เจาะลึกสมรภูมิตลาดรถยนต์ไทย เมื่อ “รถเก๋ง” สวนกระแสแต่ “ปิกอัพ” กลับทรุด และยักษ์จีนยังแรงไม่แผ่ว

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ภาพรวมตลาดรถยนต์ของประเทศไทยเป็นหนึ่งในดรรชนีชี้วัดเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน โดยยอดขายรถยนต์รวมในเดือนกรกฎาคม 2568 เผยให้เห็นสัญญาณที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยความท้าทาย แม้ตัวเลขยอดขายรวมจะขยับขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในแต่ละเซ็กเมนต์กลับพบความแตกต่างอย่างสุดขั้ว สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลง โครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบาง และการแข่งขันที่ดุเดือดรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ตลาดรถยนต์โดยรวมในเดือนกรกฎาคม 2568 มียอดขายรวมทั้งสิ้น 49,102 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ยอดขายสะสมในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี (มกราคม – กรกฎาคม 2568) กลับยังคงหดตัวเล็กน้อยที่ 0.7% โดยมียอดขายรวม 351,796 คัน ตัวเลขนี้เปรียบเสมือนภาพลวงตาที่ซ่อนเรื่องราวความสำเร็จและความยากลำบากของรถยนต์แต่ละประเภทเอาไว้

 

ภาพรวม TOYOTA ยังครองผู้นำตลาดอย่างยั่งยืน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “TOYOTA” ยังคงรักษาตำแหน่งแชมป์ได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยยอดขายรวมในเดือนกรกฎาคมที่ 18,160 คัน และครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 37% ยิ่งไปกว่านั้น ยอดขายสะสม 7 เดือนแรกของปีก็ยังคงทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่นด้วยตัวเลข 132,049 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดมหาศาลถึง 37.5% โดยมี 2 โมเดลหลักอย่าง Hilux REVO และ Yaris ATIV ยังคงเป็นหัวหอกสำคัญ

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่ TOYOTA ที่ผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกเซ็กเม้นต์ ทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถปิคอัพ รถเพื่อการพาณิชย์ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ที่แยกย่อยในแต่ละเซ็กเม้นต์ค่อนข้างครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม คู่แข่งตลอดกาลอย่าง “ISUZU” ที่มียอดขายอยู่ในอันดับ 2 กลับเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง ด้วยยอดขายเดือนกรกฎาคมที่ลดลงถึง 19.1% เหลือเพียง 5,485 คัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดปิคอัพได้รับผลกระทบ และ ISUZU ก็เน้นที่ตลาดปิคอัพเพียงเซ็กเม้นต์เดียว เช่นเดียวกับ “HONDA” ที่มียอดขายอยู่ในอันดับสาม โดยมียอดขายลดลง 8% อยู่ที่ 5,005 คัน การหดตัวของ 2 ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าสมรภูมิรถยนต์จะไม่ได้ง่ายเหมือนในอดีตอีกต่อไป

 

รถยนต์นั่งแข่งเดือด โตไวจากแบรนด์จีน

หากจะเทียบไปแล้วเซ็กเมนต์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเปรียบเสมือน “พระเอก” ของตลาดในเดือนนี้ ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งสวนกระแสตลาดอื่น ๆ ด้วยยอดขายรวม 18,760 คัน พุ่งทะยานขึ้นถึง 13.3% จากปีก่อนหน้า

  • TOYOTA ยังคงเป็นผู้นำด้วยยอดขาย 6,395 คัน เติบโตขึ้นถึง 20.4% ครองส่วนแบ่งตลาดไปกว่า 34.1%
  • HONDA มียอดขายอยู่ที่ 2,894 คัน เพิ่มขึ้น 10.3%
  • MG กลับสร้างปรากฏการณ์ที่น่าตกใจด้วยยอดขาย 1,710 คัน เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 127.7% แซงขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ในเดือนนี้ได้สำเร็จ

การเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดของ MG น่าสนใจ ยิ่งเมื่อดูภาพรวมในเซ็กเม้นต์นี้ จะพบแบรนด์จีนอื่นๆ เช่น BYD, GWM, Changan และ Neta เติบโตขึ้นด้วย สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในใจของผู้บริโภคชาวไทย ที่เปิดรับรถยนต์ทางเลือกใหม่ๆ ซึ่งมีจุดเด่นด้านเทคโนโลยี ดีไซน์ที่ทันสมัย และราคาที่แข่งขันได้ โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และไฮบริด (HEV) ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยมีข้อมูลระบุว่า เฉพาะยอดขายรถยนต์ในกลุ่มไฮบริด (HEV) ในเดือนกรกฎาคมมีสูงถึง 11,144 คัน เพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อน และมียอดขายสะสม 7 เดือนสูงถึง 78,354 คัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากหลายค่ายมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่เป็นเครื่องยนต์ไฮบริดมากขึ้น ประกอบกับความเข้าใจในเครื่องยนต์ไฮบริดและการเห็นข้อด้อยบางอย่างของ EV ทำให้กลุ่มไฮบริดได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

 

