
ที่ผ่านมา “สมาร์ทโฟน” อยู่กับพวกเรามาอย่างยาวนาน การมาของสมาร์ทโฟนช่วยให้การใช้ชีวิตและการทำงานสะดวกมากขึ้น แต่ตอนนี้สมาร์ทโฟนอาจกลายเป็น Pain Point ที่ผู้ใช้ต้องคอยทำอะไรเองตลอด ตั้งแต่ลลงคิวงานนัดหมายในปฏิทิน หรือต้องสลับหน้าจอระหว่างแอปฯ ธนาคารและแอปฯ Delivery เพื่อสั่งอาหาร
แต่วันนี้ ในงาน “Galaxy Unpacked Samsung” กำลังจะกลายเป็นจุดสิ้นสุดของสมาร์ทโฟนสู่ยุคของ “AI Phone” ด้วยประสิทธิภาพของ Samsung Galaxy S26 Series ที่เปลี่ยนจากการทำอะไรด้วยตัวเองสู่การมี AI Agent อยู่ในมือที่สามารถคิดวิเคราะห์ แถมยังลงมือทำแทนได้แบบทันที ที่สำคัญ Samsung Galaxy S26 Series ยังโดดเด่นด้วยหน้าจอแบบพิเศษที่ใช้เวลากว่า 5 ปีในการพัฒนาเพื่อป้องกัน “การเผือก” ได้ โดยไม่ต้องติดตั้งฟิล์มแบบเดิมๆ
ครั้งแรกของโลกกับจอภาพกันเผือกเปิดปิดได้
แต่เดิมจะใส่ข้อมูลลับต้องคอยมานั่งใช้มือบังหน้าจอ จนมาถึงการติดฟิล์มกันเผือก แต่นั่นก็ทำให้สีสันของหน้าจอถูกดรอปไป แถมถ้าใครใช้ฟิล์มกันเผือกจะรู้ว่ามันกันได้ไม่จริง เพราะด้านบนและด้านล่างก็ยังสามารถเผือกได้อยู่ดี นั่นทำให้ Samsung แอบซุ่มวิจัยและพัฒนาหน้าจอ ในขณะที่รายอื่นเน้นเรื่องกันรอบขูดขีด ด้วยโหมด Privacy Display ที่เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีฝั่งลงไปในเนื้อหน้าจอ ผสานการทำงานของซอฟท์แวร์

ทำให้โหมด Privacy Display สามารถปรับการทำงานของพิกเซลบนหน้าจอ โดยควบคุมทิศทางของแสงให้พุ่งตรงเข้าสู่สายตาของผู้ใช้งานด้านหน้าเท่านั้น ทำให้คนรอบข้างไม่สามารถมองเห็นได้ไม่ว่าจะมองมาจากองศาไหนก็ตาม

อย่างบอกว่าเป็นการทำงานร่วมกันของตัวเทคโนโลยีหน้าจอกับซอฟท์แวร ทำให้ไม่เพียงแค่ทั้งหน้าจอสามารถกันเผือกได้ แต่ความอัจฉริยะของซอฟท์แวร์ยังสามารถเลือกเปิด-ปิดโหมดกันเผือกได้ตามความต้องการ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเลือกได้ว่าจะกันเผือกเฉพาะแอปฯ อย่าง แอปฯ โซเชียลมีเดีย หรือแอปฯ ธนาคารที่ต้องการความปลอดภัยขั้นสูง แถมยังสามารถป้องกันการเผือกเฉพาะแถบแจ้งเตือน (Notification Bar) ป้องกันใครมาแอบอ่านข้อความป๊อปอัปได้ด้วย
AI Phone ที่มี Agentic AI ช่วยคิดแทน
อย่างที่บอกไปแล้วว่า Samsung Galaxy S26 Series ไม่ใช่ “สมาร์ทโฟน” เพราะนี่คือ “AI Phone” ที่จะเป็นเหมือนเลขาส่วนตัวที่คอยจัดการเรื่องต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ ความลับคือการมี Agentic AI ที่ทำงานร่วมกับฟีเจอร์ “Now Brief” ที่สามารถวิเคราะห์การแจ้งเตือนที่เกิดขึ้น เช่น หากพบว่ามีข้อความยืนยันการจองร้านอาหาร ระบบจะทำการเตือนอัตโนมัติเพื่อไม่ให้พลาดการจอง

ไม่เพียงเท่านี้ ระบบ AI ยังลงลึกการทำงานในรูปแบบ Cross-App Actions ผ่านการทำงานร่วมกับ Google Gemini ยกตัวอย่างกำลังนั่งคุยกับเพื่อนในออฟฟิศผ่าน LINE เพื่อสั่งอาหารที่ความต้องการของแต่ละคนแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว แทนที่ต้องมานั่งจดแล้วยังต้องสลับหน้าจอกดสั่งในแอปฯ Delivery แค่ให้ Gemini เข้าไปสรุปออเดอร์ในแชท พร้อมสั่งออเดอร์และชำระเงิน โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาสลับแอปฯ ไปมา
ตอกย้ำความฉลาดล้ำกับฟีเจอร์ Now Next ที่เป็นผู้ช่วยผ่าน LINE หรือ IG ทันทีที่มีการแชทนัดหมาย ระบบ AI จะทำงานเบื้องหลัง โดยการเช็คตารางปฏิทินในเครื่องให้ทันทีว่าช่วงเวลานั้นว่างหรือไม่ พร้อมแนะนำช่วงเวลาที่สะดวก และยังสามารถแนบโลเคชั่นจุดนัดพบส่งกลับไปให้ปลายทางได้แบบอัตโนมัติ และที่เด็ดสุดในยุคนี้ หากมีสายแปลกๆ โทรเข้ามา ฟีเจอร์ Call Screening จะรับหน้าที่เป็นด่านหน้าให้ AI คุยตอบโต้กับมิจฉาชีพด้วยเสียงพูดแทนทันที
แพลตฟอร์ม Perplexity ระบบ AI ผู้ช่วย AI
ในยุค Agentic AI การทำงานของ AI ร่วมกันไม่ใช่เรื่องแปลก โดย Samsung Galaxy S26 Series ได้จับมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง “Perplexity” ระบบ AI Search Engine ที่การทำงานแตกต่างจาก AI ที่ใช้ในปัจจุบัน โดยจะไม่แสดงผลในรูปแบบลิสต์เว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้ไปเลือก แต่จะเป็นการวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบสรุปที่ผ่านการสังเคราะห์มาให้เรียบร้อย โดยสามารถเข้าใจในสิ่งที่กำลังค้นคว้าอยู่

ระบบจะทำการดึงข้อมูลจากทุกแท็บที่เปิดทิ้งไว้ หรือแม้แต่ประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ล่าสุด เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผลร่วมกับความฉลาดของ AI ที่ใช้อยู่อย่าง Gemini ช่วยได้คือคำตอบเชิงลึกที่แม่นยำ ตรงประเด็น ช่วยให้สามารถทำงานหรือหาข้อมูลเชิงลึกได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด ไม่ใช่การข้อหาข้อมูลแบบฟุ้งหว่านแหอีกต่อไป
อีกหนึ่งความโดดเด่นกับการพัฒนาฟีเจอร์ยอดฮิตอย่าง “Circle to Search” ที่แค่วงกลมสิ่งที่อยากรู้หรืออยากซื้อ โดยการอัปเกรดครั้งนี้ ช่วยให้การการวงกลมครั้งเดียว แต่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทั้งหมด เพื่อให้เห็นภาพลองนึกถึงนางแบบที่สมัยก่อนสามารถวงกลมเพื่อค้นหาได้ทีละอย่าง แต่ตอนนี้แค่วงกลมเดียวสามารถรู้ได้ทั้งตัวนางแบบตั้งแต่เสื้อ ทรงผม กระเป๋า รองเท้า
เอาใจสาย Creator สู่การสร้างวิดีโอระดับมืออาชีพ
ไม่เพียงแค่การใช้งานในชีวิตประจำวัน Samsung Galaxy S26 Series ยังเอาใจสาย Creator ด้วยฟีเจอร์ “Photo Assist” ที่นอกจากการใช้พลัง AI เพื่อลบสิ่งที่ไม่ต้องการออกจากภาพ ตอนนี้ยังสามารถเสริมเพิ่มรูปภาพให้สมบูรณ์ด้วยการ Prompt สั่งให้ AI เพิ่มเข้าไปในรูปภาพได้อย่างแนบเนียน หรือจะเปลี่ยนสภาพอากาศและบรรยากาศในรูปภาพจากวันฟ้าหม่นให้กลายเป็นวันสดใสได้ง่ายๆ

สำหรับ Vlog ที่นิยมใช้ Action Camera เพื่อถ่ายวิดีโอ ใน Samsung Galaxy S26 Series ยังมีฟีเจอร์ “Horizontal Lock” ซึ่งมาจาก Pain Point กล้องหมุนเอียงจนคนดูวิดีโอปวดหัวกับมุมกล้อง ด้วยฟีเจอร์ดังกล่าวจะช่วยให้ทุกกิจกรรมทั้งวิ่ง กระโดด หรือถือทำมุมเอียงพิสดารขนาดไหน ระบบ AI จะล็อกเส้นขอบฟ้าไว้ให้คงที่เสมอ วิดีโอที่ออกมาจะตั้งตรงและขนานกับเส้นขอบฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบ ต่อให้ถ่ายภาพมุมเอียงขนาดไหนก็ตาม
เพื่อให้การถ่ายวิดีโอใกล้เคียงกับคำว่า “มืออาชีพ” ระบบ APV Codec จึงถูกคิดขึ้นเพื่อปลดล็อกการถ่ายวิดีโอคุณภาพสูงระดับ 8K พร้อมทั้งสามารถเชื่อมต่อกับ External SSD เพื่อบันทึกไฟล์วิดีโอความละเอียดสูงลงฮาร์ดดิสก์ได้โดยตรง สามารถส่งไปตัดต่อในคอมพิวเตอร์ได้ทันที
เติมเต็ม Ecosystem ด้วย Galaxy Buds 4 Series
นอกจากจะเปิดตัว Samsung Galaxy S26 Series ทาง Samsung ยังได้เปิดตัว Samsung Galaxy Buds 4 Series ที่อัดแน่นด้วยพลัง AI ไม่แพ้ตัว S26 Series ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของหูฟังให้กลายมาเป็นผู้ช่วย AI ประจำหูที่บอกเลยว่าไม่ธรรมดา เริ่มตั้งแต่ การรับสายที่ควบคุมการทำงานผ่านรูปแบบการ “พยักหน้า” และหากไม่ต้องการรับสายก็สามารถ “ส่ายหน้า” ได้ โดยที่มือไม่ต้องไปสัมผัส

