(สรุป) CP Group ประกาศให้ Makro – Lotus’s ควบรวมกิจการเสริมแกร่งค้าปลีก-ส่ง

  • 191
  •  
  •  
  •  
  •  

 

กลายเป็นประเด็นร้อนทันทีที่มีประกาศจาก CP Group “CPRD” ทั้ง CPALL, CPF และจาก Makro ที่ได้ยื่นเอกสารต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีธุรกรรมการรับโอนกิจการทั้งหมดของบริษัท หรือพูดง่ายๆ คือ การเขย่าโครงสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมด ซึ่งจากเนื้อหาเอกสารความยาว 120 หน้า (Makro) และ 70 หน้า (CP Group) สรุปได้ว่า CP Group จะโอนกิจการทั้งหมดของ Lotus’s ให้อยู่ในการดูแลของบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือห้างค้าส่งรายใหญ่ Makro

โดยในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ลงมติในวันนี้ (31 ส.ค.2564) ระบุว่า “คณะกรรมการบริษัทฯ เห็นชอบการโอนกิจการทั้งหมดของบริษัท ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด (“CPRH”) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมที่ถือหุ้นทางอ้อมในสัดส่วน 20% ผ่านบริษัท ซี.พี.เมอร์แชนไดซิ่ง จำกัด (“CPM”) ให้แก่ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) (“Makro”) (“EBT”) ซึ่งมีมูลค่ารวม 43,589,814,450 บาท ภายใต้การทำ EBT นั้น เป็นการโอนกิจการของ CPRH ให้แก่ Makro ด้วยวิธีโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer)”

 

Credit: PERCULIAR BOY / Shutterstock.com

 

ทั้งนี้ CP Group โดยมี 3 บริษัทในเครือ CPALL, CPM, CPH ที่ถือหุ้น 99.99% ในบริษัท โลตัสส์สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Lotus’s และ 100% ใน Lotuss Stores (Malaysia) Sdn. Bhd. ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะโอนกิจการทั้งหมดให้ไปอยู่ในการดูแลของ Makro

หมายความว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะทำให้ Makro ถือหุ้นใน “กลุ่มโลตัสส์” เป็นสัดส่วนที่มากขึ้น โดยในเอกสารระบุว่า การถือสัดส่วนหุ้นของ Makro จากทั้ง 3 บริษัทในเครือลดลงและปรับเพิ่ม โดยจะมีสัดส่วนการถือหุ้นดังนี้

CPALL จะถือหุ้นลดลงเหลือ 65.97% จากเดิม 93.08%

CPH จะเข้ามาถือหุ้น 20.43% จากเดิม 0.00%

CPM จะเข้ามาถือหุ้น 10.21% จากเดิม 0.00%

ขณะที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่เดิมทีมีสัดส่วนถือหุ้นใน Makro อยู่ที่ 6.92% จะลดลงเหลือ 3.39%

 

Credit: เอกสารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าธุรกรรมการรับโอนกิจการทั้งหมด และธุรกรรมการจัดสรรหุ้นฯ จะเสร็จสมบูรณ์ภายใน 1-3 สัปดาห์นับจากวันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ และ CPALL มีมติเห็นชอบตรงกัน

นอกจากนี้ ในเอกสารยังมีรายงานเรื่อง การเสนอขายหุ้น Makro ของ CPM ให้แก่ประชาชนทั่วไป (Public Offering) จำนวนไม่เกิน 181,600,000 หุ้น โดยจะมีมูลค่าอยู่ที่หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 1.85% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ Makro ภายหลังจากการทำ EBT

แต่ที่น่าสนใจอีกประเด็นก็คือ การควบรวมกิจการครั้งนี้ของรายใหญ่ค้าปลีก และรายใหญ่ค้าส่ง ภายใต้โครงสร้างของ CP Group ถ้าประเมินจากรูปแบบร้านค้าที่หลากหลาย ตั้งแต่ ร้านไฮเปอร์มาร์เก็ต, ซูเปอร์มาร์เก็ต และมินิซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งผลประกอบการทั้งในไทยและมาเลเซีย สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31ธ.ค. 2563 CPRD มีรายได้รวมเสมือน (pro forma) จำนวน 208,648 ล้านบาท และสินทรัพย์รวมเสมือน (pro forma) 406,640 ล้านบาท ถือว่ายังเติบโตได้ดี และคาดว่าการรวมกิจการครั้งนี้น่าจะเสริมความแข็งแรงให้กับทั้ง 2 รายใหญ่สินค้าอุปโภคบริโภคในอนาคตได้ดี

 

 

 

ที่มา: เอกสารจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(1), (2)


  • 191
  •  
  •  
  •  
  •  
prakai
'ชีวิต' ต้องมีสีสันหลากหลาย เหมือนกับความรู้ที่มีหลายมิติ ทั้งไลฟ์สไตล์, การตลาด, ดิจิทัล, ประเพณี-วัฒนธรรม