
หากย้อนกลับไป 5-10 ปีก่อน “มาราธอน” คือเจ้าแห่งอีเวนต์กีฬาที่แบรนด์ต่าง ๆ แย่งกันเข้าไปปักธง แต่ในปี 2026 นี้ การแข่งขันที่เป็นอีเวนท์ใหญ่โตระดับโลกที่แบรนด์และนักการตลาดกำลังจับตามองคืออีเวนท์กีฬาที่กำลังฮิตสุดๆในเวลานี้นั่นก็คือ HYROX หรือ กีฬาที่ผสมผสานการวิ่งเข้ากับการออกกำลังกายแบบฟิตเนสเข้าไว้ด้วยกัน
จากงานเปิดตัวครั้งแรกในไทยที่ BITEC เมื่อพฤษภาคม 2025 ที่ผ่านมา จนถึง การกลับมาปักหมุดที่เดิมอีกครั้ง ในเดือนมีนาคม 2026 นี้ในงาน BYD HYROX Bangkok พร้อมสเกลงานที่ใหญ่ขึ้น การได้เห็นการจับมือของยักษ์ใหญ่ระหว่าง AirAsia และ HYROX Asia-Pacific ในปีนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเรียกได้ว่าเป็น “New S-Curve” ของอุตสาหกรรม Wellness & Sport Marketing ในบ้านเราก็ว่าได้

HYROX คืออะไร?
HYROX ถือกำเนิดขึ้นในปี 2017 ณ เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี โดยสองผู้ก่อตั้งก็คือ Christian Toetzke ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดอีเวนต์กีฬาระดับโลก และ Moritz Fürste ตำนานนักกีฬาฮอกกี้เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัย

“HYROX” นั้นมาจากการผสมคำว่า “Hybrid” สื่อถึงรูปแบบกีฬาพันธุ์ผสมระหว่าง “วิ่ง” และ “เวทเทรนนิ่ง” ผสมกับคำว่า “Rockstar” เพื่อสะท้อนความตั้งใจที่อยากให้นักกีฬาทุกคนไม่ว่าจะมืออาชีพหรือมือสมัครเล่น รู้สึกเท่และสนุกเหมือนเป็นร็อคสตาร์ ท่ามกลางบรรยากาศแสงสีเสียงในสนาม
ผู้ก่อตั้ง HYROX ทั้งสองคนมองเห็น “Gap” ใหญ่ในตลาดฟิตเนสโลก ในขณะที่คนนับล้านเข้ายิมออกกำลังกายยกเวทรูปแบบต่างๆทุกวัน แต่กลับไม่มีการแข่งขันที่เป็นมาตรฐานวัดผลได้เหมือนกับการวิ่งมาราธอนหรือไตรกีฬา ที่คนทั่วไปเข้าถึงยากกว่า
HYROX ก็เลยถูกออกแบบมาให้เป็น “การแข่งขันสำหรับทุกคน” โดยตัดท่าหวือหวาหรือการยกน้ำหนักที่ซับซ้อนแบบ CrossFit ออกไป เน้นท่าพื้นฐานที่คนเข้ายิมทำเป็นอยู่แล้ว เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ที่ใครๆ ก็เป็น “นักกีฬา” ได้ จนเป็นจุดกำเนิดกีฬา HYROX ขึ้น
ทำไม HYROX ถึงเติบโต?

