุตสาหกรรมต่างๆเช่น อาหาร ความงาม และซีรีย์ ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกจนสามารถเชื่อมโยงไปสู่การเติบโตด้านการท่องเที่ยว และการศึกษา โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวที่ถือว่าเป็นวิธีการเรียนรู้วัฒนธรรมเกาหลีที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด
ขณะเดียวกันด้านการศึกษา สำหรับนักเรียนไทยที่มีความสนใจเรียนรู้วัฒนธรรมเกาหลีควรเรียนรู้ภาษาเกาหลีควบคู่กับการเดินทางเพราะจะช่วยสร้างความเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น และควรเลือกหลักสูตรที่ผสมผสานตามความต้องการของตลาดแรงงาน
เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือธุรกิจและนวัตกรรม รวมถึงหลักสูตรระยะสั้นด้านความงาม อาหาร แฟชั่น หรือการจัดการธุรกิจแบบเกาหลี ที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที” ผศ.ดร.กมล บุษบรรณ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาวิชาเกาหลีศึกษาเพื่อการจัดการระหว่างประเทศ (Korean Studies for International Management (KSIM) คณะบัณฑิตวิทยาลัย และอาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาเกาหลี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวทิ้งท้ายถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเกาหลีใต้ที่เชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวและการศึกษา
