
ปิดฉากมหากาพย์ที่ลากยาวข้ามปี หลังจากที่ TikTok ถูกโจมตีอย่างหนักในสหรัฐฯ ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงถึงขั้นออกมาแบน แถมคนที่แบนดันเป็นประธานาธิบดีทรัมป์ แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยดี เมื่อ TikTok ประกาศปิดดีลตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ในชื่อ “TikTok USDS Joint Venture LLC” ได้สำเร็จ ถือเป็นกลยุทธ์ “ยอมเจ็บตัว” เพื่อแลกกับความอยู่รอดในตลาดสหรัฐฯ ที่มีผู้ใช้งานกว่า 200 ล้านคน
ที่ผ่านมาหลังโลกแบ่งฝ่ายชัดเจนจาก GeoPolitics โจทย์ของรัฐบาลสหรัฐฯ คือ เรื่องความมั่นคง โดยเฉพาะความกังวลที่ข้อมูลจะหลุดไปสู่รัฐบาลจีน และดูเหมือน TikTok แอปพลิเคชันสัญชาตจีนที่ชาวอเมริกันนิยมใช้กลายเป็นผู้ที่ยืนอยู่ท่ามกลางสมรภูมิในครั้งนี้ TikTok เลยตกเป็นเป้าที่ต้องสงสัยในเรื่องของความมั่นคงทันที สิ่งเดียวที่ TikTok ทำได้คือการสร้างความเชื่อมั่นให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไว้ใจว่า TikTok ไม่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน
แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ ถึงขั้นรัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมแบน TikTok ออกจากสหรัฐฯ แต่จะไปได้อย่างไร เมื่อตลาดสหรัฐฯ มีความสำคัญมากเพราะมีผู้ใช้งาน TikTok สูงกว่า 200 ล้านคน สิ่งที่ TikTok ทำได้มีเพียงยอมลดสัดส่วนการถือครอง โดย ByteDance บริษัทแม่จากจีนยอมหั่นสัดส่วนหุ้นลงเหลือแค่ 19.9% ในบริษัทใหม่ แล้วดึงเอาเงินทุนและเทคโนโลยีจากบริษัทที่สหรัฐฯ ไว้ใจเข้ามาถือหุ้นใหญ่แทน โดยมี 3 บริษัทหลักที่เข้ามาร่วมลงทุนทั้ง
- Oracle เข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 15% ถือเป็นบริาทเทคโนโลยีที่ทั่วโลกรู้จัก ซึ่งการเข้ามาของ Oracle จะเข้ามาดูแลด้านข้อมูลด้วยการตรวจสอบ Code และ Algorithm ในระบบ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีช่องทางการส่งข้อมูลกลับไปที่จีน
- Silver Lake เข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 15% เป็นกองทุน Private Equity สาย Tech ยักษ์ใหญ่ ซึ่งจะช่วยการรันตีเรื่องรายได้ของ TikTok ในสหรัฐฯ และยังเป้นการสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนอนาคตกับ TikTok
- MGX เข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 15% บริษัทลงทุนด้าน AI จากอาบูดาบี ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลสหรัฐฯ การที่ MGX เข้ามาเอี่ยวด้วย สะท้อนว่า TikTok จะเน้นการใช้เทคโนโลยีที่เชื่อถือได้ รวมถึง AI
ไม่เพียงเท่านี้ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้ามาถือครองหุ้นในส่วนที่เหลือ ซึ่งจะทำให้บริษัทใหม่นี้มีสถานะเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันและพันธมิตรมากกว่า 80% ตรงกับเงื่อนไขที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดไว้
พร้อมกันนี้ยังได้มีการแต่งตั้ง Adam Presser และ Will Farrell อดีตผู้บริหารของ TikTok ให้เข้ามาดำรงตำแหน่ง CEO และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยตามลำดับ รวมถึง Shou Chew ซีอีโอของ TikTok ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกคณะกรรมการของบริษัทร่วมทุนแห่งนี้ด้วย โดยจะทำหน้าที่เป็นผู้นำด้านธุรกิจและกลยุทธ์ระดับโลกของ TikTok
สิ่งที่น่าสนใจคือ ดีลนี้จะกลายเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของ TikTok ในสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายให้ความเป็นเจ้าของและการบริหารจัดการใหม่ อยุ่ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายสหรัฐฯ ยอมรับได้ หรือตามนโยบาย America First ในประเด็น MAGA (Make America Great Again) การปรับตัวของ TikTok ในสหรัฐฯ ครั้งนี้ คือ จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คำสั่งแบนของสหรัฐฯ สิ้นสุดลงทันที
สิ่งที่ TikTok ในสหรัฐฯ ทำวันนี้ คือกรณีศึกษาชั้นดีของการทำธุรกิจในยุคที่โลกถูกแบ่งขั้ว แม้ว่า Tech Company จะสามารถขยายไปได้ทั่วโลกขอแค่ Product ดี บริการดี แต่ในความจริงการทำธุรกิจต้องดูทิศทางลมให้ดีด้วย การยอมใส่เกียร์ถอยของ ByteDance เพื่อรักษาตลาดสหรัฐฯ ไว้ คือการยอมรับกติกาใหม่ของโลกธุรกิจกำลังทับซ้อนกับ GeoPolitics
การเตรียมตัวรับมือความเปลี่ยนแปลงหรือการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นคือสิ่งสำคัญที่สุด TikTok ชี้ให้เห็นทางรอดจากการปรับตัว แม้จะต้องเจ็บตัวบ้าง แต่ถ้าการเจ็บตัวยังคงทำให้สามารถอยู่ต่อได้แบบคุ้มค่าการลงทุน ก็เป็นกลยุทธ์ที่ไม่เลวในยุคที่มีการแข่งขันสูง
Source: Reuters