รถเพื่อการพาณิชย์โตเล็กน้อยท่ามกลาง

ในทางตรงกันข้าม ภาพรวมของตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์กลับเติบโตเพียงเล็กน้อยที่ 1.7% ด้วยยอดขาย 30,342 คัน แม้ TOYOTA จะยังคงเป็นเจ้าตลาดที่ครองอันดับผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาด 38.8% แต่กลับมียอดขายที่ลดลงถึง 5.7% เหลือเพียง 11,765 คัน เช่นเดียวกับ “ISUZU” ที่ยังคงอยู่ในอันดับ 2 แต่ยอดขายกลับยังดิ่งลงถึง 19.1% โดยมียอดขายเพียง 5,485 คัน ครองส่วนแบ่งตลาดที่สัดส่วน 18.1% ส่วน “HONDA” ที่ยอดขายเพียง 2,111 คัน ลดลงถึง 25.1% ครองส่วนแบ่งตลาดที่ 7%

ด้วยตัวเลขยอดขายดังกล่าว สะท้อนให้เห็นภาพของเศรษฐกิจในระดับฐานรากและภาคธุรกิจโดยรวมได้เป็นอย่างดี การชะลอตัวที่เห็นอาจเป็นผลมาจากความกังวลในสภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อที่ลดลง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการรายย่อยและภาคธุรกิจที่ต้องใช้รถยนต์ประเภทนี้ในการดำเนินกิจการ

 

สมรภูมิรถกระบะเดือดล้อเศรษฐกิจไทย

เซ็กเมนต์รถกระบะ (Pick Up) กลายเป็นเซ็กเม้นต์ที่น่าเป็นห่วงและน่าจับตามองมากที่สุด โดยเฉพาะในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน (1 Ton Truck) ซึ่งเคยเป็นรายได้และเส้นเลือดใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ปัจจุบันกลับหดตัวลงอย่างน่าใจหายถึง 8% ในเดือนกรกฎาคม ด้วยยอดขายรวมทั้งตลาดเพียง 14,842 คัน และเมื่อมองภาพรวม 7 เดือนแรกของปี ตัวเลขยิ่งน่าตกใจ เพราะตลาดหดตัวไปแล้วถึง 12%

  • TOYOTA มียอดขายรวมอยู่ที่6,773 คัน ลดลง 1% ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ในสัดส่วน 45.6%
  • ISUZU มียอดขายรวมอยู่ที่ 4,515 คัน ลดลง 7% ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ในสัดส่วน 30.4%
  • FORD มียอดขายรวมอยู่ที่ 1,531 คัน ลดลง 4% ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ในสัดส่วน 10.3%

เมื่อแยกย่อยลงไปอีกจะพบว่า กลุ่มรถกระบะดัดแปลงในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน (PPV) มียอดจายรวมถึง 3,820 คัน โดยแบ่งออกเป็น GWM ที่สร้างยอดขายได้สูงสุดถึง 1,110 คัน ตามมาด้วย TOYOTA ตามมาติดๆ ที่ 1,106 คัน ด้าน ISUZU มากับยอดขาย 904 คัน ขณะที่ FORD ขายได้ 555 คัน และค่าย MITSUBISHI กับยอดขาย 124 คัน ปิดท้ายที่ NISSAN ที่ยังขายได้ถึง 21 คัน

ขณะที่ กลุ่มรถกระบะเพื่อการบรรทุก (Pure Pick up) หรือที่ตลาดเรียกว่า “รถกระบะตอนเดียว” รถที่เป็นหัวใจของภาคเกษตรกรรมและโลจิสติกส์ กลับเป็นตลาดที่มีอาการหนักที่สุด โดยมียอดขายรวมทรุดลงถึง 16.3% เหลือเพียง 11,022 คัน โดยที่

  • TOYOTA มียอดขายรวมอยู่ที่5,667 คัน ลดลง 9% ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ในสัดส่วน 51.4%
  • ISUZU มียอดขายรวมอยู่ที่ 3,611 คัน ลดลง 9% ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ในสัดส่วน 32.8%
  • FORD มียอดขายรวมอยู่ที่ 976 คัน ลดลง 8% ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ในสัดส่วน 8.9%

สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงกำลังซื้อของคนในระดับฐานรากที่อ่อนแอลงอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือน สภาวะเศรษฐกิจ และราคาสินค้าเกษตรที่ไม่แน่นอน

แต่เมื่อดูภาพรวมรถกระบะ จะเห็นกลุ่มรถกระบะดัดแปลง (PPV) ซึ่งเป็นรถยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัว ยังคงพบว่าตลาดเติบโตได้ โดยมี GWM, TOYOTA และ ISUZU เป็นผู้เล่นหลัก แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคในกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงยังคงมีความต้องการรถยนต์ประเภทนี้อยู่

หากมองทั้งตลาดรถยนต์ในประเทศไทยเฉพาะเดือนกรกฎาคม 2568 เป็นภาพกราฟ เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่สวนทางกันอย่างชัดเจน ทั้งกลุ่มรถยนต์นั่งและรถยนต์ไฟฟ้าหรือไฮบริด ที่อยู่ในทิศทางขาขึ้นอย่างชัดเจน ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เน้นความคุ้มค่า และกลุ่มรถกระบะและรถเพื่อการพาณิชย์ที่กลับถดถอยและน่ากังวล สะท้อนกำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ และปัญหาหนี้สินที่ยังไม่คลี่คลาย

คาดว่าการแข่งขันในตลาดรถยนต์นั่งจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยผู้เล่นจากญี่ปุ่นต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับการรุกของแบรนด์จีนที่มาพร้อมเทคโนโลยีและสงครามด้านราคา ขณะที่ตลาดรถกระบะยังคงเป็นตลาดที่ท้าทาย ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคให้กลับคืนมา


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Gigolo
เมื่อเทคโนโลยีอยู่ใกล้กับชีวิตทุกคน มารู้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อใช้มัน แต่อย่าให้เทคโนโลยีมันใช้เรา