ในระดับโลกมีการแข่งขัน HYROX กันจริงๆจังๆกันตั้งแต่ปี 2018 ที่มีผู้แข่งเพียง 600 คนก่อนจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดสู่ระดับ 175,000 คนในซีซั่น 2023/24 และคาดการณ์ว่าจะทะลุ 400,000 – 500,000 คน ในซีซั่น 2025/26 นี้
ในประเทศไทย HYROX เปิดตัวครั้งแรก เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 ที่ผ่านมา สร้างปรากฏการณ์บัตร Sold Out ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมกว่า 9,000 คน ซึ่งถือเป็นประเทศที่มี “ตัวเลขเปิดตัว” ที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกและความนิยมที่เกิดขึ้นก็ส่งผลให้งานในเดือนมีนาคม 2026 นี้ ต้องขยายพื้นที่และวันจัดงานเพื่อรองรับดีมานด์ที่คาดว่าจะแตะหลักหมื่นคน
ตัวเลขนี้สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมฟิตเนสไทย ที่กำลังร้อนแรงรับปี 2568 โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่ารายได้ธุรกิจฟิตเนสจะเติบโตถึง 18% ทะลุ 12,000 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนจากพฤติกรรมคนไทยที่หันมาออกกำลังกายสม่ำเสมอเพิ่มขึ้นเป็น 44.4% จาก 40.4% ในปีก่อนหน้า
ที่น่าสนใจคือ 60.2% ของคนออกกำลังกายเลือกใช้บริการฟิตเนสเพราะมองหา Community ที่ได้พบปะผู้คน ไม่ใช่แค่สถานที่ออกกำลังกาย ซึ่งสอดคล้องกับความท้าทายที่ธุรกิจฟิตเนสแบบดั้งเดิมกำลังเผชิญจากคอนเทนต์ฟรีบน YouTube/TikTok
การเข้ามาของ HYROX จึงเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาตอบโจทย์เรื่อง “Experience & Community” ที่หาไม่ได้จากหน้าจอและเป็น “ตลาดใหม่” ท่ามกลางกระแสพีลาทิสและโยคะที่กำลังมาแรง
HYROX แข่งกันยังไง?

นิยามสั้นๆ ของ HYROX คือ “World Series of Fitness Racing” หรือการแข่งขันทดสอบสมรรถภาพร่างกายที่ผสมผสานระหว่าง การวิ่ง (Running) และ ท่าออกกำลังกาย (Functional Workout) โดยผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องเจอโจทย์เดียวกันทั่วโลก คือ
- วิ่ง 1 กิโลเมตร สลับกับสถานีออกกำลังกลาย 8 สถานี
- แต่ละสถานีออกกำลังกายจะมี 8 รูปแบบก็คือ
- SkiErg (สกีบก): 1,000 เมตร
- Sled Push (เข็นรถเลื่อน): 50 เมตร
- Sled Pull (ดึงรถเลื่อน): 50 เมตร
- Burpee Broad Jumps (แพลงก์+กระโดด): 80 เมตร
- Rowing (กรรเชียงบก): 1,000 เมตร
- Farmers Carry (หิ้วลูกตุ้มเดิน): 200 เมตร
- Sandbag Lunges (แบกถุงทรายเดินย่อขา): 100 เมตร
- Wall Balls (โยนบอลชนผนัง): 75-100 ครั้ง ก่อนเข้าเส้นชัย

จุดเด่นอีกเรื่องที่ทำให้คนเข้าถึงได้ง่ายคือการแบ่งรุ่นแข่งขัน (Divisions) ที่หลากหลาย เพื่อให้คนทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ก็คือ
- Singles (รุ่นเดี่ยว): แบ่งเป็นชาย และ หญิง โดยต้องทำเองทั้งหมด (วิ่ง 8 กม. + 8 ฐาน) แบ่งย่อยเป็นรุ่น Open (น้ำหนักมาตรฐาน) และ Pro (น้ำหนักเยอะกว่าสำหรับนักกีฬามืออาชีพ)
- Doubles (รุ่นคู่): มีทั้งรุ่นชายคู่ หญิงคู่ และ Mix มีทั้งแบบ open และ Pro โดยทั้งคู่ต้องวิ่ง 8 กม. ด้วยกัน แต่ในฐานออกกำลังกายสามารถ “แบ่งกันทำ” (Split Work) ได้ตามกลยุทธ์ของคู่ตัวเอง เหมาะกับเพื่อนซี้หรือคู่รักที่อยากวัดใจไปด้วยกัน
- Relay (ทีมผลัด 4 คน): มีทั้งรุ่น ชาย หญิง และ Mix สมาชิก 4 คนแบ่งหน้าที่กันคนละ 2 รอบ (วิ่ง 1 กม. + 1 ฐาน) เปลี่ยนมือกันทำ ทำให้ความเหนื่อยลดลงแต่ความสนุกเพิ่มขึ้น เหมาะสำหรับกลุ่มเพื่อนหรือแก๊งมือใหม่
- Age Groups (รุ่นอายุ): นอกจากแบ่งประเภทแล้ว ยังแบ่งช่วงอายุเพื่อความยุติธรรมอีกด้วย โดยซอยย่อยทุกๆ 5 ปี เช่น รุ่น 25-29 ปี, 30-34 ปี, 35-39 ปี ไล่ไปจนถึงรุ่น 70 ปีขึ้นไป ทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องความเสียเปรียบด้านวัย แต่จะได้แข่งกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันจริงๆ
ความหลากหลายนี้เองที่ทำให้ HYROX สามารถเข้าถึงคนทั่วไปได้ง่ายกว่ากีฬา Extreme อื่นๆ โดยเวลาจบการแข่งขันเฉลี่ยระดับ Elite/Pro จะทำเวลาได้ที่ประมาณ 55 นาที – 1 ชั่วโมงนิดๆ ส่วน ระดับ Open (คนทั่วไป) จะใช้เวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ชั่วโมง 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมง สำหรับคนที่ฟิตซ้อมมา และไม่มีเวลา Cut-off มากดดันด้วย
ใครแข่ง HYROX ได้บ้าง?

