เจาะลึกกลยุทธ์ “Unlocking the Power of Clothing” ถอดบทเรียนความยั่งยืน 15 ปี ยูนิโคล่ ประเทศไทย สู่หมุดหมายใหม่ปี 2569

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

ในโลกธุรกิจยุคใหม่ที่ “ผลกำไร” ไม่ใช่เครื่องชี้วัดความสำเร็จเพียงดัชนีเดียวอีกต่อไป การปรับตัวของแบรนด์ระดับโลกอย่าง ยูนิโคล่ (UNIQLO) ในประเทศไทย จึงกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อการก้าวเข้าสู่ปีที่ 15 ของการดำเนินธุรกิจในไทยไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองยอดขายหรือการขยายสาขา แต่เป็นการประกาศพันธกิจด้านความยั่งยืนที่เข้มข้นกว่าเดิม ภายใต้โรดแมปปี 2569 ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้ผลิตเสื้อผ้า” สู่การเป็น “พลังแห่งความดี” (Force for Good) อย่างเต็มรูปแบบ

 

มร. โยชิทาเกะ วาคากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ตอกย้ำถึงปรัชญา LifeWear ที่ว่าเสื้อผ้าที่ดีต้องมาพร้อมกับการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คน โลก และชุมชน ซึ่งแผนการดำเนินงานในปี 2569 นี้ เป็นการร้อยเรียง “ความยั่งยืน” เข้าไปในซัพพลายเชนและโมเดลธุรกิจอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

 

ปฏิวัติวงจรสินค้าผ่าน RE.UNIQLO เมื่อขยะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่า

หนึ่งในเสาหลักที่โดดเด่นที่สุดของยูนิโคล่คือแนวคิด Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านโครงการ RE.UNIQLO ซึ่งประกอบด้วย 3 หัวใจหลักคือ Reduce, Reuse และ Recycle

หากเราย้อนมองผลงานในปี 2568 จะพบว่ายูนิโคล่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคชาวไทยนำเสื้อผ้ากลับมาใช้ซ้ำ โดยเฉพาะการขยายตัวของ RE.UNIQLO STUDIO ที่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งให้บริการซ่อมแซม (Repair) และดัดแปลง (Remake) เสื้อผ้าตัวโปรดให้กลับมามีชีวิตใหม่ สถิติการเข้าใช้บริการที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 110% หรือประมาณ 2,400 รายการในปีเดียว สะท้อนให้เห็นถึง “Mindset” ของลูกค้าชาวไทยที่เริ่มเปลี่ยนจาก Fast Fashion ไปสู่การบริโภคที่เน้นความคุ้มค่าและลดการสร้างขยะ

เป้าหมายในปี 2569 ยูนิโคล่ตั้งใจที่จะยกระดับจุดบริการรับบริจาคเสื้อผ้า (Recycle Box) ให้เข้าถึงง่ายขึ้น โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในร้านสาขา แต่จะขยายความร่วมมือไปยังสถานศึกษาและพันธมิตรเอกชน เพื่อรวบรวมเสื้อผ้ามือสองให้ได้ปริมาณมหาศาล เพื่อเตรียมพร้อมส่งต่อไปยังกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ ซึ่งที่ผ่านมามีการส่งมอบไปแล้วกว่า 430,000 ชิ้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด

พลังแห่งความอบอุ่นและการตอบแทนสังคม  

การทำธุรกิจในไทยตลอด 15 ปี ทำให้ยูนิโคล่เข้าใจบริบทความเหลื่อมล้ำและปัญหาทางสังคมไทยในเชิงโครงสร้าง ดังนั้น โครงการ Warmth for All” จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและเขตภูเขาห่างไกลที่ต้องเผชิญกับภัยหนาวรุนแรง มากกว่าการนำส่งเสื้อผ้าที่เหลือจากการขาย แต่มีการจัดสรรไอเทมเชิงฟังก์ชันอย่าง HEATTECH จำนวน 15,000 ชิ้น มอบให้กับมูลนิธิบ้านร่มไทรและมูลนิธิกระจกเงา เพื่อส่งต่อไปยังชุมชนในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่

ความน่าสนใจของการทำงานเพื่อสังคมของยูนิโคล่ คือความไว (Agility) ในการเข้าถึงพื้นที่ภัยพิบัติ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน เชียงราย และพระนครศรีอยุธยา ในปี 2568 ที่แบรนด์สามารถส่งมอบเสื้อผ้าบรรเทาทุกข์รวมกว่า 45,000 ชิ้น ได้ทันท่วงที รวมถึงการดูแลพนักงานในสาขาที่ได้รับผลกระทบ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าความยั่งยืนของยูนิโคล่เริ่มต้นจาก “คนใน” สู่ “คนนอก” อีกด้วย

BKK Food Bank โมเดลความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนที่จับต้องได้จริง

ในแง่ของการตลาดเชิงกลยุทธ์ ยูนิโคล่สามารถสร้าง Brand Image ที่แข็งแกร่งผ่านโครงการ UNIQLO Clothing Corner ภายใต้โครงการ BKK Food Bank ของกรุงเทพมหานคร การเปิดสาขานำร่องที่สำนักงานเขตสวนหลวงไม่ใช่แค่การตั้งชั้นวางเสื้อผ้า แต่เป็นการสร้าง “สิทธิและศักดิ์ศรี” ให้กับกลุ่มเป้าหมาย ให้เขาสามารถเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเองได้เหมือนลูกค้าทั่วไป

แผนการในปี 2569 คือการขยาย UNIQLO Clothing Corner ให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ ภายในปี 2573 นี่คือการวางรากฐานระยะยาวที่ทำให้แบรนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม (Social Infrastructure) ซึ่งหาได้ยากในแบรนด์เสื้อผ้าระดับ Global รายอื่นๆ

นวัตกรรมเพื่อผู้พิการและการรักษาสิ่งแวดล้อม โครงการ Happy Gloves และ PM2.5 Warrior

ยูนิโคล่ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าความยั่งยืนสามารถขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์ ผ่านโครงการ Happy Gloves ที่ร่วมกับโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนำเสื้อผ้าที่รีไซเคิลจากโครงการ RE.UNIQLO มาผลิตเป็นถุงมือเพื่อเสริมพัฒนาการเด็กพิการทางสมอง (Cerebral Palsy) จำนวน 1,000 คู่ นี่คือการเปลี่ยน Waste (ขยะ) ให้กลายเป็น Value (มูลค่าทางสังคม) อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งเป็นประเด็นระดับชาติ ก็ถูกนำมาแปรผลเป็นกิจกรรม UNIQLO PM2.5 Warrior Award เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในกลุ่มเยาวชน โดยมีแผนที่จะจัดต่อเนื่องในปี 2569 เพื่อสร้าง “นักรบสิ่งแวดล้อม” รุ่นใหม่ที่จะเป็นกระบอกเสียงในการลดการเผาและรักษาสิ่งแวดล้อมในชุมชนของตนเอง

 

Roadmap 2569 มุ่งสู่เป้าหมาย Zero Landfill และการสร้างงานอย่างยั่งยืน

สิ่งที่ท้าทายที่สุดในแผนงานปี 2569 คือการจัดการขยะภายในองค์กรให้เป็นศูนย์ หรือ Zero Landfill ยูนิโคล่ร่วมมือกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง SCGP และ Recycle Day เพื่อคัดแยกขยะ 5 ประเภทอย่างเป็นระบบ ปัจจุบันมี 50 สาขาที่เข้าร่วม และมีเป้าหมายขยายให้ครอบคลุมทุกสาขารวมถึงคลังสินค้าภายในปีหน้า สิ่งนี้สะท้อนว่ายูนิโคล่กำลังทำความสะอาด “หลังบ้าน” ของตนเองควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมการตลาดหน้าบ้าน

นอกจากนี้ ยูนิโคล่ยังให้ความสำคัญกับการศึกษาและทักษะอาชีพ ผ่านการสนับสนุนเงินทุน 60 ล้านเยน จากยอดขายเสื้อยืด PEACE FOR ALL ให้แก่ Save the Children เพื่อบ่มเพาะเยาวชนในชุมชนแออัดคลองเตย ยูนิโคล่ไม่ได้เพียงให้เงิน แต่ให้ “โอกาส” โดยการเปิดพื้นที่ร้านสาขาให้เยาวชนได้เข้ามาฝึกงานจริง เพื่อสร้างเส้นทางอาชีพที่มั่นคง

 

บทสรุป ทศวรรษใหม่ของยูนิโคล่ ประเทศไทย กับการเป็นแบรนด์ที่ จริงใจ

ตลอด 1,200 คำที่สรุปมานี้ เราจะเห็นว่าก้าวต่อไปของ ยูนิโคล่ ประเทศไทย ในปี 2569 ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านราคาหรือเทรนด์แฟชั่น แต่เป็นการแข่งขันในการ “ทำดีอย่างเป็นระบบ” การเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภค ภาครัฐ และชุมชน ผ่านโครงการที่หลากหลายแต่มีทิศทางเดียวกัน ทำให้ยูนิโคล่ก้าวข้ามการเป็นแบรนด์เสื้อผ้าต่างชาติ สู่การเป็นแบรนด์ที่คนไทย “รัก” และ “ไว้วางใจ”

 

สำหรับนักการตลาดและผู้ประกอบการ บทเรียนจากยูนิโคล่คือ ความยั่งยืนต้องทำอย่างต่อเนื่อง โปร่งใส และสร้างผลกระทบเชิงบวกที่วัดผลได้จริง นี่คือสูตรสำเร็จที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างสง่างามในอีก 15 ปีข้างหน้าและตลอดไป

 


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
pigabyte
การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น มาเรียนรู้และสนุกไปกับบทความ จาก MarketingOops! กันนะคะ แล้วเราจะได้ค้นพบว่าโลกของ Marketing นั้น So Sexy and Cool!