แถม Galaxy Buds 4 Series ยังพัฒนาระบบเสียงให้คมชัดมากขึ้น โดยเฉพาะในรุ่น Samsung Galaxy Buds4 Pro เพื่อเพิ่มลำโพงช่วยให้มิติเสียงลึกขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นระบบ AI ในหูฟังยังช่วยตัดเสียงรบกวนภายนอก โดยจะประมวลผลเสียงภาพนอกเพื่อทำการตัดเสียงรบกวนได้แบบเงียบสนิท ช่วยให้เพลงที่ฟังคมชัดมากขึ้นและมีไดนามิกมิติของเสียงได้อย่างชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้น ระบบ AI ยังสามารถแปลงภาษาได้แบบเรียลไทม์ โดยทำงานคู่กับระบบตัดเสียงรบกวน ช่วยให้เวลาที่ต้องสนทนาภาษาต่างประเทศ ผู้ใช้งานจะไม่ได้ยินเสียงภาษาต่างประเทศ แต่ระบบจะทำการแปลและพูดเป็นภาษาไทยให้ผู้ใช้งานได้ยิน เสมือนเป็นการผู้ภาษาเดียวกัน โดยไม่ต้องเสียเวลาในแปลอีกต่อไป
เดินหน้าวิสัยทัศน์สู่ความยั่งยืน
นอกจากความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีแล้ว Samsung ยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ “Sustainability 2030” โดยใน Galaxy S26 Series จะมีการใช้วัสดุรีไซเคิลอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นพลาสติก กระจก หรือโลหะ พร้อมทั้งมีการเพิ่ม “แทนทาลัม (Tantalum)” วัสดุรีไซเคิลชนิดใหม่เข้ามาเป็นส่วนประกอบ เพื่อลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติให้ได้มากที่สุด
ที่สำคัญยังมีโครงการฟื้นฟูแนวปะการัง โดยได้จับมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง SeaTree และ Scripps Institution of Oceanography นำเทคโนโลยีกล้องสุดล้ำของ Galaxy ไปมอบให้นักวิจัยใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานใต้น้ำ ช่วยให้การเก็บข้อมูลและภาพถ่ายของระบบนิเวศทางทะเลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพื่อให้ภารกิจนี้สมบูรณ์ Samsung Galaxy S26 Series จึงมาพร้อมกับฟีเจอร์พิเศษที่เรียกว่า “Ocean Mode” ซึ่งเป็นโหมดกล้องที่ถูกออกแบบมาเพื่อการถ่ายภาพใต้น้ำโดยเฉพาะ ระบบจะช่วยปรับจูนสีสันใต้น้ำให้เป็นสีสันที่แท้จริงตามธรรมชาติ ช่วยให้ภาพถ่ายมีความสนจริงและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในงานวิจัย

Samsung Galaxy S26 Series ยังมีความพิเศษทั้งแบตเตอรี่ที่ชาร์จไว 60W สามารถชาร์จความจุ 75% ใน 30 นาที ขณะที่ในรุ่น Samsung Galaxy S26 Ultra สามารถดูวิดีโอต่อเนื่องได้นานถึง 31 ชั่วโมง โดยจะมีการวางจำหน่าย 4 สีมาตรฐานทั้ง สีม่วง, สีฟ้า, สีดำ และสีขาว นอกจากนี้ยังมี 2 สีพิเศษทั้ง Silver Shadow และ Pink Gold เฉพาะการสั่งซื้อบนช่องทางออนไลน์ที่ samsung.com
สำหรับราคาที่เปิดตัวในประเทศไทยแบ่งออกเป็น
- Samsung Galaxy S26: 256GB ที่ราคา 33,900 บาท และ 512GB ที่ราคา 41,900 บาท
- Samsung Galaxy S26+: 256GB ที่ราคา 40,900 บาท และ 512GB ที่ราคา 48,900 บาท
- Samsung Galaxy S26 Ultra: 256GB ที่ราคา 46,900 บาท, 512GB ที่ราคา 54,900 บาท และ 1TB ที่ราคา 66,900 บาท
- Samsung Galaxy Buds4 Pro: ที่ราคา 7,990 บาท มีให้เลือกทั้งสี Black, White และสีพิเศษ Pink Gold เฉพาะบนช่องทางออนไลน์ที่ com
- Samsung Galaxy Buds4: ที่ราคา 5,990 บาท มีให้เลือกทั้งสี Black, White
เพื่อฉลองการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Samsung ยังได้จัด Promotion ช่วง Pre-Order กับความคุ้มด้วยโปรอัปเกรดความจุฟรี 2 เท่า หรือจ่ายราคา 256GB แต่จะได้เครื่อง 512GB หรือจ่ายราคา 512GB จะได้เครื่องระดับ 1TB ไปเลย และหากซื้อคู่กับหูฟัง Galaxy Buds 4 Series จะได้รับส่วนลดสำหรับหูฟังเพิ่มอีกถึง 30%