คำถามยอดฮิตคือ “ต้องคัดตัวไหม?” คำตอบคือ “ไม่ต้อง” เพราะการแข่งขันสำหรับสนามทั่วไป (Regular Season) ใช้ระบบ First Come, First Served คือใครซื้อบัตรทันก็มีสิทธิ์ลงแข่งได้เลย ไม่มีการจำกัด BMI หรือทดสอบสมรรถภาพก่อนแข่ง ยกเว้น World Championships ที่ต้องทำเวลาผ่านเกณฑ์
ส่วนเรื่อง “ความปลอดภัย” ท่าทางทั้งหมดของ HYROX ถูกออกแบบมาเป็น Functional Movements ที่มนุษย์ทำได้ตามธรรมชาติ ไม่มีการปะทะ และความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บต่ำกว่ากีฬา Extreme อื่นๆ
แต่ก็ต้องบอกว่า HYROX เป็นแข่งขันที่มีความเข้มข้นสูงผู้จัดแนะนำให้ผู้เข้าแข่งขันควรมีพื้นฐานการออกกำลังกายและประเมินสุขภาพตนเองก่อนลงสนาม หรือลองทำสอบแบบสอบถามตามลิงก์นี้ได้ https://hyrox.com/the-fitness-race/
HYROX มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

ความพิเศษที่ทำให้ HYROX แตกต่างจากงานวิ่งทั่วไปคือ “Standardization” หรือการมีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก เพราะมีการบริหารจัดการแบบ Global Franchise โดยมี HYROX HQ ที่ประเทศเยอรมนี เป็นผู้กำหนดมาตรฐาน ทั้งอุปกรณ์ น้ำหนัก ระยะทาง และกฎกติกา และจะมีสาขาย่อยที่ดูแลในแต่ละภูมิภาค
สำหรับการแข่งขันในประเทศไทยจัดโดย HYROX APAC ร่วมกับพันธมิตรในท้องถิ่นที่ได้รับลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องโดยในปีนี้ก็คืองาน “BYD HYROX Bangkok ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 มี.ค. นี้ ที่ BITEC บางนาซึ่งก็จะมั่นใจได้ว่าประสบการณ์เหมือนกับที่ London หรือ New York เป๊ะๆ
นอกจากมาตรฐานการแข่งขันแล้ว อุปกรณ์ทุกชิ้นที่ใช้แข่งเองก็ต้องเป็นแบรนด์และรุ่นที่กำหนดโดยส่วนกลางเท่านั้นนี่จึงเป็นโอกาสของแบรนด์อุปกรณ์กีฬาที่จะเข้ามาเป็น Global Partner ด้วยเช่นกัน
ผลพลอยได้สำคัญของการที่ทุกสนามใช้มาตรฐานเดียวกันเป๊ะๆ คือ “เวลา” ของเราสามารถนำไปเทียบกับคนทั่วโลกได้ทันที ไม่ว่าเราจะแข่งที่กรุงเทพฯ ลอนดอน หรือนิวยอร์ก สถิติของเราจะถูกบันทึกเข้าระบบ Database กลาง และหากเราทำเวลาได้ดีติดอันดับ Top ของโลกในรุ่นนั้นๆ เราจะได้รับสิทธิ์ (Qualify) ไปแข่งชิงแชมป์โลกปลายปี
รูปแบบอีเวนท์ Hyrox

การแข่งขัน HYROX กินเวลาทั้งวัน เช่นตั้งแต่ 08:00 – 20:00 น. โดยจะปล่อยตัวนักกีฬาเป็นชุดๆ หรือเรียกว่า “Waves” โดย ทุกๆ 10-15 นาที จะมีนักกีฬากลุ่มใหม่ ประมาณ 20-30 คน ถูกปล่อยตัวออกจากจุด Start
การจัดการแบบนี้มีข้อดีก็คือไม่มีความแออัดที่หน้าเส้นชัย และช่วยเฉลี่ยจำนวนคน (Traffic) ให้หมุนเวียนอยู่ในงานตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ และเป็นข้อดี สำหรับบูธ Sponsor ที่จะมีคนเดินผ่านตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ช่วงเช้าแล้วตลาดวาย
เรื่องสนามแข่งจะถูกเนรมิตขึ้นใน Hall ขนาดใหญ่ (เช่น BITEC Hall 98-99) โดยมี Layout ชัดเจนเปิดเผยให้คนแข่งขันได้รู้ก่อนเช่นการแบ่งพื้นที่ตรงกลางให้เป็นโซนออกกำลังกาย (Workout Stations) ทั้ง 8 ฐาน เรียงกันอย่างเป็นระเบียบ โดยมี “ลู่วิ่ง” ล้อมรอบโซนออกกำลังกาย
นอกจากนี้ยังมีโซนสำหรับผู้เข้าชม ที่สามารถเดินเกาะขอบรั้วเชียร์นักกีฬาได้แบบใกล้ชิด และยังมีการให้ DJ เปิดเพลบิ๊วอารมณ์ตลอดการแข่งขันทำให้บรรยากาศการแข่งขันเป็นไปอย่างสนุกสนาน

ความพิเศษที่ต่างจากงานวิ่งทั่วไปอย่างสิ้นเชิงคือ “ระบบบัตรเข้าชม” เพราะ ไม่ใช่แค่คนแข่งที่ต้องซื้อบัตรแต่ “คนดู” หรือกองเชียร์ก็ต้องซื้อบัตรเข้างานเช่นกัน ในราคาหลักร้อย สิ่งนี้ทำให้เห็นว่า HYROX วาง Position ตัวเองเป็น Entertainment Show ที่คนเต็มใจจ่ายเงินเพื่อเข้าไปเสพประสบการณ์ด้วยเช่นกัน
ในปี 2026 นี้ ดีกรีความร้อนแรงยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อซุปตาร์เบอร์ต้นของเมืองไทยอย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” และ “หมาก ปริญ” รวมถึง เจมส์ จิรายุ และแอน ทองประสม ประกาศลงแข่งขันในสนามจริง! สิ่งนี้เป็นแม่เหล็กดึงดูดทั้งแฟนคลับและกองทัพสื่อมวลชนให้หลั่งไหลเข้างาน สร้าง Media Value มหาศาลให้กับแบรนด์สปอนเซอร์ด้วย
ทำไม HYROX ถึง “ติดตลาด” ในไทยได้เร็ว?

HYROX ไม่ได้ขายแค่ความท้าทายของการแข่งขัน แต่ขาย “ประสบการณ์” บรรยากาศในสนามแข่งมีความเป็น Festival มีแสง สี เสียง ดีเจ และกองเชียร์ คล้ายคอนเสิร์ตหรืออีเวนต์บันเทิง ทำให้มันกลายเป็น Content ชั้นดีที่ผู้เข้าแข่งขันอยากแชร์ลง Social Media มีความ Instagrammable Moment สูงมาก
อีกเรื่องที่ดึงความสนใจคนจำนวนมากก็คือ HYROX เน้น Community อย่างชัดเจน โดยเฉพาะรุ่น Doubles และ Relay ที่ดึงดูดกลุ่มเพื่อน แก๊งออฟฟิศ หรือคู่รัก ให้มาซ้อมและลงแข่งด้วยกัน สิ่งนี้สร้าง Micro-Community ที่เหนียวแน่น ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการตลาดมองหา
อีกความสนุกของ HYROX ก็คือ ระบบ Ranking โลก เวลาที่ทำได้จะถูกบันทึกและเทียบกับคนทั่วโลกในรุ่นอายุเดียวกัน มันคือการ Gamification การออกกำลังกายที่จับต้องได้จริงซึ่งสิ่งนี้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่ชอบความท้าทายและเสพติด Data ด้วย
โอกาสของแบรนด์อยู่ตรงไหน?
กลุ่มเป้าหมายของ HYROX ในไทยคือ “Affluent Active Lifestyle” คือกลุ่มคนทำงาน (Gen Y – Gen Z) ที่มีกำลังซื้อสูง ใส่ใจสุขภาพ และพร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์และอุปกรณ์ที่ดีที่สุด จึงมีโอกาศซ่อนอยู่สำหรับหลายๆแบรนด์เช่น Sportswear และอุปกรณ์กีฬาที่เกี่ยวข้อง
เช่นรองเท้าที่ Hybrid (วิ่งได้ + ยึดเกาะพื้นยิมได้) รวมถึงเสื้อผ้าที่ระบายเหงื่อ แบรนด์อย่าง Puma ที่เป็น Global Partner หรือแบรนด์เฉพาะทางเริ่มเข้ามาทำตลาดนี้อย่างจริงจังในไทย

ตลาดสินค้าประเภท Nutrition, Supplements & Functional Drinks ก็ได้ประโยชน์จากเทรนด์ HYROX เช่นกันเพราะการแข่งที่ใช้เวลาราว 1.5 – 2 ชั่วโมง ต้องการพลังงานที่แตกต่าง ดังนั้นตลาด Pre-workout, Energy Gel, และ Recovery Drink กำลังขยายตัวเพื่อเจาะกลุ่มนี้โดยเฉพาะ
ยังไม่นับรวมไปถึงกลุ่ม FMCG และ Functional Drinks พวกน้ำดื่มผสมวิตามิน เครื่องดื่มเกลือแร่สูตรใหม่ หรือ Protein Shake แบบพร้อมดื่ม ก็จะได้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน
ที่ได้ประโยชน์แบบเต็มๆก็คือบรรดายิมชั้นนำในไทยที่ต่างปรับตัวเปิดคลาส “HYROX Training” หรือการเป็น Official Partner Gym ของ HYROX ต้องเรียกว่านี่คือ Product ใหม่ที่ช่วยดึงดูดลูกค้าสมาชิกและขาย Personal Trainer (PT) ได้ง่ายขึ้น เพราะลูกค้ามี “เป้าหมาย” ชัดเจนว่าจะซ้อมเพื่อไปแข่งนั่นเอง
อุตสาหกรรมอื่นๆก็จะได้ประโยชน์ไปด้วยเช่น Travel & Tourism ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วอย่างล่าสุด AirAsia เข้ามาเป็น Official Travel Partner ในเอเชียแปซิฟิกที่สะท้อนเทรนด์ “Race-cation” หรือการบินไปแข่งต่างประเทศหรือต่างจังหวัดแล้วเที่ยวต่อ
พ่วงไปกับธุรกิจประกันภัยอุบัติเหตุสำหรับนักกีฬา หรือ Gadget อย่าง Garmin ที่มีโหมด HYROX รองรับ ล้วนเข้ามาเล่นในตลาดนี้ได้
สรุปแล้ว โอกาสของนักการตลาดจากการแข่งขัน HYROX ที่กำลังนิยมในเวลานี้ก็คือการที่ต้องทำให้แบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Journey ตั้งแต่ช่วงซ้อม วันแข่ง และหลังแข่งให้ได้ พยายามเจาะกลุ่มย่อยที่เป็นทีม หรือยิมคอมมูนิตี้ ให้ได้ เพราะกลุ่มก้อนมี Influence ต่อกันสูงมาก ที่สำคัญต้องมอง HYROX ให้เป็น Lifestyle Platform ใหม่ที่รวบรวมคนมีกำลังซื้อและ Passion สูงไว้ด้วยกัน ดังนั้นนี่จึงเป็นตลาดที่แบรนด์ที่เชื่อมโยงกับเทรนด์นี้ได้จะมองข้ามไปไม่ได้จริงๆ
